บอย อินชัวร์
ถ้าหากพูดถึงรูปแบบการหาซื้อประกันชีวิตเพื่อรองรับกับบั้นปลายยามวัยเกษียณของคนไทยเท่าที่เห็นอยู่หลักๆ ในทุกวันนี้ ส่วนใหญ่จะไม่หนีไปกว่ากันกับ 3 รูปแบบนี้เท่าไรนัก อย่างเช่น การทำประกันชีวิตแบบบำนาญ การซื้อผลิตภัณฑ์ประกันสะสมทรัพย์ และการประกันสุขภาพคนสูงอายุในยามวัยเกษียณอายุ
แต่เท่าที่พูดถึงกันมากและนิยมซื้อหากันเห็นจะเป็นประกันชีวิตแบบบำนาญ (Pension) ซึ่งจะเน้นจ่ายผลตอบแทนในรูปคืนเงินเป็นรายงวดอย่างสม่ำเสมอในทุกปีหรือประจำทุกเดือน โดยเฉพาะตั้งแต่ราวอายุ 55 หรือ60 ปีอัพ จนถึงอายุ 85 หรือ 90 ปี เป็นต้น ทำให้เรามีหลักประกันที่ช่วยให้มั่นใจได้ว่าเรามีรายได้ประจำที่แน่นอนชัวร์ๆ นี่ยังไม่ได้พูดกันถึงหรือนับรวมไปถึงผลพลอยได้ระหว่างทางที่ได้รับจากการนำเบี้ยประกันไปลดหย่อนภาษีได้สูงสุด 2 แสนบาทอีกต่างหาก
ล่าสุดกูรูประกันค่ายกรุงเทพประกันชีวิตหรือ BLA ในเครือธนาคารกรุงเทพหรือแบงก์บัวหลวงได้ออกมาเตือนคนไทยให้เปลี่ยนวิธีคิดเรื่องเกษียณ รับสังคมอายุยืน แนะตั้งเป้าใช้ชีวิตถึง 100 ปี ชี้อยากมีเงินใช้เดือนละ 2 หมื่นบาทหลังเกษียณ ต้องมีเงินออมแตะ 10 ล้านบาท พร้อมเร่งออม ลงทุน และโอนความเสี่ยงผ่านประกันตั้งแต่วันนี้ ส่วนรูปแบบและวิธีการและลักษณะจะเป็นอย่างไรบ้าง เราลองมาดูกัน
ต่อประเด็นนี้ "สกาว สำราญคง" CFP ผู้บริหารฝ่ายฝึกอบรม บริษัท กรุงเทพประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) หรือ BLA กล่าวบรรยายในโครงการพัฒนาศักยภาพผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจระดับสูง (พศส.) ปี 2569 หัวข้อ “วางแผนประกัน-ลงทุน รับเกษียณสุข” ว่า ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุเต็มรูปแบบ ขณะที่คนไทยมีอายุยืนขึ้นต่อเนื่อง แต่ “อายุสุขภาพ” (Healthspan) กลับไม่ได้เพิ่มขึ้นในอัตราเดียวกัน ส่งผลให้หลายคนต้องใช้ชีวิตหลังเกษียณยาวนานขึ้น พร้อมเผชิญภาระค่ารักษาพยาบาลและค่าครองชีพที่เพิ่มสูงขึ้น
ดังนั้น ประชาชนควรปรับแนวคิดการวางแผนเกษียณใหม่ โดยตั้งสมมติฐานว่าจะมีอายุยืนถึง 100 ปี หรือมากกว่านั้น เพื่อให้มีเงินเพียงพอสำหรับช่วงชีวิตหลังเกษียณ ซึ่งอาจยาวนานกว่า 30-40 ปี ทั้งนี้ สามารถประเมินอายุขัยเบื้องต้นจากสมาชิกในครอบครัวที่อายุยืนที่สุด แล้วบวกเพิ่มอีกประมาณ 8 ปี เพื่อใช้เป็นกรอบในการวางแผนการเงิน
ปัจจัยสำคัญที่หลายคนมักมองข้ามคือ “เงินเฟ้อ” ซึ่งจะค่อย ๆ ลดกำลังซื้อของเงินในระยะยาว โดยอาหารจานเดียวราคา 50 บาทในปัจจุบัน หากเงินเฟ้อเฉลี่ย 3% ต่อปี อีก 20 ปีอาจมีราคาสูงเกือบ 100 บาท ขณะที่ เงินเฟ้อทางการแพทย์ เพิ่มขึ้นเฉลี่ยถึง 10% ต่อปี สูงกว่าเงินเฟ้อทั่วไปอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพกลายเป็นความเสี่ยงสำคัญของคนวัยเกษียณ
ทั้งนี้ แนะนำให้โอนความเสี่ยงผ่านการทำประกันชีวิตและประกันสุขภาพ เพราะหากเกิดเหตุไม่คาดคิด เงินออมอาจหมดไปกับค่ารักษาพยาบาล ยกตัวอย่างผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองที่ต้องพักฟื้นในศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ มีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยประมาณ 50,000 บาทต่อเดือน หรือกว่า 600,000 บาทต่อปี
