บอยอินชัวร์
ในปัจจุบัน เชื่อว่า คนที่คิดจะซื้อหรือกำลังจะก้าวเข้ามาเป็นผู้เอาประกันชีวิตหรือประกันสุขภาพหลายต่อหลายคนยังคงสับสนหรือไม่รู้ว่าประกันในรูปแบบ Co-payment และรูปแบบ Deductible ต่างกันยังไง ทั้งที่ทั้งสองต่างเป็นรูปแบบประกันสุขภาพที่ช่วยลดเบี้ยประกัน ซึ่งนับเป็นเครื่องมือใหม่ที่เพิ่งก้าวเข้ามามีบทบาทใช้วงการประกันเพียงไม่กี่ปีมานี้ โดยถูกใข้ต่อกรสู้กับกระแสเงินเฟ้อค่ารักษาทางการแพทย์รพ.เอกชนที่ถีบตัวสูงขึ้นทุกๆปี จนผู้ประกอบการภาคธุรกิจประกันไม่อาจแบกรับภาระต้นทุนผันแปรสูงขึ้นจุดนี้ต่อไปได้ เช่นเดียวกับลูกค้าผู้เอาประกันทั้งรายเก่ารายใหม่ก็ไม่อาจต้านทานสู้กับการควักจ่ายค่าเบี้ยประกันที่มีแต่จะถูกปรับเบี้ยแพงขึ้นตามกระแสการปรับเงินเฟ้อค่ารักษาทางการแพทย์จากรพ.เอกชนต่อไปได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาวะเคราะห์ซ้ำกรรมซัดจากยุควิกฤตน้ำมันแพงอันเกิดจากผลกระทบสงครามตะวันออกกลางที่ยังไม่มีท่าทีจะปิดฉากยุติลง
โดยประกัน Co-payment เป็นรูปแบบการร่วมจ่ายเป็น % ของค่ารักษาทุกครั้ง อย่างเช่น การจ่าย 20% จากยอดค่าใช้จ่ายทั้งหมด ส่วนรูปแบบ Deductible กล่าวคือความรับผิดชอบส่วนแรก ซึ่งจ่ายเองก้อนแรกในจำนวนที่ตกลงกันไว้ต่อปี หากเกินจากนี้บริษัทประกันจึงรับผิดชอบเต็มจำนวน
ทั้งนี้จากการเผยแพร่บทความของสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบการธุรกิจประกันภัย(คปภ.)ผ่าน "น้องทักษ์ชวนรู้" โดยทำความรู้จัก Co-payment และ Deductible ซึ่งเป็นทางเลือกของแผนประกันสุขภาพที่ช่วยประหยัดค่าเบี้ย
โดยก็ออกมายอมรับว่า ในปัจจุบันค่ารักษาพยาบาลมีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกปี ขณะที่วงเงินค่ารักษาพยาบาลจากสวัสดิการของหลายบริษัทอาจไม่ได้ปรับเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ทำให้หลายคนเริ่มมองหาประกันสุขภาพเพิ่มเติม เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายส่วนต่างที่อาจเกิดขึ้น
แต่คำถามที่หลายคนสงสัยก็คือ มีประกันสุขภาพที่ให้ความคุ้มครองครอบคลุม แต่ค่าเบี้ยไม่สูงเกินไปหรือไม่ คำตอบคือมี โดยปัจจุบันมีแผนประกันสุขภาพที่ช่วยให้จ่ายค่าเบี้ยถูกลงได้ โดยยังคงวงเงินความคุ้มครองหลักไว้เหมือนเดิม แต่ผู้เอาประกันต้องมีส่วนร่วมรับผิดชอบค่าใช้จ่ายตามเงื่อนไขของกรมธรรม์ นั่นก็คือ ประกันสุขภาพแบบมีส่วนร่วมจ่าย (Co-payment) และประกันสุขภาพแบบมีความรับผิดส่วนแรก (Deductible)
อย่างไรก็ตาม หลายคนยังสับสนระหว่างประกันสุขภาพแบบ Co-payment และ Deductible เพราะแม้จะช่วยลดค่าเบี้ยประกันได้เหมือนกัน แต่รูปแบบการทำงานแตกต่างกันอย่างชัดเจน และหากเลือกไม่เหมาะสม อาจทำให้ต้องจ่ายเงินมากกว่าที่ควรเมื่อถึงเวลาใช้จริง
เลยชวนทุกคนมาทำความรู้จักทั้ง 2 รูปแบบ แบบเข้าใจง่าย พร้อมตัวอย่างการคำนวณจริง เพื่อใช้ประกอบการตัดสินใจก่อนเลือกซื้อประกันสุขภาพให้เหมาะกับตนเองมากที่สุด ดังนี้
-ประกันสุขภาพแบบ Co-payment คืออะไร?
