ประเทศไทยกำลังเผชิญปัญหาน้ำท่วมและภัยแล้งที่รุนแรงขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ คุณประเชิญ คนเทศ ผู้จัดการมูลนิธิลุ่มน้ำท่าจีน จังหวัดนครปฐม กล่าวว่า “นครปฐมมีพื้นที่ที่เป็นพื้นที่เสี่ยงอุทกภัยซ้ำซาก และโดยเฉพาะการช่วยปกป้องกรุงเทพมหานคร จึงเลยต้องแบกรับภาระน้ำท่วมซ้ำซากเป็นประจำทุกปี” แนวคิดการจัดการน้ำจึงเปลี่ยนจากการ “ป้องกันน้ำ” ไปสู่การ “อยู่ร่วมกับน้ำ” อย่างยั่งยืน โดยเริ่มจากการเข้าใจธรรมชาติของพื้นที่ เส้นทางการไหลของน้ำ และระบบนิเวศในแต่ละชุมชน
หนึ่งในแนวทางสำคัญคือการใช้พื้นที่ที่ประสบภัยแล้งให้เป็นพื้นที่รองรับน้ำในฤดูฝน เพื่อลดน้ำท่วมและกักเก็บน้ำไว้ใช้ในอนาคต พร้อมทั้งนำเทคโนโลยีภูมิสารสนเทศ มาช่วยวิเคราะห์ข้อมูลเชิงพื้นที่ ควบคู่กับภูมิปัญญาท้องถิ่นและแนวคิดการจัดการเชิงพื้นที่แบบบูรณาการ (GSM)
การรับมือปัญหาน้ำท่วมร่วมกับชุมชน รศ.ดร.วิทยา วัณณสุโภประสิทธิ์ คณบดีคณะวิศวะกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า “อยากสร้าง Smart Water Community ที่รับมือด้วยชุมชนที่อยู่ในท้องถิ่น มหาวิทยาลัยในท้องถิ่นที่อยู่ตรงนั้น เพราะตรงส่วนนั้นจะทราบโจทย์ของน้ำและธรรมชาติได้ดีที่สุด จะทำให้การแก้ปัญหาได้อย่างรวดเร็วและยั่งยืนมากขึ้น”
ในอนาคต เมืองจำเป็นต้องออกแบบให้สามารถรองรับน้ำได้มากขึ้น ผ่านพื้นที่รับน้ำ พื้นที่ชุ่มน้ำ และโครงสร้างพื้นฐานสีเขียว เพื่อลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติ นอกจากนี้ การบริหารจัดการน้ำยังช่วยสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจตามแนวคิด Water Economy ทั้งด้านเกษตรกรรม อุตสาหกรรม และการท่องเที่ยว
ขณะเดียวกัน เทคโนโลยี AI เช่น GraphCast, ForecastNet และ Flood Hub กำลังเข้ามาช่วยพยากรณ์และเตือนภัยน้ำท่วมล่วงหน้าได้อย่างแม่นยำมากขึ้น ช่วยลดความสูญเสียและเพิ่มประสิทธิภาพในการรับมือ
ท้ายที่สุด การจัดการน้ำอย่างยั่งยืนต้องอาศัยทั้งวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และการมีส่วนร่วมของชุมชน เพื่อสร้างสมดุลระหว่างการพัฒนาเศรษฐกิจ เมือง และทรัพยากรน้ำในระยะย








