นายกิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์ ประธานกรรมการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่า การออก พรก.กู้เงินฉุกเฉินของรัฐบาลและการพิจารณาขยายเพดานหนี้สาธารณะต่อ GDP จาก 70% ของรัฐบาลเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในภาวะเปราะบาง เป็นเครื่องมือทางการคลังที่จำเป็น ต่อการฟื้นเศรษฐกิจของประเทศ ในภาวะที่เผชิญกับปัญหาเศรษฐกิจในขณะนี้ แต่ต้องอยู่บนเงื่อนไขสำคัญคือ ความโปร่งใสและประสิทธิภาพในการใช้เงิน
และในภาวะที่เศรษฐกิจไทยต้องเผชิญกับผลกระทบต่อเนื่อง จากสงครามตะวันออกกลางและราคาพลังงาน ดังนั้น การขยายเพดานหนี้เพื่อนำเงินมาอัดฉีดระบบเศรษฐกิจถือเป็นเรื่องสำคัญที่รัฐบาลต้องดูแล โดยส่วนตัวมองว่าหากรัฐบาลเลือกที่จะไม่กู้เงินภายใต้สถานการณ์ปัจจุบัน อาจส่งผลเสียรุนแรงต่อการฟื้นตัวของประเทศมากกว่าการก่อหนี้เพิ่ม
"คำถามสำคัญคือ ถ้าไม่กู้แล้วเราจะเอาเงินจากไหนมาช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางที่มีความจำเป็น ผมมองว่าถ้าไม่กู้เลยจะอันตรายกว่า แต่โจทย์ใหญ่ที่ต้องตอบให้ได้คือ กู้มาแล้วเอามาทำอะไร"
พร้อมย้ำว่า การใช้เงินกู้ในรอบนี้ต้องมีเป้าหมายที่ชัดเจนและแตกต่างจากในอดีต โดยต้องมุ่งเน้นไปที่การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจในระยะยาว เช่น การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ เน้นการ Reskill และ Upskill แรงงาน การปรับปรุงระบบโลจิสติกส์ ลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) ขนาดใหญ่ เช่น รถไฟฟ้ารางคู่ ให้ประสบความสำเร็จ ไม่ใช่เพียงแค่การนำเงินมาซ่อมแซมถนนแบบเดิมๆ
ขณะเดียวกันต้องช่วยเหลือ SMEs สนับสนุนให้ผู้ประกอบการรายย่อยมีความเข้มแข็งและเข้าสู่ระบบภาษีผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ เพื่อสร้างแต้มต่อในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนดอกเบี้ยต่ำ
เมื่อถูกถามถึงความกังวลเรื่องวินัยการเงินการคลังหากต้องกู้เงินจะส่งผลผลกระทบต่ออันดับความน่าเชื่อถือ (Credit Rating) ของประเทศหรือไม่ นายกิติพงศ์ ระบุว่า การกู้เงินที่มีเป้าหมายชัดเจนและมีตัวชี้วัดความสำเร็จ (KPI) ที่วัดผลได้ จะเป็นตัวช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนต่างชาติมากกว่า รวมถึงจะมีผลต่อการพิจารณาในการจัดอันดับความน่าเชื่อถือของสถาบันจัดอันดับ เนื่องจากเป็นการกู้เงินที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้กับประเทศ
นอกจากนี้ ยังเสนอว่ารัฐบาลควรใช้โอกาสนี้ในการ ปรับโครงสร้างใหญ่ของประเทศ โดยเฉพาะเรื่องการหารายได้เพิ่มเพื่อลดสัดส่วนหนี้ในอนาคต เช่น การปรับโครงสร้างภาษี ที่อาจรวมถึงการพิจารณาขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) หรือการจัดเก็บภาษีในรูปแบบอื่นๆ ที่เหมาะสม
การขยายฐานภาษี ที่นำเทคโนโลยีมาใช้สร้างระบบภาษีออนไลน์ที่โปร่งใสและครอบคลุม รวมไปถึงการเตรียมรับมือสังคมสูงวัย เช่น จัดสรรเงินกู้เพื่อวางรากฐานระบบการเกษียณอายุ (Retirement) ซึ่งเป็นวิกฤตคลื่นลูกใหญ่ที่กำลังจะกระทบประเทศไทย
“ผมคิดว่าการกู้โดยมีเป้าหมาย ดีกว่าการไม่กู้แน่นอน แต่รัฐบาลต้องแสดงให้เห็นถึงกลไกที่จะสร้างความเชื่อมั่น ต้องมีแผนชัดเจนว่าจะหาเงินจากไหนมาใช้คืนและลดสัดส่วนหนี้ลง ซึ่งหนทางเดียวคือการปฏิรูปภาษีเพื่อให้สอดรับกับโครงสร้างสังคมและช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางได้ตรงจุด นี่คือโอกาสสำคัญที่ประเทศไทยจะปรับโครงสร้างใหญ่ประเทศ” นายกิติพงศ์ กล่าว







