ปณท เปิดผลสำเร็จการดำเนินงานโครงการ Green Hub ภายใต้ “ไปรษณีย์เชื่อมสุข” โดยร่วมมือกับ 6 พันธมิตรด้านสิ่งแวดล้อม สามารถรวบรวมกล่องกระดาษ พลาสติก ขยะอิเล็กทรอนิกส์ และวัสดุรีไซเคิลประเภทต่าง ๆ เข้าสู่กระบวนการจัดการอย่างถูกต้องได้กว่า 750 ตัน นำมาต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์และอุปกรณ์ที่สร้างประโยชน์ให้แก่สังคม อาทิ กล่องไปรษณีย์ เชื่อมสุข เสื้อนักเรียน อุปกรณ์การเรียน ตู้หนังสือ อุปกรณ์ทางการแพทย์ และขาเทียมพระราชทาน พร้อมเดินหน้ายกระดับ “กล่องไปรษณีย์เชื่อมสุข” ภายใต้แคมเปญ reBOX สู่มาตรฐานสิ่งแวดล้อมระดับโลก FSC ตอกย้ำบทบาทของไปรษณีย์ไทยในการใช้ศักยภาพเครือข่ายโลจิสติกส์เชื่อมโยงความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม
ดร.ดนันท์ สุภัทรพันธุ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด เปิดเผยว่า ปัจจุบันประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมเป็นความท้าทายที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการบริหารจัดการทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ ไปรษณีย์ไทยจึงนำศักยภาพของเครือข่ายที่ครอบคลุมทั่วประเทศมาสนับสนุนการรวบรวมและส่งต่อวัสดุใช้แล้วเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลและอัพไซเคิลอย่างเป็นระบบ ผ่านโครงการ Green Hub ซึ่งเป็นหนึ่งในภารกิจสำคัญของ “ไปรษณีย์เชื่อมสุข” ด้านสิ่งแวดล้อมโดยตลอด 7 ปีที่ผ่านมา Green Hub ไม่ได้เป็นเพียงจุดรับวัสดุใช้แล้ว แต่เป็นกลไกที่เชื่อมโยงประชาชน พันธมิตร และเครือข่ายไปรษณีย์ไทยทั่วประเทศ ให้ร่วมกันเปลี่ยนวัสดุที่หมดประโยชน์กลับมาสร้างคุณค่าใหม่แก่สังคมทั้งในรูปแบบของอุปกรณ์การศึกษา อุปกรณ์ทางการแพทย์ ขาเทียมพระราชทาน และบรรจุภัณฑ์เพื่อสาธารณประโยชน์ สะท้อนให้เห็นว่าการจัดการทรัพยากรอย่างถูกต้องสามารถสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมได้จริง
“ปัจจุบัน Green Hub ได้ขยายเครือข่ายจุดรับวัสดุใช้แล้วรวมทั้งสิ้น 121 แห่งทั่วประเทศ โดยดำเนินงานร่วมกับพันธมิตรหลัก 6 หน่วยงาน ได้แก่ SCG Packaging ในแคมเปญ reBOX สำหรับกล่องและซองกระดาษไม่ใช้แล้ว / TPBI ในแคมเปญ reBAG สำหรับพลาสติกยืดและซองพลาสติก / GC YOU เทิร์น ในแคมเปญ “เทิร์นสุข” สำหรับขวดพลาสติกใส PET / AIS ในแคมเปญ E-Waste สำหรับขยะอิเล็กทรอนิกส์ / HMC Polymers ในแคมเปญ PP REBORN สำหรับพลาสติกประเภท PP และกรมควบคุมมลพิษ ในโครงการรับบริจาคอะลูมิเนียมเพื่อจัดทำขาเทียมพระราชทาน โดยตลอดระยะเวลาการดำเนินงานสามารถรวบรวมวัสดุไม่ใช้แล้วได้กว่า 750 ตัน เพื่อนำกลับเข้าสู่กระบวนการจัดการอย่างถูกต้องและเกิดประโยชน์สูงสุด”
หนึ่งในผลลัพธ์สำคัญของ Green Hub คือแคมเปญ reBOX ที่สามารถรวบรวมกล่องและซองกระดาษไม่ใช้แล้วได้มากกว่า 718,000 กิโลกรัม และนำกลับเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลและพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์เพื่อสังคมหลากหลายรูปแบบ ทั้งโต๊ะและเก้าอี้สำหรับโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน ตู้หนังสือสำหรับโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกล อุปกรณ์ทางการแพทย์ ตลอดจน “กล่องไปรษณีย์เชื่อมสุข” สำหรับบรรจุยาและเวชภัณฑ์ส่งต่อให้ผู้ป่วยและกลุ่มเปราะบางทั่วประเทศ ซึ่งในปี 2568 สามารถรวบรวมกล่องและซองกระดาษไม่ใช้แล้วเข้าสู่ระบบรีไซเคิลได้กว่า 75,000 กิโลกรัม เพื่อนำมาผลิตเป็นกล่องไปรษณีย์เชื่อมสุขสำหรับมอบให้หน่วยงานสาธารณประโยชน์ต่อไป
นอกจากกระดาษและบรรจุภัณฑ์แล้ว Green Hub ยังขยายการจัดการไปสู่ขยะประเภทอื่น ๆ ที่มีความสำคัญต่อสิ่งแวดล้อม โดยแคมเปญ reBAG สามารถรวบรวมพลาสติกยืดได้กว่า 2,500 กิโลกรัม เพื่อนำไปผลิตเป็นถุงขยะพลาสติก แคมเปญ “เทิร์นสุข” สามารถรวบรวมขวดพลาสติกใส PET ได้กว่า 2,700 กิโลกรัม และนำไปอัพไซเคิลเป็นเสื้อนักเรียนสำหรับเด็กนักเรียนโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน ส่วนแคมเปญ E-Waste ร่วมกับ AIS สามารถรวบรวมอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ใช้แล้วได้กว่า 4,000 กิโลกรัม เพื่อนำเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลที่ถูกต้องและปลอดภัยต่อสิ่งแวดล้อม
สำหรับทิศทางการดำเนินงานในระยะต่อไป ไปรษณีย์ไทยเดินหน้ายกระดับ “กล่องไปรษณีย์เชื่อมสุข” ภายใต้แคมเปญ reBOX ที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน FSC (Forest Stewardship Council) สะท้อนความมุ่งมั่นในการส่งเสริมการใช้บรรจุภัณฑ์จากแหล่งวัตถุดิบที่มีการจัดการอย่างรับผิดชอบ และยกระดับการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล
“ความสำเร็จของ Green Hub ตลอด 7 ปีที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นว่าการจัดการทรัพยากรอย่างยั่งยืนสามารถเกิดขึ้นได้จริงจากความร่วมมือของทุกภาคส่วน โดยสามารถรวบรวมวัสดุไม่ใช้แล้วเข้าสู่กระบวนการจัดการที่ถูกต้องได้กว่า 750 ตัน และเปลี่ยนให้กลับมาสร้างคุณค่าใหม่ในรูปแบบของอุปกรณ์การศึกษา อุปกรณ์ทางการแพทย์ ขาเทียมพระราชทาน และผลิตภัณฑ์เพื่อสังคมอีกหลายรูปแบบ ไปรษณีย์ไทยจะเดินหน้าต่อยอดบทบาทการเป็นศูนย์กลางเชื่อมโยงเครือข่ายความร่วมมือ เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนและสร้างผลลัพธ์ด้านสิ่งแวดล้อมที่เป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น” ดร.ดนันท์ กล่าว








