ธุรกิจ

กรมทรัพย์สินฯ เปิดโผ Top 5 “มะม่วง GI ไทย” มูลค่าสูง ชูจุดแข็งอัตลักษณ์พื้นถิ่น-คุณภาพมาตรฐานโลก สร้างรายได้ยั่งยืน

แชร์ข่าว

กรมทรัพย์สินทางปัญญา เผยความสำเร็จในการส่งเสริม “มะม่วง GI ไทย” ซึ่งเป็นสินค้าเกษตรอัตลักษณ์พื้นถิ่น สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจรวมกว่า 1,066 ล้านบาทในปีที่ผ่านมา พร้อมเปิดโผ 5 อันดับมะม่วง GI มูลค่าสูงสุด สะท้อนศักยภาพผลไม้ไทยที่โดดเด่นทั้งด้านคุณภาพ มาตรฐานการผลิต และความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก สร้างรายได้มั่นคงให้เกษตรกรและชุมชนอย่างยั่งยืน

วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2569 นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเผยว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ในกลุ่มสินค้ามะม่วงถึง 13 รายการ จาก 9 จังหวัด ได้แก่ มะม่วงน้ำดอกไม้สีทองบ้านแฮดขอนแก่น มะม่วงน้ำดอกไม้สีทองบางคล้า (ฉะเชิงเทรา) มะม่วงเขียวเสวยแปดริ้ว (ฉะเชิงเทรา) มะม่วงขายตึกแปดริ้ว (ฉะเชิงเทรา) มะม่วงแรดแปดริ้ว (ฉะเชิงเทรา) มะม่วงน้ำดอกไม้สีทองบ้านโหล่น (ชัยภูมิ) มะม่วงยายกล่ำนนทบุรี มะม่วงน้ำดอกไม้สีทองพิษณุโลก มะม่วงน้ำดอกไม้คุ้งบางกะเจ้า (สมุทรปราการ) มะม่วงน้ำดอกไม้สมุทรปราการ มะม่วงน้ำดอกไม้สระแก้ว มะม่วงมันหนองแซงสระบุรี และมะม่วงเบาสงขลา ซึ่งล้วนเป็นผลไม้เศรษฐกิจที่มีศักยภาพสูงทั้งการบริโภคในประเทศและการส่งออก สร้างมูลค่าทางการตลาดรวมกว่า 1,044 ล้านบาทในปี 2568 โดย 5 อันดับมะม่วง GI ที่มีมูลค่าการตลาดสูงสุด มีดังนี้

อันดับที่ 1 “มะม่วงน้ำดอกไม้สีทองพิษณุโลก” ครองแชมป์อันดับหนึ่งด้วยมูลค่าการตลาดที่สูงถึง 767.18 ล้านบาท จากปริมาณการผลิตกว่า 8,767 ตัน ปัจจุบันราคาจำหน่ายอยู่ที่ 65 - 110 บาทต่อกิโลกรัม เพิ่มขึ้น 1.9 - 3.1 เท่า เมื่อเทียบกับราคาก่อนเป็น GI ที่ 35 บาทต่อกิโลกรัม โดยมีพื้นที่ปลูกสำคัญในอำเภอเนินมะปราง วังทอง และวัดโบสถ์ ดินเป็นดินร่วนปนทรายหรือดินลูกรังที่ระบายน้ำได้ดีเยี่ยม และมีธาตุโพแทสเซียมสูง ประกอบกับภูมิอากาศที่มีความชื้นสัมพัทธ์เฉลี่ยร้อยละ 74 ส่งผลให้มะม่วงมีคุณภาพเนื้อแน่นและรสชาติหวานจัดอยู่ที่ 17 - 25 องศาบริกซ์ มีลักษณะเด่น คือ ผลทรงรียาว เปลือกสีเหลืองนวลสวย ผิวเรียบเนียนไม่ช้ำง่าย เนื้อสีเหลืองเข้ม แน่นเนียน ไม่มีเสี้ยน และที่สำคัญคือ เนื้อแห้ง ไม่ฉ่ำน้ำ รสชาติหวานหอมเป็นเอกลักษณ์ โดยมะม่วงน้ำดอกไม้สีทองพิษณุโลกมีตลาดส่งออกสำคัญในประเทศเกาหลีใต้ ญี่ปุ่น มาเลเซีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ สหรัฐอเมริกา และออสเตรเลีย มีผลผลิตออกสู่ตลาดมากในช่วงเดือนมีนาคม - มิถุนายน และผลผลิตนอกฤดูในช่วงเดือนสิงหาคม - กุมภาพันธ์