ประกันสุขภาพแบบ Co-payment คือแผนประกันที่กำหนดสัดส่วนการร่วมจ่ายค่ารักษาพยาบาลในแต่ละครั้ง โดยบริษัทประกันจะระบุไว้อย่างชัดเจนว่าผู้เอาประกันต้องร่วมจ่ายกี่เปอร์เซ็นต์ของค่ารักษาพยาบาลทั้งหมด ตามเงื่อนไขของกรมธรรม์
ตัวอย่าง หากมียอดค่ารักษาพยาบาล 100,000 บาท และเลือกแผน Co-payment ที่กำหนดให้ร่วมจ่าย 20% หมายความว่า เมื่อเกิดค่าใช้จ่ายในการรักษา ผู้เอาประกันต้องร่วมจ่าย 20% ของ 100,000 บาท คือ 20,000 บาท ส่วนที่เหลืออีก 80% หรือ 80,000 บาท บริษัทประกันจะเป็นผู้รับผิดชอบ
สำหรับข้อดีกล่าวคือ ค่าเบี้ยประกันถูกลงกว่าแบบไม่มี Co-payment โดยมีข้อสังเกตก็คือ ผู้เอาประกันต้องมีเงินสำรอง เพราะต้องร่วมจ่ายทุกครั้งที่เคลม
และหากค่ารักษาพยาบาลสูง จำนวนเงินที่ต้องร่วมจ่ายก็จะเพิ่มขึ้นตามไปด้วย
-ประกันสุขภาพแบบ Deductible คืออะไร?
ประกันสุขภาพแบบ Deductible คือแผนประกันที่กำหนดค่าใช้จ่ายส่วนแรกที่ผู้เอาประกันต้องรับผิดชอบเองก่อน เมื่อค่าใช้จ่ายเกินจากจำนวนที่กำหนดแล้ว ส่วนที่เกินจึงจะสามารถเคลมกับบริษัทประกันได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของกรมธรรม์
ตัวอย่าง หากมียอดค่ารักษาพยาบาล 100,000 บาท และเลือกแผน Deductible ที่กำหนดความรับผิด ส่วนแรก 30,000 บาท หมายความว่า ผู้เอาประกันจะต้องจ่ายค่ารักษา 30,000 บาทแรกด้วยตนเอง ส่วนค่าใช้จ่ายที่เกินจากนั้น คือ 70,000 บาท จึงสามารถนำมาเคลมกับบริษัทประกันได้
ข้อดีก็คือ ค่าเบี้ยประกันถูกลงค่อนข้างมาก โดยหากค่ารักษาพยาบาลสูงเกิน Deductible บริษัทประกันจะช่วยรับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมดตามเงื่อนไขกรมธรรม์ โดยมีข้อสังเกตก็คือ ไม่เหมาะกับผู้ที่พบแพทย์บ่อย เพราะต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายส่วนแรกทุกครั้ง
โดยสรุปให้เข้าใจง่ายก็คือCo-payment = ร่วมจ่ายทุกครั้งที่เข้ารับการรักษาพยาบาล Deductible = ผู้เอาประกันจ่ายเองก่อน แล้วบริษัทประกันรับผิดชอบค่าใช้จ่ายส่วนที่เกิน
-Co-payment และ Deductible เหมาะกับใคร?
