วันที่่ 21 มกราคม 2569 นายเกรียงไกร ไชยศิริวงศ์สุข ผู้อำนวยการการท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) เปิดเผยผลการดำเนินงานในไตรมาสที่ 1/2569 เผยว่า ภาพรวมสะท้อนการขยายตัวของกิจกรรมโลจิสติกส์และการค้าผ่านท่าเรืออย่างต่อเนื่อง เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีเรือเทียบท่ารวม 3,844 เที่ยว เพิ่มขึ้น 5.55% ปริมาณสินค้าผ่านท่ารวม 32.32 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 6.82% และปริมาณตู้สินค้าผ่านท่ารวม 3.05 ล้าน ที.อี.ยู. เพิ่มขึ้น 10.65% ขณะที่ผลกำไรสุทธิอยู่ที่ 1,800 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.80% สำหรับ ท่าเรือแหลมฉบัง ซึ่งเป็นท่าเรือหลักของประเทศ มีเรือเทียบท่า 2,735 เที่ยว เพิ่มขึ้น 7.63% ปริมาณสินค้าผ่านท่า 27.80 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 9.26% และมีปริมาณตู้สินค้าผ่านท่ารวม 2.73 ล้านที.อี.ยู. เพิ่มขึ้น 12.28% โดยการเติบโตของสินค้าทั่วไปและสินค้าบรรจุตู้เพิ่มขึ้นถึง 9.46% สะท้อนการฟื้นตัวและการไหลเวียนของสินค้าในภาคอุตสาหกรรมและการค้าระหว่างประเทศอย่างต่อเนื่อง
ขณะที่ท่าเรือกรุงเทพ มีภาพรวมการให้บริการเรืออยู่ในระดับใกล้เคียงกับปีก่อน โดยจำนวนเที่ยวเรือรวมเพิ่มขึ้น 0.73% จากการขยายตัวของเรือชายฝั่งถึง 7.40% ส่วนปริมาณสินค้ารวมและตู้สินค้ามีการปรับลดลงเล็กน้อยจากข้อจำกัดเชิงโครงสร้างของพื้นที่ท่าเรือและสภาพการแข่งขันของเส้นทางขนส่ง อย่างไรก็ตาม ท่าเรือกรุงเทพยังคงมีบทบาทสำคัญในการรองรับการขนส่งชายฝั่งและการเชื่อมโยงระบบโลจิสติกส์ภายในประเทศอย่างต่อเนื่องควบคู่กับผลการดำเนินงานด้านการให้บริการท่าเรือ กทท. ยังคงให้ความสำคัญกับการยกระดับองค์กรสู่มาตรฐานท่าเรือชั้นนำระดับโลก โดยบูรณาการมิติด้านเศรษฐกิจเข้ากับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและการดูแลคุณภาพชีวิตของชุมชนโดยรอบ ผ่านยุทธศาสตร์สมดุล 3 มิติ (เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม) ที่มุ่งเน้นความยั่งยืนอย่างเป็นรูปธรรม
นายเกรียงไกร กล่าวต่อว่า ส่วนท่าเรือแหลมฉบัง อยู่ระหว่างเร่งรัดงานก่อสร้างโครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง เฟส 3 ปัจจุบันภาพรวมงานถมทะเลทั้ง 3 พื้นที่มีความคืบหน้าประมาณ 89% คาดว่ากลางเดือน ก.ค. 2569 จะแล้วเสร็จ 100% โดยในส่วนของพื้นที่ F1 ได้ดำเนินการถมทะเลแล้วเสร็จ ซึ่งจะต้องส่งมอบให้บริษัท จีพีซี อินเตอร์เนชั่นแนล เทอร์มินอล จำกัด (GPC) ผู้รับสัมปทานบริหารโครงการฯ โดยขณะนี้ กทท. ได้เชิญ GPC มาตรวจสอบมาตรฐานความหนาแน่นของงานถมทะเลในเชิงวิศวกรรม รวมถึงความเสี่ยงเรื่องแผ่นดินไหว ซึ่งก็ต้องมาตรวจสอบเรื่องความแข็งแรงให้สามารถรองรับแผ่นดินไหวได้ด้วย โดยต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จก่อนส่งมอบพื้นที่ให้กับ GPC อย่างเป็นทางการ
อย่างไรก็ตามเมื่อถมทะเลแล้วเสร็จ จะยังไม่สามารถส่งมอบพื้นที่ให้กับ GPC เพื่อไปดำเนินการก่อสร้างงานโครงสร้างพื้นฐานของท่าเรือได้เลย ต้องปรับปรุงคุณภาพให้ตรงตามสัญญาสัมปทาน ซึ่งขณะนี้พบว่าข้อกำหนดทางเทคนิคของสัญญาจ้างถมทะเล กับสัญญาสัมปทานไม่ตรงกัน โดยสัญญาจ้างถมทะเลกำหนดค่าทรุดตัวที่ต้องไม่เกิน 20 เซนติเมตร (ซม.) ตลอดระยะเวลา 30 ปี ขณะที่สัญญาสัมปทานกำหนดเป็นค่าความหนาแน่นสัมพัทธ์ไม่น้อยกว่า 70% เมื่อข้อกำหนดไม่เหมือนกัน จึงต้องใช้เทคนิคทางวิศวกรรมเข้ามาทดสอบ และพิสูจน์คุณภาพงานถม ซึ่งหากทาง GPC ไม่ยอมรับในผลการทดสอบ กทท. ต้องปรับปรุงแก้ไข อย่างไรก็ตามการทดสอบต้องรอดำเนินการหลังจากถมทะเลเสร็จแล้ว 100% จึงต้องเลื่อนแผนส่งมอบพื้นที่ให้ GPC จากเดิมปลายปี 2568 ออกไปไม่มีกำหนด
