กทท. เดินหน้าขับเคลื่อนองค์กร ภายใต้แนวคิด “Smart & Green Port” โดยคำนึงถึงความสมดุลระหว่าง เศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม พร้อมผลักดันการดำเนินงานท่าเรือด้วยนวัตกรรมและการบริหารจัดการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ลดผลกระทบต่อพื้นที่โดยรอบ และเสริมสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชน เพื่อให้การเติบโตของท่าเรือเป็นไปอย่างมั่นคงและสอดรับกับทิศทางการพัฒนาที่ยั่งยืนในอนาคต
ว่าที่ร้อยตรี รัฐกร เขียวไพศาล รองผู้อำนวยการการท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) สายบริหารการเงินและกลยุทธ์องค์กร รักษาการแทนผู้อำนวยการ กทท. กล่าวว่า “ในภาพรวม กทท. ได้กำหนดนโยบาย 2D ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการมุ่งสู่การเป็น Net Zero Port ได้แก่ Decarbonization และ Digitalization อาทิ การติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์บนหลังคาโรงพักสินค้า การใช้รถและเครื่องมือทุ่นแรงพลังงานไฟฟ้า การนำเทคโนโลยีมาใช้ในการทำงาน รวมทั้งปลูกป่าและสร้างฝายเก็บน้ำ นอกจากนี้ยังส่งเสริมให้ผู้ใช้บริการและภาคส่วนที่เกี่ยวข้องร่วมลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เช่น การจัดการขยะจากท่าเรืออย่างเป็นระบบ และการสนับสนุนให้ลูกค้าใช้บริการขนส่งสินค้าทางรางและทางน้ำแทนทางถนน เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาพรวมของระบบโลจิสติกส์ของประเทศ
จากการดำเนินการตามนโยบายดังกล่าว ทำให้ในปี 2568 กทท. สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ 6.77% หรือ 3,958 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (Ton CO₂eq) เมื่อเทียบกับกรณีฐาน ตามการประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กรตามมาตรฐาน ISO 14064-1:2018 ครอบคลุมทั้งการปล่อยทางตรงและทางอ้อมจากการใช้พลังงานในกิจกรรมท่าเรือ โดยปัจจุบัน กทท. มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกรวม 54,469 Ton CO₂eq ลดลงจากปีก่อนหน้าอย่างมีนัยสำคัญ อันเป็นผลมาจากการขับเคลื่อนโครงการด้าน Decarbonization ในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในทุกกระบวนการทำงาน ควบคู่แผนแม่บทสิ่งแวดล้อมขององค์กร”
กทท. มุ่งมั่นขับเคลื่อนองค์กรสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน เพื่อก้าวสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emission) ภายในปี 2593 สอดคล้องตามเป้าหมายของประเทศ และการพัฒนาอย่างยั่งยืนของสหประชาชาติ (SDGs) ในระดับสากล ในโอกาสครบรอบ 75 ปี กทท. ฐานะองค์กรที่เสริมพลังเศรษฐกิจและโลจิสติกส์ของประเทศ มุ่งพัฒนาท่าเรือให้เป็นศูนย์กลางการขนส่งทางน้ำ และการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานของภูมิภาค ด้วยการนำเทคโนโลยี นวัตกรรม และแนวคิดการบริหารจัดการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมาใช้ในการดำเนินงาน เสริมความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในเวทีโลก และขับเคลื่อนอนาคตประเทศให้เติบโตบนรากฐานของความสมดุลและความยั่งยืนในระยะยาว