สำหรับคนสุขภาพดี ที่ไม่ค่อยเจ็บป่วย ควรเลือกแผน Deductible เพราะช่วยประหยัดค่าเบี้ยในระยะยาว และยังได้รับความคุ้มครองเมื่อเกิดเหตุเจ็บป่วยรุนแรง ส่วนคนที่ต้องการแบ่งเบาค่าใช้จ่ายทุกครั้งที่รักษา แผน Co-payment จะช่วยให้ค่าเบี้ยถูกลง แต่ยังมีประกันช่วยจ่ายในทุกครั้งที่เข้ารับการรักษา
สำหรับคนที่มีสวัสดิการของบริษัทตัวเองอยู่แล้ว แผน Deductible เป็นตัวเลือกที่เหมาะสม เพราะสามารถใช้เป็นความคุ้มครองส่วนเกินจากสวัสดิการได้
โดยข้อมูลจากบริษัทประกันชีวิตระบุว่า การเลือกแผน Deductible สามารถช่วยลดค่าเบี้ยได้ประมาณ 20–35% โดยขึ้นอยู่กับจำนวนเงินความรับผิดส่วนแรกที่เลือก ขณะที่แผน Co-payment โดยทั่วไปสามารถช่วยลดค่าเบี้ยได้ประมาณ 10–20% ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสัดส่วนการร่วมจ่ายที่กำหนดในแต่ละเงื่อนไขกรมธรรม์
ทั้งนี้ ผู้ที่อาจไม่เหมาะกับแผนทั้ง 2 รูปแบบ ได้แก่ ผู้ที่มีโรคประจำตัว หรือมีโอกาสต้องเข้ารับการรักษาบ่อย ควรพิจารณาแผนที่ไม่มี Co-payment หรือ Deductible เพราะอาจต้องรับภาระค่าใช้จ่ายเพิ่มทุกครั้งที่มีการเคลม
ทั้งนี้ แม้ประกันสุขภาพแบบ Co-payment และ Deductible จะมีลักษณะคล้ายกันในเรื่องการช่วยลดค่าเบี้ยประกัน แต่การเลือกให้เหมาะสมขึ้นอยู่กับสุขภาพ ไลฟ์สไตล์ และงบประมาณของแต่ละคน ที่สำคัญที่สุดคือ ผู้ซื้อควรศึกษารายละเอียด ความคุ้มครอง และเงื่อนไขของกรมธรรม์ให้ชัดเจนก่อนตัดสินใจทุกครั้ง
ถึงแม้ว่า ประกันสุขภาพแบบ Co-payment และ Deductible จะมีลักษณะคล้ายกันในเรื่องการช่วยลดค่าเบี้ยประกันภัย แต่การเลือกแบบใดให้เหมาะสม ควรพิจารณาจากสุขภาพ ไลฟ์สไตล์ และงบประมาณของแต่ละบุคคล ที่สำคัญที่สุดคือ ผู้ซื้อควรศึกษารายละเอียด ความคุ้มครอง และเงื่อนไขของกรมธรรม์ให้ชัดเจนก่อนตัดสินใจทุกครั้ง
ฟังแจกแจงความต่างกันอย่างมุมนี้แล้ว น่าจะเป็นประโยชน์ให้ใครที่คิดจะเริ่มต้นซื้อหาหรือคิดจะทำประกันเพื่อวางแผนเตรียมความพร้อมล่วงหน้าให้กับชีวิต อันจะช่วยเป็นหลักประกันแบ่งเบาภาระดูแลยามเจ็บป่วยได้ไม่มากก็น้อย เพราะต้องอย่าลืมว่า สุขภาพเจ็บป่วยย่อมเป็นเรื่องที่ไม่มีใครการณ์หรือคาดคิดได้ว่าจะมาเมื่อไร แต่ที่แน่ๆมันเป็นสิ่งที่เราสามารถวางแผนและดูแลในการรับแรงกระแทกได้เสมอ ซึ่งเมื่อวันนั้นมาถึงไม่ทันตั้งตัว อย่างน้อยไปก็ยังแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายมนุษย์เราได้บ้าง
#ประกันสุขภาพ #CoPayment #Deductible #ประกันชีวิต #วางแผนการเงิน #คปภ #สุขภาพการเงิน #siamrathonline