นายเกรียงไกร กล่าวว่า การขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ความยั่งยืนของ กทท. ดำเนินการภายใต้กลไกความร่วมมือแบบ “จตุรภาคี” จาก 4 ส่วนหลักทั้งภาครัฐ เอกชน ชุมชน และสถาบันวิจัย โดยภาครัฐ คือ กทท. ในฐานะผู้กำหนดนโยบายและวางรากฐานโครงสร้างพื้นฐานสีเขียว ภาคเอกชน เช่น ผู้ประกอบการเดินเรือและตัวแทนขนส่งสินค้าที่เข้ามามีส่วนร่วมในการปรับเปลี่ยนเทคโนโลยีสู่ระบบโลจิสติกส์คาร์บอนต่ำ ชุมชนโดยรอบ กทท. ที่ทำหน้าที่เป็นภาคประชาสังคมในการร่วมเฝ้าระวังและฟื้นฟูระบบนิเวศผ่านโครงการพื้นที่สีเขียว โดยมีฝ่ายกลยุทธ์องค์กร กทท. ร่วมกับสถาบันด้านการขนส่งทางน้ำและโลจิสติกส์ (MLI) เป็นแกนกลางในการเชื่อมโยงองค์ความรู้และนวัตกรรมร่วมกับบุคลากรภายในองค์กร ซึ่งสนับสนุนองค์ความรู้ทางวิชาการเพื่อแก้ปัญหาเชิงเทคนิค ความร่วมมือดังกล่าวถูกยึดโยงด้วยกรอบแนวคิด BCG Model อันประกอบด้วยการประยุกต์ใช้เศรษฐกิจชีวภาพเพื่อรักษาสมดุลทางธรรมชาติ การนำเศรษฐกิจ 3 หมุนเวียนมาบริหารจัดการทรัพยากรให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด และการใช้เศรษฐกิจสีเขียวเพื่อขับเคลื่อนเทคโนโลยีสะอาด ซึ่งสอดคล้องกับตัวชี้วัดความสำเร็จตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ (SDGs) ในระดับสากล
ผู้อำนวยการ กทท. กล่าวว่า จากรายงานผลการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมประจำปี 2568 ระบุว่า กทท. สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการดำเนินงานในขอบเขตที่ 1 และ 2 ได้ 6.77% หรือ 3,958 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (Ton CO₂eq) เมื่อเทียบกับกรณีฐาน (Business As Usual) โดยการประเมินดำเนินการตามหลักการคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร (Carbon Footprint for Organization: CFO) ตามมาตรฐาน ISO 14064-1:2018 ครอบคลุมทั้งการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางตรงจากการใช้เชื้อเพลิงของเครื่องมือและยานพาหนะ และการปล่อยทางอ้อมจากการใช้พลังงานไฟฟ้าในสำนักงาน ระบบเครน และโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์ และในปีเดียวกัน กทท. มีปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกรวม 54,469 Ton CO₂eq ลดลงจากปีก่อนหน้าอย่างมีนัยสำคัญ เป็นผลมาการขับเคลื่อนโครงการด้าน Decarbonization ซึ่งสอดคล้องกับทิศทางนโยบายของรัฐบาลในการผลักดันกรอบกฎหมายด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และแนวคิดการพัฒนาเมืองคาร์บอนต่ำ (Low Carbon City) ที่มุ่งลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกิจกรรมทางเศรษฐกิจและการดำรงชีวิตในเขตเมือง เพื่อก้าวสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนในระยะยาวผ่านการกำหนดนโยบาย 2D ซึ่งประกอบด้วย Digitalization และ Decarbonization เพื่อก้าวสู่การเป็น Net Zero Port ภายใต้แผนแม่บทการจัดการด้านสิ่งแวดล้อม กทท.ตั้งเป้าลดการปล่อยคาร์บอนขององค์กรจากกรณีฐาน 20% ภายในปี 2580 และมุ่งสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี ค.ศ. 2593
"หาก GPC ไม่ยอมรับผลการทดสอบต้องนำหารือกับคณะกรรมการ (บอร์ด) กทท. รวมถึงคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ว่าต้องดำเนินการ หรือเพิ่มเติมอย่างไร และหากต้องมีการแก้ไขสัญญา ก็ต้องเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณา ทั้งนี้ความล่าช้าดังกล่าว คาดว่าจะส่งผลกระทบให้การเปิดให้บริการท่าเทียบเรือ F1 ต้องเลื่อนเปิดบริการออกไปประมาณ 2 ปี จากเดิมประมาณปี 2571 เป็นประมาณปี 2573 พร้อมกับท่าเทียบเรือ F2 ส่วนความคืบหน้างานที่ 2 งานก่อสร้างอาคาร ท่าเรือ ระบบถนน และระบบสาธารณูปโภค ประกอบด้วย งานก่อสร้างอาคาร งานก่อสร้างท่าเทียบเรือ บริการ ท่าเทียบเรือชายฝั่งงานก่อสร้างถนน และงานก่อสร้างระบบสาธารณูปโภค มีบริษัท ซีเอซอีซี (ไทย) จำกัด เป็นผู้รับจ้าง มีความคืบหน้าประมาณ 11% ยังมีความล่าช้า เนื่องจากมีการปรับตำแหน่งให้เหมาะสมกับพื้นที่จริง"








