บอย อินชัวร์
ปัจจุบันปัญหาวิกฤต เงินเฟ้อค่ารักษาพยาบาล (Medical Inflation) ของไทยขยับพุ่งสูงขึ้นต่อเนื่อง นับเป็นระเบิดเวลาลูกใหญ่ที่รอวันปะทุ และเป็นปัญหาจ่อคอหอยภาคธุรกิจประกันภัยและสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย(คปภ.) โดยMedical Inflation ได้พุ่งแตะระดับประมาณ 10กว่า% เข้าไปแล้ว ซึ่งสูงกว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปของประเทศถึงกว่า 15 เท่าตัว ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อค่าใช้จ่ายในครัวเรือนและการวางแผนสุขภาพระยะยาว ที่หนีไม่พ้นลามกระทบไปถึงการจัดสรรงบประมาณดูแลค่ารักษาพยาบาลในส่วนพี่น้องปชช.และขรก.ในแต่ละปีในอนาคตอันใกล้นี้
แน่นอนแรงกระเพื่อมตามมาในไม่ช้านี้คงมีผลต่อลูกค้ามีสิทธิ์จะต้องควักจ่ายค่าเบี้ยประกันสุขภาพทั้งอุตสาหกรรมที่ถูกปรับราคาแพงขึ้น เพราะเมื่อผู้ป่วยเคลมประกันมากขึ้น อัตราสินไหมทดแทน (Loss Ratio) จะสูงขึ้น บริษัทประกันจำเป็นต้องปรับขึ้นเบี้ยประกันให้สอดคล้องตาม เพื่อบริหารความเสี่ยงไม่ให้กิจการขาดทุน
ล่าสุดสมาคมประกันชีวิตไทย ได้เคลื่อนไหวผนึกความร่วมมือรัฐ–เอกชน ในการรับมือเงินเฟ้อค่ารักษาพยาบาลทางการแพทย์( Medical Inflation) เดินหน้าสู่ระบบสุขภาพไทยที่ยั่งยืน เพื่อไม่ให้มีผลกระทบทั้งระบบ แม้ว่าขณะนี้จะมีกลไกตัวช่วยอย่างนโยบายการร่วมจ่าย (Co-payment)ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือเพื่อลดพฤติกรรมการใช้บริการเกินความจำเป็นแล้วก็ตาม โดยคปภ. ได้นำหลักเกณฑ์ร่วมจ่ายมาใช้กับผู้เอาประกันที่เคลมสูงผิดปกติ ทำให้ผู้ป่วยต้องร่วมแบกรับค่าใช้จ่ายส่วนเกิน
อย่างไรก็ตาม มีความเคลื่อนไหวล่าสุดอย่างน่าสนใจ จากงานบรรยายพิเศษในหัวข้อ “เบื้องหลังเบี้ยประกัน: ประกันสุขภาพเอกชนเจาะลึกโครงสร้างและพลวัตของธุรกิจประกันสุขภาพเอกชนในประเทศไทย” ในงาน Thailand Healthcare Policy Forum ครั้งที่ 2 ภายใต้หัวข้อ “Exploring the Role and Contribution of Private Health Insurance within Thailand's Healthcare System” ซึ่งจัดขึ้นโดย บริษัท โนวาร์ตีส (ประเทศไทย) จำกัด เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2569 ณ โรงแรมเดอะ เซนต์รีจิส กรุงเทพฯ
โดยในงานนี้นางนุสรา (อัสสกุล) บัญญัติปิยพจน์ นายกสมาคมประกันชีวิตไทยได้ร่วมบรรยาย โดยชี้ให้เห็นว่า ระบบสุขภาพไทยกำลังเผชิญความท้าทายสำคัญจากการเข้าสู่สังคมสูงวัย การเพิ่มขึ้นของโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ตลอดจนต้นทุนการรักษาพยาบาลและเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ Medical Inflation ของไทยอยู่ในระดับสูงกว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไป และเป็นแรงกดดันต่อทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐ โรงพยาบาล และธุรกิจประกันภัย
