ความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลางรุนแรงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในพื้นที่ยุทธศาสตร์อย่างอ่าวเปอร์เซียและช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งนับตั้งแต่เกิดสงครามมีรายงานเรือพาณิชย์ที่ต้องสงสัยว่าถูกอิหร่านโจมตีแล้วไม่ต่ำกว่า 16 ลำ โดยเหตุการณ์ล่าสุดเกิดขึ้นกับเรือบรรทุกน้ำมัน 2 ลำที่ถูกโจมตีระหว่างลอยลำในพื้นที่ขนถ่ายน้ำมันกลางทะเลในน่านน้ำของอิรัก
ท่ามกลางการตอบโต้กันอย่างดุเดือดระหว่างคู่ขัดแย้ง กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามอิหร่าน (IRGC) ได้ประกาศจุดยืนอย่างแข็งกร้าวว่าจะไม่ยอมให้มีการส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซแม้เพียงลิตรเดียว โดยมุ่งเป้าไปที่เรือทุกลำที่มีความเชื่อมโยงกับสหรัฐฯ อิสราเอล และพันธมิตร ซึ่งอิหร่านมองว่าสหรัฐฯ เป็นต้นตอหลักของความไม่มั่นคงในภูมิภาค
วิกฤตการณ์นี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อราคาพลังงานโลก ซึ่งผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าหากสถานการณ์ยังไม่คลี่คลาย ราคาอาจพุ่งสูงถึง 200 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล จากปัจจุบันที่ราคาตลาดโลกทะลุ 100 ดอลลาร์สหรัฐไปแล้ว ข้อมูลทางสถิติเผยให้เห็นผลกระทบมากขึ้น โดยก่อนเกิดเหตุรุนแรงในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ มีเรือสินค้าและเรือบรรทุกน้ำมันแล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซเฉลี่ยวันละ 129 ลำ แต่ตัวเลขดังกล่าวลดลงเหลือเพียง 81 ลำหลังเกิดเหตุ และลดฮวบลงเหลือเพียง 20 ลำตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม จนเกือบจะกลายเป็นศูนย์ในปัจจุบัน
แม้จะมีความพยายามบรรเทาสถานการณ์ด้วยการตัดสินใจปล่อยน้ำมันสำรองฉุกเฉินครั้งประวัติศาสตร์ถึง 400 ล้านบาร์เรล จากจำนวนน้ำมันสำรองทั้งหมด 1,200 ล้านบาร์เรล แต่นักวิเคราะห์มองว่าเป็นเพียงมาตรการระยะสั้นที่ไม่สามารถแก้ไขปัญหาความผันผวนของราคาได้ตราบใดที่เส้นทางเดินเรือหลักยังไม่ปลอดภัย
ในขณะที่โดนัลด์ ทรัมป์ พยายามกระตุ้นให้เรือพาณิชย์ใช้เส้นทางเดิมต่อไปพร้อมเสนอการส่งเรือรบอารักขา แต่การปฏิบัติงานในพื้นที่นี้มีความซับซ้อนกว่ากรณีของกลุ่มฮูตีในทะเลแดงและช่องแคบมับ อัล-มันดับ (Bab al-Mandab) อย่างมาก เนื่องจากศักยภาพของกองทัพเรืออิหร่านที่เหนือกว่ากลุ่มฮูตีอย่างเทียบไม่ได้
โดยอิหร่านมีกองกำลังหลัก 2 ส่วน คือ กองทัพเรือปกติ (IRIN) ที่มีเรือรบและเรือดำน้ำรวมกว่า 100 ลำ และกองทัพเรือของ IRGC ที่มีกำลังพลถึง 20,000 นาย พร้อมเรือขนาดเล็กที่เน้นการโจมตีเร็วและความคล่องตัวสูงอีกกว่า 100 ลำ รวมถึงความสามารถในการวางทุ่นระเบิด
นอกจากนี้ ข้อจำกัดทางภูมิศาสตร์ของช่องแคบฮอร์มุซที่เป็นทางเข้าออกเดียวของอ่าวเปอร์เซีย ทำให้ไม่สามารถเปลี่ยนเส้นทางเดินเรือไปอ้อมแอฟริกาเหมือนกรณีคลองสุเอซได้ และการลำเลียงผ่านท่อส่งน้ำมันในซาอุดิอาระเบียหรือสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ก็มีขีดความสามารถที่จำกัด
ปัจจัยเหล่านี้ประกอบกับต้นทุนประกันภัยการเดินเรือที่พุ่งสูงขึ้น ทำให้ความเชื่อมั่นของบริษัทเดินเรือลดน้อยลง และอาจส่งผลให้วิกฤตเศรษฐกิจและพลังงานโลกครั้งนี้ลากยาวออกไปอย่างไม่มีกำหนด
•อ้างอิงภาพ: แผนที่ช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) โดย Central Intelligence Agency (CIA) จาก Wikimedia Commons (Public Domain)








