สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) เปิดเผยผลวิเคราะห์การค้าระหว่างประเทศเดือนเมษายน 2569 โดยระบุว่า แม้การนำเข้าจะขยายตัวสูงและส่งผลให้ดุลการค้าขาดดุล แต่เมื่อพิจารณาโครงสร้างสินค้าอย่างละเอียด พบว่าสินค้านำเข้าส่วนใหญ่เป็นปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการผลิต ทั้งเชื้อเพลิง วัตถุดิบ สินค้ากึ่งสำเร็จรูป และสินค้าทุน ซึ่งสะท้อนแรงหนุนต่อภาคการผลิต การลงทุน และการเตรียมความพร้อมของภาคเอกชนในระยะต่อไป
นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการ สนค. เปิดเผยว่า การส่งออกของไทยในเดือนเมษายน 2569 มีมูลค่า 31,583.0 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัวร้อยละ 23.1 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และเมื่อหักสินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับน้ำมัน ทองคำ และยุทธปัจจัยออก พบว่าการส่งออกขยายตัวร้อยละ 25.7 สะท้อนว่าแรงขับเคลื่อนของการส่งออกไม่ได้เกิดจากปัจจัยชั่วคราวเพียงด้านเดียว แต่มีแรงหนุนจากภาคการผลิตจริงในหลายกลุ่มสินค้ากลุ่มสินค้าที่มีบทบาทสำคัญต่อการขยายตัวของการส่งออกในเดือนนี้ ได้แก่ กลุ่มสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งขยายตัวร้อยละ 64.6 กลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้า ขยายตัวร้อยละ 13.7 และกลุ่มยานยนต์ ขยายตัวร้อยละ 6.8 ตัวเลขดังกล่าวบ่งชี้ว่าภาคการผลิตของไทยยังคงมีบทบาทสำคัญในห่วงโซ่อุปทานโลก โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี อุตสาหกรรมสมัยใหม่ และการผลิตเพื่อการส่งออก
ไขรหัสการนำเข้า: สะท้อนการใช้ปัจจัยการผลิตและการสะสมทุน
สำหรับการนำเข้าในเดือนเมษายน 2569 มีมูลค่า 41,604.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 45.0 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งเป็นประเด็นที่กระทรวงพาณิชย์ติดตามอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะผลกระทบต่อดุลการค้า ผู้ประกอบการภายในประเทศ และความสามารถในการแข่งขันของ SMEs
อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาโครงสร้างการนำเข้า พบว่าสินค้าหลักที่เพิ่มขึ้นเป็นกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับการผลิตและการลงทุน ได้แก่ กลุ่มเชื้อเพลิง ขยายตัวร้อยละ 128.6 ซึ่งส่วนหนึ่งสะท้อนความต้องการพลังงานของภาคเศรษฐกิจและภาคอุตสาหกรรม กลุ่มวัตถุดิบและสินค้ากึ่งสำเร็จรูป ขยายตัวร้อยละ 38.7 และกลุ่มสินค้าทุน ขยายตัวร้อยละ 32.8
โครงสร้างดังกล่าวบ่งชี้ว่าการนำเข้าที่เพิ่มขึ้นไม่ได้เป็นการนำเข้าสินค้าอุปโภคบริโภคเพียงอย่างเดียว แต่มีส่วนสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการเตรียมวัตถุดิบ เครื่องจักร อุปกรณ์ และปัจจัยการผลิต เพื่อรองรับกิจกรรมทางเศรษฐกิจ การลงทุน และรอบการผลิตในระยะต่อไป ซึ่งเป็นลักษณะที่พบได้ในประเทศที่มีบทบาทอยู่ในห่วงโซ่การผลิตโลก
อิเล็กทรอนิกส์และสินค้าทุนสะท้อนการยกระดับระบบนิเวศเทคโนโลยี
สำหรับกลุ่มสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ แผงวงจรไฟฟ้า และชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์ที่ขยายตัวโดดเด่น สอดคล้องกับทิศทางการลงทุนในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีและโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของไทยในช่วงที่ผ่านมา โดยประเทศไทยกำลังยกระดับบทบาทจากฐานการผลิตเดิม ไปสู่การเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศเทคโนโลยีที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้นในภูมิภาค
ทั้งนี้ ข้อมูลการส่งเสริมการลงทุนสะท้อนว่า ไทยสามารถดึงดูดเม็ดเงินลงทุนในกลุ่ม Data Center ระดับภูมิภาคได้สูงกว่า 720,000 ล้านบาทในปี 2568 ซึ่งเป็นสัญญาณของการขยายตัวของโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล และอาจช่วยหนุนอุปสงค์ต่อสินค้าทุน อุปกรณ์ไฟฟ้า ระบบพลังงาน และบริการที่เกี่ยวเนื่องในระยะต่อไป
ขณะเดียวกัน การลงทุนของบริษัทชั้นนำระดับโลกในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ เช่น การเริ่มก่อสร้างโรงงานส่วนประกอบขั้นสุดท้ายของบริษัท Infineon ในจังหวัดสมุทรปราการตั้งแต่เดือนมกราคม 2568 สอดรับกับเป้าหมายของ BOI ในการดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์มูลค่า 500,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ช่วยสนับสนุนการยกระดับฐานการผลิตของไทยในระยะต่อไป
เดินหน้า 5 นโยบายหลัก ดูแล SMEs เพิ่มมูลค่าในประเทศ และป้องกันการสวมสิทธิ์
นายนันทพงษ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า แม้ตัวเลขการส่งออกจะขยายตัวดี แต่กระทรวงพาณิชย์ยังคงให้ความสำคัญกับคุณภาพของการเติบโต โดยเฉพาะการเพิ่มสัดส่วนมูลค่าภายในประเทศ การสร้างความเข้มแข็งให้ผู้ประกอบการไทย และการป้องกันความเสี่ยงจากการสวมสิทธิ์หรือการใช้ไทยเป็นทางผ่านทางการค้า
กระทรวงพาณิชย์จึงเดินหน้าขับเคลื่อน 5 นโยบายหลัก ได้แก่ (1) การดูแลค่าครองชีพและยกระดับเศรษฐกิจชุมชน (2) การรักษาเสถียรภาพและเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร (3) การสร้างความเข้มแข็งให้ SMEs และชุมชน (4) การสร้างสมดุลการส่งออก กระจายความเสี่ยงทางการค้า เชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทาน และเพิ่มสัดส่วนมูลค่าภายในประเทศ และ (5) การยกระดับเทคโนโลยีการให้บริการและปลดล็อกกฎระเบียบ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทย
นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์จะติดตามสถานการณ์การค้าอย่างใกล้ชิด ทั้งด้านการนำเข้า การส่งออก ดุลการค้า พฤติกรรมการส่งผ่านสินค้า การสวมสิทธิ์แหล่งกำเนิดสินค้า และผลกระทบต่อผู้ประกอบการภายในประเทศ เพื่อให้การเติบโตของการส่งออกไทยเป็นการเติบโตที่มีคุณภาพ โปร่งใส และสร้างประโยชน์ต่อเศรษฐกิจไทยอย่างแท้จริง
“กระทรวงพาณิชย์มุ่งใช้ข้อมูลเชิงประจักษ์ในการกำหนดนโยบาย เพื่อดูแลผู้ประกอบการไทย รักษาความเชื่อมั่นของคู่ค้า และผลักดันให้เศรษฐกิจการค้าของไทยเติบโตอย่างมีเสถียรภาพ โปร่งใส และเป็นที่ยอมรับในเวทีโลกอย่างยั่งยืน” นายนันทพงษ์ กล่าว








