บอย อินชัวร์
ปรกติแล้วการปรับเบี้ยประกันสุขภาพที่เกิดขึ้นทุกปีหรือทุก 5 ปีตามช่วงอายุที่เพิ่มขึ้น หรือตามความเสี่ยงทางสุขภาพ และเงินเฟ้อทางการแพทย์ โดยบริษัทประกันอาจปรับเบี้ยแบบรายบุคคล (รูปแบบเก่า) หรือปรับทั้งพอร์ต หรือตามมาตรฐาน New Health Standard) แต่ทว่า การปรับเบี้ยประกันสุขภาพก็มีส่วนกระทบตามมาทั้งในแง่มุมที่ดีและในมุมกลับกันก็มีผลตรงกันข้ามได้เช่นกัน
เมื่อเร็วๆนี้ ได้มีโอกาสอ่านบทความที่โพสต์ผ่านเฟสบุ๊คของนายบรรยง วิทยวีรศักดิ์ กูรูประกันภัยและเคยเป็นอดีตประธานและกรรมการบริหารสมาคมที่ปรึกษาการเงินแห่งเอเชีย–แปซิฟิก (Asia Pacific Financial Services Association - APFinSA) ได้จั่วหัวว่า"บทเรียนจากมาเลเซีย ปรับเบี้ยประกันสุขภาพ ยอดขายตก 30%" อ่านแล้วก็รู้สึกน่าคิดและหวั่นไหวไม่น้อย
ทั้งนี้สาระสำคัญที่นายยรรยง โพสต์ระบุถึงว่า โดยทุกประเทศในภูมิภาคนี้ กำลังเจอปัญหาเดียวกันคืออัตราค่ารักษาพยาบาลเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในแต่ละปี ไม่ว่าประเทศสิงคโปร์ มาเลเซียหรือไทย
เมื่อเร็วๆนี้ รัฐบาลสิงคโปร์ประกาศเป็นมติว่าให้บริษัทประกันชีวิตทุกแห่งสามารถทบทวนการปรับขึ้นเบี้ยประกันสุขภาพทุกสามปี โดยต้องส่งรายงานข้อมูลการเบิกสินไหมและค่าใช้จ่ายต่างๆให้รัฐบาลคำนวณ ว่าเหมาะสมหรือไม่ในการเพิ่มเบี้ยประกันสุขภาพตามที่เสนอมา
ประเทศมาเลเซียเมื่อ 2 ปีก่อน (2024) รัฐบาลได้โอนอ่อนตามบริษัทประกันชีวิตให้ปรับเบี้ยประกันสุขภาพขึ้นตามต้นทุนที่แท้จริง ปรากฏว่าลูกค้าหลายคนถูกเพิ่มเบี้ยประกันถึง 40% บางคนถูกเพิ่มเบี้ยประกันถึง 70%
เมื่อเกิดเป็นความวุ่นวายขึ้นมา ลูกค้าจำนวนมากปฏิเสธที่จะต่ออายุกรมธรรม์ประกันสุขภาพ มีเสียงร้องเรียนถึงรัฐบาลผ่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
รัฐบาลจึงตั้งคณะทำงานขึ้นมาชุดหนึ่งเพื่อแก้ปัญหานี้ ในที่สุด ได้ขอความร่วมมือจากบริษัทประกันชีวิต ให้หยุดขึ้นเบี้ยประกันสุขภาพมหาโหดนี้ แต่ให้เวลาบริษัทประกันภัยในการทยอยปรับเบี้ยประกันอย่างต่อเนื่องสามปี ปีละไม่เกิน 10%
ซึ่งแน่นอน ในภาวะที่ค่ารักษาพยาบาลปรับเพิ่มขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง บริษัทประกันภัยส่วนใหญ่จึงได้ใช้สิทธิ์ปรับเบี้ยประกันขึ้น 10% ในปีแรกทันที ลูกค้าก็เริ่มยอมรับแล้วว่า ต้นทุนค่ารักษาพยาบาลสูงขึ้นจริง ลูกค้าบางคนเลือกที่จะจ่ายเบี้ยประกันต่อ ขณะที่บางคนเลือกที่จะหยุดไว้เพียงเท่านั้น
แน่นอนว่าการปรับเพิ่มเบี้ยประกันสุขภาพนี้ทำให้เกิดภาวะช็อก และผู้บริโภคมีความรู้สึกต่อต้านในระยะแรก ทำให้ยอดขายของตัวแทนประกันชีวิตในกรมธรรม์แบบสามัญรายใหม่ ลดลงถึง 30% (ข้อมูลจากสมาคมตัวแทนประกันชีวิตและที่ปรึกษาการเงินมาเลเซีย)
ตัวแทนก็ต้องปรับกลยุทธ์ในการขาย โดยไปเน้นขายกรมธรรม์พ่วงการลงทุน (unit linked) หรือไม่ก็กรมธรรม์แบบสามัญที่เน้นการคุ้มครองชีวิตหรือเตรียมเงินสำหรับโรคร้ายแรงที่พบมากขึ้นทุกวัน
หลังจากผ่านไป 5-6 เดือน ยอดขายก็ค่อยๆกระเตื้องขึ้น อย่างไรก็ตาม เมื่อถึงสิ้นปี ยอดขายโดยรวมของกรมธรรม์ประเภทสามัญ ก็ยังคงติดลบอยู่ 2.9%
โดยมีข้อมูลว่ากรมธรรม์ที่มีผลบังคับทั้งหมด (policies in force) ได้ลดลงถึง 200,000 กรมธรรม์ หรือ 2.3%
