กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดปฏิบัติการตัดตอน ‘นอมินี’ ออกคำสั่งยกระดับมาตรการตรวจสอบธุรกิจกลุ่มเสี่ยง แก้ปัญหาการใช้คนไทยถือหุ้นแทนคนต่างด้าว เพิ่มความโปร่งใสในการประกอบธุรกิจ สร้างความเป็นธรรมให้นักธุรกิจที่ประกอบธุรกิจโดยสุจริต ลดผลกระทบที่ทำลายระบบเศรษฐกิจและการแข่งขันทางธุรกิจของประเทศจากพวกขี้ฉ้อ โดยเฉพาะกรณีที่มีการอำพรางสิทธิการถือหุ้นหรืออำนาจในการบริหารธุรกิจของคนต่างด้าว ซึ่งคำสั่งข้างต้นจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 1 เมษายน 2569 เป็นต้นไป แต่เดี๋ยวก่อน!! หากก่อนถึงวันที่คำสั่งมีผลบังคับใช้ หากตรวจพบการจดทะเบียนธุรกิจที่ผิดปกติเพื่อหลีกเลี่ยงคำสั่งดังกล่าว นายทะเบียนจะตรวจสอบและดำเนินคดีตามกฎหมายกับผู้ที่จงใจฝ่าฝืนคำสั่งฯ อย่างเด็ดขาดทุกราย
วันที่ 24 มีนาคม 2569 นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2569 กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ได้ออกคำสั่งสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกลาง ที่ 1/2569 เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการจดทะเบียนกรณีแก้ไขเพิ่มเติมให้คนต่างด้าวเป็นหุ้นส่วนของห้างหุ้นส่วน หรือแก้ไขเพิ่มเติมให้คนต่างด้าวเป็นกรรมการผู้มีอำนาจลงนามในบริษัทจำกัด ซึ่งเป็นมาตรการเพิ่มใหม่ล่าสุดของกรมฯ ที่กำหนดให้หุ้นส่วนผู้จัดการหรือกรรมการซึ่งลงลายมือชื่อขอจดทะเบียน ต้องมีหนังสือยืนยันว่าผู้เป็นหุ้นส่วนของห้างหุ้นส่วนหรือผู้ถือหุ้นของบริษัททุกคนได้ร่วมลงทุนและชำระค่าลงทุนจริง รวมทั้งไม่ได้ให้ความช่วยเหลือ สนับสนุน หรือร่วมประกอบธุรกิจกับคนต่างด้าวในลักษณะนอมินี ซึ่งจะช่วยยกระดับการป้องกันมิให้ใช้คนไทยเป็นตัวแทนอำพราง (นอมินี) แก่คนต่างด้าวในการประกอบธุรกิจในประเทศไทยอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยสาเหตุที่ต้องออกมาตรการเพิ่ม เนื่องจากเมื่อวันที่ 1 มกราคม 2569 กรมฯ ได้ออกคำสั่งซึ่งกำหนดให้การขอจดทะเบียนตั้งนิติบุคคลที่มีชาวต่างชาติถือหุ้นไม่ถึงร้อยละ 50 หรือมีชาวต่างชาติร่วมเป็นกรรมการผู้มีอำนาจซึ่งเป็นกลุ่มเสี่ยงนอมินี ส่งหลักฐานทางการเงิน (Bank Statement) ของผู้ถือหุ้นคนไทยเพื่อตรวจสอบการลงทุนจริง ทำให้การขอจดทะเบียนที่มีลักษณะอาจเข้าข่ายการใช้คนไทยเป็นตัวแทนอำพรางในลักษณะนอมินีลดลงร้อยละ 65 แต่ได้ตรวจสอบพบว่ายังมีการหลีกเลี่ยงมาตรการดังกล่าวจึงได้ออกคำสั่งเพิ่มเติม
สำหรับกรณีคำสั่งใหม่ที่ให้ผู้ขอจดทะเบียนได้ยืนยันข้อมูล กรมฯ จะส่งรายชื่อบุคคลที่ยืนยันที่อาจมีพฤติกรรมเสี่ยงให้กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง สำนักงานตำรวจแห่งชาติพิจารณาดำเนินการตรวจสอบต่อด้วยทุกราย ทั้งนี้ขอเตือนว่าการให้ข้อมูลอันเป็นเท็จต่อเจ้าหน้าที่ เข้าข่ายความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137 และ 267 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ หรือจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับแล้วแต่กรณี รวมถึงอาจเป็นการกระทำผิดตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 มาตรา 36 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับตั้งแต่ 100,000 ถึง 1,000,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ มาตรการใหม่นี้จึงมีบทบาทสำคัญในการคัดกรองและลดความเสี่ยงของการใช้คนไทยเป็นนอมินี เพื่อป้องกันไม่ให้คนต่างด้าวประกอบธุรกิจโดยหลีกเลี่ยงกฎหมาย
อธิบดีพูนพงษ์ฯ กล่าวต่อว่า ปัญหานอมินีเป็นปัญหาที่เรื้อรังมานานแล้ว ซึ่งปัจจุบันพบว่ามีบริษัทจำกัดที่มีชาวต่างชาติถือหุ้นร้อยละ 0.01 - 49.99 ถึงจำนวน 118,016 ราย ซึ่งโครงสร้างการถือหุ้นดังกล่าวนี้ ทำให้บริษัทมีสถานะเป็นนิติบุคคลไทย แม้จะมีบางส่วนที่มีการร่วมทุนกันจริงระหว่างคนไทยกับคนต่างชาติ แต่ก็มีจำนวนมากที่มีการใช้คนไทยถือหุ้นแทนในลักษณะนอมินี ซึ่งกระทบต่อโครงสร้างการแข่งขันทางธุรกิจและสร้างความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวมของไทย การออกคำสั่งใหม่นี้จึงเป็นการสร้างความโปร่งใสและป้องกันไม่ให้มีการใช้ช่องว่างทางกฎหมายเพื่อหลีกเลี่ยงการกำกับดูแลของภาครัฐ ซึ่งกรมฯ ต้องการให้ธุรกิจที่จดทะเบียนประกอบธุรกิจในประเทศไทยดำเนินและประกอบกิจการอย่างถูกต้องตามกฎหมาย มีการแข่งขันอย่างเป็นธรรม ซึ่งจะสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ รวมทั้งประชาชนอย่างแท้จริง นำมาซึ่งโอกาสใหม่ๆ ที่จะเข้ามามีส่วนช่วยในการพัฒนาประเทศ
"กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ขอย้ำเตือนว่าก่อนที่คำสั่งฉบับนี้จะมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2569 เป็นต้นไป หากตรวจพบการจดทะเบียนธุรกิจที่ผิดปกติและมีความเป็นไปได้ที่จะเร่งดำเนินการเพื่อหลบเลี่ยงผลของมาตรการตามคำสั่งใหม่ โดยเฉพาะในจังหวัดชลบุรี เชียงใหม่ สุราษฎร์ธานี ภูเก็ต กระบี่ ที่มีความสุ่มเสี่ยงและมักพบปัญหาการใช้คนไทยเป็นนอมินีจำนวนมาก กรมฯ จะตรวจสอบเป็นกรณีพิเศษเป็นรายๆ และดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเด็ดขาดทุกราย" อธิบดีพูนพงษ์ กล่าว








