นักกฎหมายมหาชนชื่อดัง “ดร.รุจิระ บุนนาค”ผ่าคำสั่งศาลปกครองกลาง ชี้มติสรรหา กสทช. เป็นเพียง “ความเห็น” ไม่มีผลเปลี่ยนสถานะทางกฎหมาย ยัน “สรณ” ยังปฏิบัติหน้าที่ได้
เมื่อวันที่ 10 ส.ค. 2569 ดร.รุจิระ บุนนาค อาจารย์พิเศษ นักวิชาการ และนักกฎหมาย วิเคราะห์ประเด็นข้อกฎหมายกรณีศาลปกครองกลางมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องของ ศ.คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ที่ยื่นฟ้องขอเพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหากรรมการ กสทช. และขอทุเลาการพ้นจากตำแหน่ง โดยเห็นว่าประเด็นสำคัญในการพิจารณาคดีปกครองต้องเริ่มจากการพิจารณา “วัตถุแห่งคดี” ซึ่งกรณีนี้คือคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหาฯ ที่ 1/2569 ลงวันที่ 21 กรกฎาคม 2569
ดร.รุจิระ กล่าวว่า คดีนี้ ศ.คลินิก สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ได้ฟ้องขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหากรรมการ กสทช. ที่ 1/2569 ลงวันที่ 21 ก.ค.2569 ของคณะกรรมการสรรหากรรมการ กสทช. ดังนั้น จึงไม่ต้องสงสัยว่าวัตถุแห่งคดีนี้ก็คือ “คำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหาฯ”
นอกจากนี้ ศ.คลินิก สรณฯ ได้บรรยายฟ้องในทำนองว่า “คำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหาฯ” นั้นได้ก่อให้เกิดความเดือดร้อนเสียหายกับตน เพราะคณะกรรมการสรรหาฯ ไปวินิจฉัยว่า ศ.คลินิก สรณฯ มีลักษณะต้องห้ามและถือว่าสละสิทธิตามพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2553 แต่อย่างไรก็ดี ศาลปกครองกลางได้มีคำสั่งไม่รับฟ้องดังกล่าวเพราะ ศ.คลินิก สรณฯ ไม่ได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหาย หรืออาจจะเดือดร้อนหรือเสียหาย โดยมิอาจหลีกเลี่ยงได้ อันเนื่องจากการกระทำของคณะกรรมการสรรหาฯ หรือสรุปง่ายๆ ว่า “คำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหาฯ” ไม่ได้ก่อให้เกิดความเสียหายกับ ศ.คลินิก สรณฯ นั่นเอง
จากแนวทางดังกล่าว ดร.รุจิระ จึงนำคำสั่งของศาลปกครองกลางมาวิเคราะห์ต่อในประเด็นที่ว่าการที่ “คำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหาฯ” ไม่ได้ก่อให้เกิดความเสียหายกับ ศ.คลินิก สรณฯ นั้น ย่อมหมายความว่า “คำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหาฯ” ไม่ได้มีสภาพบังคับทางกฎหมายกับ ศ.คลินิก สรณฯ เพราะหัวใจสำคัญของการเป็น “คำสั่งทางปกครอง” คือ เป็นการใช้อำนาจตามกฎหมายของเจ้าหน้าที่ที่มีผลกระทบต่อสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคล ด้วยเหตุนี้ เมื่อศาลปกครองกลางวินิจฉัยว่า ศ.คลินิก สรณฯ ไม่ได้รับความเสียหายจากการกระทำของคณะกรรมการสรรหาฯ ย่อมหมายความว่า (1) การวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหาฯ ไม่ใช่เป็นการใช้อำนาจตามกฎหมาย และ (2) คำวินิจฉัยไม่ได้ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคล ดังนั้น “คำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหาฯ” จึงไม่ถือเป็น “คำสั่งทางปกครอง” ตามกฎหมาย จากคำสั่งของศาลปกครองกลางดังกล่าว “คำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหาฯ” จึงมีสถานะเป็นเพียง “ความเห็น” ซึ่ง “ความเห็น” ไม่ได้มีบทบัญญัติของกฎหมายใดที่กำหนดให้ “ความเห็น” สามารถมีผลกระทบต่อสถานะทางกฎหมายของบุคคลได้