แต่โชคดีที่กรมธรรม์พ่วงการลงทุนและกรมธรรม์ประกันหมู่มียอดขายสูงขึ้น เลยทำให้เบี้ยประกันรับรวม เพิ่มขึ้น 3.1% (ถึงแม้จำนวนกรมธรรม์จะลดลง)
หมายเหตุ ประเทศมาเลเซียเป็นหนึ่งในประเทศที่มีอัตราส่วนของกรมธรรม์พ่วงการลงทุนสูงที่สุด ประกอบกับปีที่ผ่านมา การลงทุนหุ้นในสหรัฐและญี่ปุ่นต่างปรับตัวเพิ่มขึ้นสูงสุดเป็นประวัติการณ์ จึงทำให้ลูกค้าจำนวนหนึ่งสนใจที่จะทุ่มเงินลงทุนในกลุ่มนี้
หากนำบทเรียนนี้มาเปรียบเทียบกับสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นในประเทศไทย
จริงอยู่ว่า กรมธรรม์ของเราไม่ได้ประกาศปรับเพิ่มเบี้ยประกันสุขภาพ แต่ใช้วิธีให้ลูกค้ามีส่วนร่วมในการจ่ายค่ารักษา โดยนัยเพื่อปรามให้ลูกค้าตั้งสติในการเข้ารักษาในโรงพยาบาล เพราะจะต้องมีส่วนร่วมในการจ่ายด้วยทุกครั้ง
แต่ถามว่า ถ้าเบี้ยประกันสุขภาพเท่าเดิมแต่เบิกได้น้อยลง เพราะลูกค้าใหม่ต้องร่วมจ่ายค่ารักษาพยาบาลเสมอ จะเป็น 10% หรือ 20% ยังไม่มีข้อมูลออกมา มันก็คือการปรับขึ้นเบี้ยประกันทางอ้อมนั่นแหละ
ผมเชื่อว่าในช่วงแรก จะเกิดสภาวะชะงักงัน คนมีความรู้สึกว่าจ่ายเบี้ยประกันเท่ากันแต่เบิกได้น้อยลง ก็จะมองว่าไม่คุ้มค่าที่จะทำ (เว้นแต่บริษัทประกันชีวิตจะลดเบี้ยประกันสุขภาพให้ในอัตราที่มากจนมีความรู้สึกว่าคุ้มค่ากับการที่ต้องร่วมจ่าย)
ดังนั้น ในภาวะที่หลายบริษัทยังใช้โครงสร้างเบี้ยประกันสุขภาพและการเบิกสินไหมรูปแบบเดิม คือยังไม่ให้ร่วมจ่ายทุกราย ก็อยากจะให้ตัวแทนประกันชีวิตเร่งชักชวนลูกค้าให้ทำประกันสุขภาพมากที่สุด
เพราะถ้ารอให้ถึงเวลาที่ลูกค้าต้องร่วมจ่ายแล้ว การขายกรมธรรม์โดยใช้จุดขายเรื่องประกันสุขภาพจะไม่ง่ายเหมือนเดิม ครั้นจะใช้แนวทางการขายโดยใช้เรื่องทุนประกันชีวิตหรือโรคร้ายแรงเข้ามาจูงใจนั้น หากตัวแทนส่วนใหญ่ยังไม่คล่องในแนวทางนี้ก็จะเป็นปัญหาได้
หรือถ้าจะใช้แนวทางการขายประกันชีวิตแบบพ่วงการลงทุน ตัวแทนหลายคนอาจจะยังไม่มีใบอนุญาต IC license ทำให้ไม่สามารถขายกรมธรรม์ประเภทนี้ได้
"ผมได้แต่หวังว่ายอดขายประกันชีวิตประกันสุขภาพในบ้านเราจะไม่ลดเหมือนในมาเลเซีย ผมได้เห็นบทเรียนในประเทศเหล่านั้นแล้ว ก็รีบมาบอกพวกเรา
ใครจะใช้ข้อมูลเหล่านี้ในการรีบเร่งทำงานก็ใช้เถอะครับ เพราะรอถึงวันที่มีการให้ลูกค้าร่วมจ่ายแล้ว ตอนนั้นก็อาจจะสายไปเสียแล้ว ทั้งลูกค้าและตัวแทน"
จากมุมมองที่กูรูประกันที่สะท้อนผ่านบทความออกมาเช่นนี้ ก็เป็นเรื่องชวนให้คิดไม่น้อย ซึ่งทั้งสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย(คปภ.)และผู้เกี่ยวข้องในวงการประกันขีวิตต้องเฝ้าระวังและจับตาอย่างใกล้ชิดกันอย่างมากทีเดียว ยิ่งในภาวะที่ประเทศไทยเรากำลังเผชิญกับวิกฤตพลังงานที่เป็นผลมาจากสงครามตะวันออกกลางระหว่างสหรัฐกับอิหร่านและพันธมิตรทั้งสอง ยังไม่มีทีท่าจะปิดฉากลงเมื่อไร จนกระทั่งเริ่มทยอยลุกลามกระทบไม่เพียงมีผลต่อปากท้องและภาระค่าครองชีพพี่น้องประชาชน เท่านั้น ยังส่อจะมีเค้าลางปะทุบานปลายลามมาถึงการสร้างหนี้สาธารณะของรัฐบาลดูจะสูงทะลุกว่า70%เข้าไปอีก ก็อดเป็นห่วงจะซ้ำเติมเงินเฟ้อทางการแพทย์ให้ขยับสูงขึ้นตามมาได้ไม่ใช่น้อย