สำหรับธุรกิจประกันสุขภาพ ภาคประกันเอกชนมีบทบาทสำคัญในการเติมเต็มสิทธิประโยชน์ด้านสุขภาพของประชาชน ควบคู่ไปกับระบบหลักประกันสุขภาพของภาครัฐ โดยในปี 2568 เบี้ยประกันสุขภาพรวมของประเทศมีมูลค่า 154,502 ล้านบาท เติบโต 13.23% จากปีก่อนหน้า และธุรกิจประกันชีวิตยังคงเป็นผู้ให้ความคุ้มครองหลักของตลาด ด้วยสัดส่วนกว่า 80 % ของเบี้ยประกันสุขภาพทั้งหมด
นายกสมาคมประกันชีวิตไทย อธิบายว่า โครงสร้างเบี้ยประกันสุขภาพประกอบด้วยต้นทุนสำคัญหลายด้าน ได้แก่ ค่าสินไหมทดแทน ค่าบริหารจัดการ เงินสำรองตามหลักเกณฑ์กำกับดูแล และต้นทุนด้านการบริหารความเสี่ยง เพื่อให้บริษัทสามารถดูแลผู้เอาประกันภัยได้อย่างต่อเนื่องในระยะยาว
ในด้านการบริหารความยั่งยืนของระบบประกันสุขภาพ ภาคธุรกิจประกันภัยได้เริ่มใช้มาตรการ
Co-payment สำหรับกรมธรรม์สุขภาพมาตรฐานใหม่ (New Health Standard) ตามหลักเกณฑ์ของสำนักงาน คปภ. เพื่อส่งเสริมการใช้บริการทางการแพทย์อย่างเหมาะสม และช่วยชะลอแรงกดดันจากต้นทุนการรักษาพยาบาลที่เพิ่มขึ้น โดยยังคงคุ้มครองผู้เอาประกันภัยตามความจำเป็นทางการแพทย์
ขณะเดียวกัน ภาคธุรกิจประกันชีวิตยังเร่งนำเทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้ในการพัฒนากระบวนการรับประกันภัย การวิเคราะห์ข้อมูลสุขภาพ การตรวจจับความผิดปกติในการเคลม รวมถึงการเชื่อมโยงข้อมูลกับอุปกรณ์สุขภาพสวมใส่และบริการ Telemedicine เพื่อยกระดับคุณภาพการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน
นอกจากนี้ สมาคมประกันชีวิตไทยยังเดินหน้าความร่วมมือกับกระทรวงสาธารณสุขในการพัฒนาระบบบริการสุขภาพของภาครัฐเพื่อรองรับผู้เอาประกันภัยภาคสมัครใจ ผ่านโครงการ Premium Clinic และ Special Medical Center (SMC) ที่เริ่มดำเนินการแล้วในโรงพยาบาลนำร่อง 28 แห่ง พร้อมสนับสนุนการพัฒนามาตรฐานข้อมูลค่ารักษาพยาบาลและระบบ e-Claim หรือระบบ I-Claim เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างโรงพยาบาลและบริษัทประกันภัย
นายกสมาคมประกันชีวิตไทย ยังได้กล่าวทิ้งท้ายถึง ความสำคัญของการพัฒนาระบบฐานข้อมูลสุขภาพระดับประเทศ (National Health Insurance Bureau) เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลจากภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประกันภัย ช่วยยกระดับการบริหารงบประมาณสุขภาพ การคาดการณ์ภาระโรค และการลดปัญหา Fraud, Waste and Abuse (FWA) ของระบบสุขภาพไทย และอนาคตของระบบสุขภาพไทยไม่ใช่การแข่งขันระหว่างภาครัฐกับภาคเอกชน แต่คือการสร้างความร่วมมือของทุกภาคส่วน เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงบริการสุขภาพที่มีคุณภาพ ได้รับความคุ้มครองที่เหมาะสม และมีระบบสุขภาพที่ยั่งยืนรองรับการเปลี่ยนแปลงของสังคมไทยในระยะยาว
คงต้องรอพิสูจน์กันว่าAI และมาตรการต่างๆที่ภาครัฐและประกันเอกชนวาดฝันไว้ จะเป็นเป็นยาขนานใหม่รักษาโรค Medical Inflation ได้หายขาดหรือไม่ ฤา...ว่าจะเกิดอาการดื้อยาเสียก่อน