สำหรับการเตรียมเงินหลังเกษียณ หากต้องการมีค่าใช้จ่าย 20,000 บาทต่อเดือน เป็นเวลา 25 ปี ภายใต้สมมติฐานเงินเฟ้อ 4% ควรมีเงินออมประมาณ 10 ล้านบาท ขณะที่ผู้ที่ต้องการใช้เงิน 50,000 บาทต่อเดือน ควรมีเงินสะสมราว 25 ล้านบาท โดยยังไม่รวมรายได้จากประกันสังคมหรือเงินบำนาญ
นอกจากนี้ ประชาชนควรตรวจสุขภาพทางการเงินอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง ด้วยการจัดทำงบดุลส่วนบุคคลและบัญชีรายรับ-รายจ่าย มีเงินสำรองฉุกเฉินไม่น้อยกว่า 3-6 เดือนของค่าใช้จ่าย หรือ 12 เดือนสำหรับผู้ประกอบอาชีพอิสระ ควบคุมภาระหนี้ไม่ให้เกิน 45% ของรายได้ และออมเงินอย่างน้อย 10% ของรายได้ทุกเดือน
“การวางแผนการเงินควรเริ่มตั้งแต่วันนี้ เพราะยิ่งเริ่มเร็ว ดอกเบี้ยทบต้นก็ยิ่งมีเวลาสร้างผลตอบแทนให้เงินออมเติบโต แต่หากเป็นหนี้ ดอกเบี้ยทบต้นก็จะยิ่งเพิ่มภาระและทำให้เงินไหลออกจากกระเป๋ามากขึ้น”
"สกาว สำราญคง" ยังกล่าวอีกว่า หลักสำคัญไม่ใช่การแสวงหาผลตอบแทนสูงสุด แต่ต้องสร้างสมดุลระหว่าง ผลตอบแทน (Return) และ ความเสี่ยง (Risk) ให้เหมาะกับเป้าหมายและระดับความเสี่ยงที่แต่ละคนรับได้ โดยผู้ที่ไม่มีเวลาติดตามการลงทุนสามารถใช้กองทุนรวมเป็นเครื่องมือ เพราะมีผู้จัดการกองทุนมืออาชีพช่วยบริหารและกระจายการลงทุน
ทั้งนี้ การจัดสรรสินทรัพย์ (Asset Allocation) ถือเป็นหัวใจของการบริหารความเสี่ยง โดยผู้ลงทุนแบบระมัดระวังควรลงทุนในตราสารทุน 20% ตราสารหนี้ 40% และกองทุนตลาดเงิน 40% ซึ่งให้ผลตอบแทนคาดหวังเฉลี่ย 3.6% ต่อปี ส่วนผู้ลงทุนความเสี่ยงปานกลางควรลงทุนในตราสารทุน 30% ตราสารหนี้ 50% และตลาดเงิน 20% ให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 4.6% ต่อปี ขณะที่ผู้ลงทุนเชิงรุกสามารถเพิ่มสัดส่วนตราสารทุนเป็น 70% ตราสารหนี้ 20% และตลาดเงิน 10% เพื่อเพิ่มโอกาสรับผลตอบแทนเฉลี่ย 6.5% ต่อปี
ด้านเงินสำหรับวัยเกษียณควรมาจาก 3 แหล่งหลัก ได้แก่ ประกันสังคม กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ และการออม-การลงทุนของตนเอง พร้อมแนะนำให้วางแผนภาษีตั้งแต่ต้นปี โดยใช้สิทธิลดหย่อนผ่านประกันชีวิต กองทุน RMF และเครื่องมือออมเพื่อเกษียณอื่น ๆ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการออมระยะยาว
“ผู้มีรายได้ปีละ 1 ล้านบาท หากไม่ได้วางแผนภาษี อาจเสียภาษีประมาณ 68,900 บาท แต่หากใช้สิทธิลดหย่อนอย่างเหมาะสม ภาษีอาจลดลงเหลือประมาณ 20,700 บาท หรือประหยัดภาษีได้มากกว่า 40,000 บาท ซึ่งสามารถนำเงินส่วนดังกล่าวไปลงทุนต่อเพื่อสร้างความมั่งคั่งในระยะยาว”ท่าน CFP ผู้บริหารฝ่ายฝึกอบรม บมจ. กรุงเทพประกันชีวิต แจกแจงให้เราฟัง
ก่อนจะกล่าวทิ้งท้ายว่า การสร้างความมั่งคั่งไม่ได้หมายถึงการทำให้เงินเติบโตเพียงอย่างเดียว แต่ต้องสร้างสมดุลระหว่างการสร้างและการปกป้องทรัพย์สิน เพื่อให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีและมีอิสรภาพทางการเงินตลอดช่วงวัยเกษียณ
ฟังจากกูรูนักวางแผนทางการเงินและCFP ผู้บริหารฝ่ายฝึกอบรม บมจ.กรุงเทพประกันชีวิตท่านนี้ ได้ถ่ายทอดและให้ข้อคิดเตือนสติกันเช่นนี้แล้ว น่าจะเป็นประโยชน์ช่วยเป็นแรงบันดาลใจช่วยปลุกให้มนุษย์เงินเดือนหรือบรรดาหนุ่มๆสาวๆที่ยังไม่มีความคิดจะวางแผนสั่งสมเงินเก็บไว้ใช้ยามเกษียนบั้นปลายได้คิดใหม่ทำใหม่กับการเริ่มต้นในวางแผนการเงินเสียตั้งแต่วันนี้ได้ไม่ใช่น้อยทีเดียว








