บอย อินชัวร์
จากสถานการณ์ปัจจุบันมนุษย์เรามีความไม่แน่นอนจากความเสี่ยงภัยบนโลกใบนี้ จากความไม่แน่นอน เกิดขึ้นได้เสมือนหนึ่งจนอาจจะกลายเป็นเรื่องปกติไปเสียแล้ว ดังนั้นภาคธุรกิจประกันภัยไทย ถึงเวลา ที่ควรจะต้องหันกลับมาดูตัวเองและทบทวนกับบทบาทของตนเองว่าจะเดินไปอย่างไรในวันข้างหน้านี้
ล่าสุด"วิไลรัตน์ แสงแก้ว" ผู้ช่วยเลขาธิการ สายส่งเสริมและประกันภัยภูมิภาค สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.)ได้ถ่ายทอดวิสัยทัศน์กับการบูรณาการความร่วมมือกับภาคธุรกิจประกันภัยเพื่อส่งเสริมความรู้ด้านการประกันภัย ในสายส่งเสริมและประกันภัยภูมิภาคว่า
ในโลกปัจจุบันที่ความไม่แน่นอนทางสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และสังคม มีความรุนแรงเกิดขึ้นพร้อม ๆ กัน จนเกิดเป็นสภาวะภัยที่ซ้อนทับกันไปมา ซึ่งสร้างผลกระทบ และสร้างความเสียหายในเชิงตัวเงิน ความเสียหายทางทรัพยากรธรรมชาติ ทรัพยากรมนุษย์ และทรัพยากรเชิงวัฒนธรรม ทำให้ประชากรโลก และประชาชนคนไทยมีความยากลำบากในการใช้ชีวิตมากขึ้น การคาดการณ์และการวางแผนชีวิตในอนาคตมีความ “ก็ไม่แน่” อยู่เป็นระยะๆ
ดังนั้น เมื่อภัยจากความไม่แน่นอน เกิดขึ้นให้ประสบพบเจอ จนอาจจะกลายเป็นเรื่องปกติเช่นนี้แล้ว “ภาคประกันภัยไทย” จึงควรต้องหันกลับมาทบทวนบทบาทของตนเองว่า ในระยะต่อไปประกันภัย จะเป็นเพียงเครื่องมือบริหารจัดการความเสี่ยง (Risk Management) และรอชดเชยความเสียหาย หรือรอจ่ายผลตอบแทนในแบบดั้งเดิม หรือควรจะก้าวข้ามไปสู่บทบาทของ “ผู้สร้างความเปลี่ยนแปลงเชิงบวก” ซึ่งอีกนัยหนึ่งก็คือ การปรับหน้าที่ตนเองเป็นผู้สร้างกลไกภูมิคุ้มกันที่ยั่งยืนให้กับระบบเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ โดยยึดกรอบการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs) และตอบสนองต่อทิศทางโลกในเรื่องสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG)
ประเด็นข้างต้น เป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่และมีรายละเอียดค่อนข้างมาก การทำให้เกิดเป็นรูปธรรมเพียงชั่วครั้ง ชั่วคราวอาจจะดูทำง่าย แต่การสร้างให้เกิดเป็นรูปธรรมอย่างสม่ำเสมอ หรือมีความยั่งยืน (Sustainable) ของสิ่งนั้นๆ ถือว่าเป็นเรื่องที่ยากเป็นอย่างยิ่ง "วิไลรัตน์ แสงแก้ว" กล่าวว่า ดังนั้น หากสำนักงาน คปภ. ตั้งเป้าหมายไว้ดังกล่าวแล้ว ก็จำเป็นต้องอาศัย ความร่วมมือจากภาคธุรกิจประกันภัย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมด เช่น สมาคมประกันชีวิตไทย สมาคมประกันวินาศภัยไทย
สมาคมนายหน้าประกันภัยไทย สมาคมตัวแทนประกันชีวิตและที่ปรึกษาการเงิน บริษัทประกันภัย คนกลางประกันภัย ภาคราชการ ภาคเอกชน หน่วยงานท้องถิ่น รวมถึงสถานศึกษาในภูมิภาคต่าง ๆ เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนให้ “ระบบประกันภัยเป็นกลไกสร้างภูมิคุ้มกันที่ยั่งยืนให้กับประเทศ” เสริมความเข้มแข็งให้ระบบเศรษฐกิจของประเทศเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน ต่อไป
กรอบความร่วมมือเพื่อความยั่งยืน : การทำงานร่วมกันใน 3 มิติ ความร่วมมือระหว่าง คปภ. และภาคส่วนต่างๆ สามารถขับเคลื่อนได้อย่างเป็นรูปธรรมผ่าน 3 มิติหลัก ได้แก่ 1) การส่งเสริมความรู้ด้านประกันภัยและทักษะทางการเงินอย่างยั่งยืน 2) การผลักดันให้ประชาชนเข้าถึงผลิตภัณฑ์ประกันภัยที่ยั่งยืน 3) การดำเนินกิจกรรมที่สอดคล้องกับ SDGs และ ESG
"วิไลรัตน์ แสงแก้ว" มองว่า การส่งเสริมความรู้ด้านประกันภัยและทักษะทางการเงินที่ยั่งยืนนั้น ความเสี่ยงไม่เคยเลือกช่วงวัย ตั้งแต่เด็กจนถึงผู้สูงอายุ ต่างเผชิญกับความไม่แน่นอนที่อาจเปลี่ยนแปลง ชีวิตได้ในพริบตาหากปราศจากการเตรียมพร้อม สิ่งที่ไม่คาดคิดอาจกลายเป็นวิกฤตที่ทำลายความมั่นคงทางการเงิน และคุณภาพชีวิตได้ทันที การประกันภัยคือเกราะป้องกันที่สำคัญ แต่การมีเกราะอย่างเดียวไม่พอ หากผู้คนไม่เข้าใจ ว่าเมื่อไหร่ ทำไม และอย่างไร ที่ควรใช้มัน นี่คือเหตุผลที่การสร้างความรู้ความเข้าใจอย่างถูกต้องเกี่ยวกับการบริหารความเสี่ยงและการประกันภัยจึงเป็นรากฐานสำคัญของการสร้างสังคมที่มีภูมิคุ้มกัน การสื่อสารที่ถูกคน ถูกช่วงเวลา ถูกวิธี การปลูกฝังความรู้พื้นฐานทางการเงินและวินัยการออมไม่ควรเป็นเพียงบทเรียนแบบเดิม ๆ ที่น่าเบื่อ แต่ต้องเป็นการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ ตรงใจกลุ่มเป้าหมาย และเข้าถึงได้ง่าย
จากบทสรุปตรงนี้ นี่คงจะเป็นมุมมองวิสัยทัศน์ ของผู้ช่วยเลขาธิการ สายส่งเสริมและประกันภัยภูมิภาค สำนักงานคปภ.ได้ฝากให้ข้อคิดไว้อย่างมีนัยสำคัญ








