กรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยสถานการณ์การส่งออกข้าวไทยในช่วง 2 เดือนแรกของปี 2569 (มกราคม–กุมภาพันธ์) ว่า แม้ภาพรวมการส่งออกจะปรับตัวลดลงจากปัจจัยกดดันด้านอุปทานและการแข่งขันในตลาดโลก แต่เริ่มเห็นสัญญาณฟื้นตัวในหลายตลาดสำคัญ ท่ามกลางปัจจัยความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่กระตุ้นความต้องการนำเข้า
วันที่ 24 มีนาคม 2569 นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยสถิติการส่งออกข้าวของไทยในช่วงเดือนมกราคม – กุมภาพันธ์ 2569 ว่าไทยสามารถส่งออกข้าวได้ประมาณ 1.153 ล้านตัน ลดลง 4.16% และมีมูลค่ากว่า 651 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 20,200 ล้านบาท) ลดลง 15.45% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งเป็นผลจากปริมาณข้าวในตลาดโลกที่อยู่ในระดับสูง ส่งผลให้การแข่งขันด้านราคามีความรุนแรงมากขึ้น รวมถึงนโยบายจำกัดการนำเข้าของประเทศผู้นำเข้าสำคัญ เช่น อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ สำหรับค่าเงินบาทที่ปัจจุบันแม้เริ่มอ่อนค่าลง แต่ยังถือว่าอยู่ในระดับที่ค่อนข้างแข็งค่าเมื่อเทียบกับผู้ส่งออกรายอื่นส่งผลต่อความสามารถในการแข่งขันด้านราคาส่งออกของข้าวไทย
อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กล่าวเพิ่มเติมว่า แม้ตัวเลขส่งออกข้าวไทยในช่วง 2 เดือนแรกจะปรับตัวลดลงจากแรงกดดันของตลาดโลก แต่จากสถิติการส่งออกข้าวพบว่า ในขณะที่ข้าวชนิดต่างๆ เช่น ข้าวขาว ข้าวหอมมะลิไทย ข้าวหอมไทย และข้าวเหนียว มีปริมาณส่งออกลดลง แต่ข้าวนึ่ง กลับขยายตัวกว่า 40% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน สะท้อนถึงความต้องการที่เพิ่มขึ้นในตลาดแอฟริกา เพื่อเพิ่มความมั่นคงทางอาหารท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์ความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลาง อีกทั้ง ไทยยังส่งออกข้าวไปตลาดสำคัญอย่างแอฟริกาใต้ มาเลเซีย และฟิลิปปินส์ ได้เพิ่มขึ้น
นอกจากนี้กรมฯได้ติดตามสถานการณ์การสู้รบระหว่างสหรัฐฯ กับอิสราเอล - อิหร่าน อย่างใกล้ชิด เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวเป็นจุดยุทธศาสตร์ของเส้นทางเดินเรือสำคัญของโลก โดยเฉพาะบริเวณช่องแคบฮอร์มุซและทะเลแดง ซึ่งกระทบต่อการส่งออกข้าวไปยังตลาดสำคัญของไทย เช่น อิรัก อีกทั้งความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลางส่งผลกระทบต่อต้นทุนค่าขนส่ง ต้นทุนพลังงานราคาน้ำมัน ค่าระวางเรือ รวมถึงค่าประกันภัยที่ปรับสูงขึ้น และกระทบต่อเส้นทางและระยะเวลาการขนส่งสินค้า ทำให้ผู้นำเข้าบางส่วนชะลอการสั่งซื้อเพื่อรอประเมินสถานการณ์
ทั้งนี้เพื่อลดความเสี่ยงต่อผลกระทบในการส่งออกข้าวไทย กรมฯ ยังคงเดินหน้าเปิดเกมส์รุกทั้งการรักษาตลาดหลัก ควบคู่กับการขยายตลาดศักยภาพใหม่ การผลักดันข้าวคุณภาพสูง และข้าวมูลค่าเพิ่ม การเจรจากับ COFCO รัฐบาลจีน อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การส่งมอบข้าวแบบรัฐต่อรัฐที่เหลือครบตามเป้าหมายจำนวน 500,000 ตัน รวมถึงการใช้เวทีการค้าและงานแสดงสินค้านานาชาติ เพื่อสร้างโอกาสในการกระจายตลาดรองรับผลผลิตข้าวไทยและลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่งมากเกินไป รวมทั้งสนับสนุนผู้ประกอบการค้าข้าวไทยโดยเชื่อมโยงตลาดให้พบปะเจรจาธุรกิจกับผู้นำเข้า และใช้โอกาสจากความต้องการอาหารในตลาดโลก เพื่อผลักดันให้ “ข้าวไทย” ยังคงเป็นหนึ่งในสินค้าเกษตรหลักที่สร้างรายได้ให้ประเทศ เกษตรกรผู้ปลูกข้าว และผู้เกี่ยวข้องในระบบอุตสาหกรรมข้าวไทย