ส่วนผลต่อการปฏิบัติหน้าที่ของประธานและกรรมการ กสทช. ดร.รุจิระ เห็นว่า โดยผลของคำสั่งของศาลปกครองกลางน่าจะช่วยให้ประเด็นที่ถกเถียงกันว่า ศ.คลินิก สรณฯ ยังคงสามารถปฏิบัติหน้าที่ประธาน กสทช. ได้หรือไม่นั้น เป็นที่ยุติว่า ศ.คลินิก สรณฯ รวมถึงกรรมการ กสทช. ทุกคน มีหน้าที่และอำนาจต้องปฏิบัติหน้าที่ในลักษณะองค์กรกลุ่ม หรือ คณะกรรมการ กสทช. เช่นเดิม เพราะยังมีวาระอีกมากมายที่คณะกรรมการ กสทช. มีหน้าที่ต้องประชุมหารือกันเพื่อประโยชน์ของประชาชน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการพิจารณา Digital TV Roadmap และการรักษาสิทธิวงโคจรของประเทศไทย เป็นต้น
ขณะที่ ปมเกี่ยวกับผลประโยชน์ขัดแย้งกับช่วงเวลาก่อนเข้ารับตำแหน่งนั้น ดร.รุจิระ กล่าวถึงคำวินิจฉัยคณะกรรมการสรรหากับไทม์ไลน์ความขัดแย้งของผลประโยชน์ โดยระบุว่า ประเด็นสำคัญที่ถูกหยิบยกขึ้นมาพิจารณาไม่ได้เกี่ยวกับการกระทำที่มีลักษณะเป็นผลประโยชน์ขัดแย้ง (Conflict of Interest) เพราะเมื่อวิเคราะห์คำสั่งศาลปกครองกลาง พร้อมกับการย้อนดูเรื่องราวหรือต้นตอที่พิพาท เท่าที่ทราบ ศ.คลินิก สรณฯ ก็ได้ปฏิบัติหน้าที่ในฐานะประธาน กสทช. มาเป็นระยะเวลา 4 ปีกว่าแล้ว รวมถึงได้ผลักดันโครงการเพื่อประโยชน์สาธารณะ (อาทิ การลดความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัล (Digital Inclusion), การพัฒนา Telemedicine และ Digital Health, ระบบเตือนภัยแห่งชาติผ่านมือถือ (Public Warning System), การพัฒนา AI และเศรษฐกิจดิจิทัล, การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การบริหารทรัพยากรสื่อสารคลื่นความถี่และดาวเทียม, การส่งเสริมการเข้าถึงบริหารสำหรับผู้พิการ ฯลฯ เหตุใดในวันนี้คณะกรรมการสรรหาฯ ถึงได้กลับมาประชุมและมีมติกันว่า ศ.คลินิก สรณฯ มีลักษณะต้องห้าม? เพราะ ศ.คลินิก สรณฯ กระทำการใดที่มีผลประโยชน์ขัดแย้งหรือ conflict of interest ในระหว่าง 4 ปีที่ปฏิบัติหน้าที่ประธาน กสทช. หรือไม่? ซึ่งประเด็นดังกล่าวพบว่า คณะกรรมการสรรหาฯ ได้วินิจฉัยว่า “ศ.คลินิก สรณฯ มีลักษณะต้องห้าม เพราะ ศ.คลินิก สรณฯ ยังคงปฏิบัติหน้าที่เป็นแพทย์ค่าตอบแทนรายชั่วโมง ณ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล อยู่ในช่วงก่อนเข้ารับตำแหน่ง กสทช. อันมีลักษณะเป็นลูกจ้างของหน่วยงานของรัฐ”
ดังนั้น ประเด็นที่น่าสนใจตรงนี้ คือ คณะกรรมการสรรหาฯ ไม่ได้วินิจฉัยว่า ศ.คลินิก สรณฯ กระทำการใดที่มีผลประโยชน์ขัดแย้งหรือ conflict of interest ในระหว่าง 4 ปีที่ ศ.คลินิก สรณฯ ปฏิบัติหน้าที่ประธานแต่อย่างใด แต่เป็นการวินิจฉัยว่ามีลักษณะต้องห้ามเพราะเป็นแพทย์ค่าตอบแทนรายชั่วโมงในช่วง “ก่อน” เข้ารับตำแหน่งประธาน กสทช.
ดร.รุจิระ กล่าวด้วยว่า ด้วยความเคารพต่อคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหาฯ เห็นว่า เจตนารมณ์ของกฎหมายย่อมมุ่งหมายมิให้กรรมการ กสทช. หรือกรรมการขององค์กรอิสระกระทำการใดที่มีผลประโยชน์ขัดแย้งหรือ conflict of interest ใน “ระหว่าง” ที่ดำรงตำแหน่ง ทั้งนี้ เพื่อป้องกันมิให้มีการใช้อำนาจหน้าที่ไปหาประโยชน์เพื่อตนเองหรือพวกพ้อง ไม่ใช่ “ก่อน” ดำรงตำแหน่ง เพราะในช่วงเวลานั้น กรรมการยังไม่มีอำนาจหน้าที่ที่จะให้ประโยชน์แก่ตนเองหรือใครได้ นอกจากนี้ ไม่ว่าจะมีการตีความหรือขยายความประเด็นผลประโยชน์ขัดแย้งหรือ conflict of interest ไปไกลเพียงใดก็ตาม ประเด็นที่น่าสนใจคือการปฏิบัติหน้าที่แพทย์รักษาคนไข้นั้นจะมีผลประโยชน์ขัดแย้งกับการปฏิบัติหน้าที่กรรมการ กสทช. ในบริบทใดได้บ้าง หรือหากจะมองว่าแพทย์ค่าตอบแทนรายชั่วโมงหรือที่เข้าใจกับโดยทั่วไปว่า เป็นแพทย์คลินิกนอกเวลาของโรงพยาบาลรัฐ เป็นลูกจ้างของหน่วยงานของรัฐ ก็จะก่อให้เกิดผลทางกฎหมายที่ประหลาด คือแพทย์ที่สังกัดโรงพยาบาลเอกชนมารับเป็นแพทย์คลินิกนอกเวลาของโรงพยาบาลรัฐจะมีสถานะเป็นลูกจ้างของหน่วยงานรัฐไปด้วย ซึ่งรวมถึงหากแพทย์ที่เกษียณอายุราชการแล้วแต่ยังรับเป็นแพทย์คลินิกนอกเวลาก็จะเป็นการต่ออายุราชการไม่มีที่สิ้นสุดเพราะถูกตีความว่าเป็นลูกจ้างของหน่วยงานรัฐ
ทั้งนี้ ดร.รุจิระ ได้กล่าวสรุปว่า คำสั่งของศาลปกครองกลางและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหาฯ มีประเด็นและมุมมองที่สามารถนำมาวิเคราะห์ทางกฎหมายได้หลากหลาย และแต่ละประเด็นก็สามารถนำมาถกเถียงและแปลความกันได้ในหลายแง่มุม ซึ่งคำสั่งของศาลปกครองกลางเองนั้นยังไม่เป็นที่สุดโดย ศ.คลินิก สรณฯ ยังคงมีสิทธิที่จะอุทธรณ์ต่อไปยังศาลปกครองสูงสุดได้