อันดับที่ 2 “มะม่วงน้ำดอกไม้สระแก้ว” สินค้าดาวรุ่งจากภาคตะวันออกที่สร้างชื่อเสียงในระดับนานาชาติ ด้วยมูลค่าตลาดกว่า 171.15 ล้านบาท จากปริมาณการผลิต 2,445 ตัน ปัจจุบันราคาจำหน่ายอยู่ที่ 50 - 90 บาทต่อกิโลกรัม เพิ่มขึ้น 1.4 – 2.6 เท่า เมื่อเทียบกับราคาก่อนเป็น GI ที่ 35 บาทต่อกิโลกรัม มะม่วงน้ำดอกไม้สระแก้วมีทั้งพันธุ์น้ำดอกไม้สีทองและเบอร์ 4 ปลูกในพื้นที่ดินร่วนเหนียวปนกรวดลูกรังที่มีออกซิเจนและไนโตรเจนสูง ทำให้ได้มะม่วงที่มีเปลือกบาง ผลดิบมีรสเปรี้ยวจัด แต่เมื่อสุกจะมีรสหวานจัด เนื้อสีเหลืองอมส้ม มีเส้นใยน้อยมาก กลิ่นหอมนวลเฉพาะตัว มีมูลค่าส่งออกกว่า 34.6 ล้านบาท ในประเทศญี่ปุ่น ฮ่องกง และเกาหลีใต้ มีผลผลิตออกสู่ตลาดมากในช่วงเดือนเมษายน - พฤษภาคม

อันดับที่ 3 “มะม่วงน้ำดอกไม้สีทองบ้านโหล่น” ความภูมิใจของชาวชัยภูมิ ด้วยมูลค่าการตลาด 33.311 ล้านบาท จากปริมาณการผลิตรวมกว่า 475 ตัน ปัจจุบันราคาจำหน่ายอยู่ที่ 60 - 80 บาทต่อกิโลกรัม เพิ่มขึ้น 1.2 – 1.6 เท่า เมื่อเทียบกับราคาก่อนเป็น GI ที่ 50 บาทต่อกิโลกรัม ปลูกบนพื้นที่สูงจากระดับน้ำทะเล 210 - 1,360 เมตร ในเขตอำเภอหนองบัวแดง ซึ่งเป็นที่ราบสลับเนินเขาในเขตเทือกเขาเพชรบูรณ์ ดินมีความอุดมสมบูรณ์และระบายน้ำได้ดี มีค่าความเป็นกรดเล็กน้อยและมีโพแทสเซียมในระดับปานกลางถึงสูง ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้มะม่วงของที่นี่มีผลขนาดใหญ่ มีเปลือกหนาทำให้ขนส่งง่าย เนื้อสีเหลืองเข้ม แห้งไม่ฉ่ำน้ำ และรสชาติหวานอมเปรี้ยว ผลผลิตออกสู่ตลาดมากในช่วงเดือนเมษายน - พฤษภาคม และผลผลิตนอกฤดูในช่วงเดือนธันวาคม - มีนาคม

อันดับที่ 4 “มะม่วงขายตึกแปดริ้ว” มะม่วงไทยโบราณอัตลักษณ์แห่งลุ่มน้ำ 3 น้ำ สร้างมูลค่าการตลาด 10.436 ล้านบาท จากปริมาณการผลิตกว่า 278.31 ตัน ปัจจุบันราคาจำหน่ายอยู่ที่ 25 - 50 บาทต่อกิโลกรัม เพิ่มขึ้น 1.1 – 2.2 เท่า เมื่อเทียบกับราคาก่อนเป็น GI ที่ 23 บาทต่อกิโลกรัม ปลูกในพื้นที่จังหวัดฉะเชิงเทราซึ่งมีระบบนิเวศ 3 น้ำ คือ น้ำจืด น้ำกร่อย และน้ำเค็ม อิทธิพลของน้ำทะเลหนุนทำให้ดินเหนียวอุดมไปด้วยธาตุอาหาร โดยเฉพาะโพแทสเซียมที่เข้มข้น ส่งผลโดยตรงต่อความกรอบและรสชาติมันที่แตกต่างจากแหล่งอื่น มะม่วงขายตึกแปดริ้วจึงมีรสชาติมันหวานอมเปรี้ยวเป็นเอกลักษณ์ นิยมทานดิบหรือกึ่งสุกกึ่งดิบ มีจุดเด่นอยู่ที่ผลทรงกลมมน ส่วนหัวใหญ่ ปลายผลสอบเข้าคล้ายรูปหัวใจ เนื้อสีเหลืองอมส้ม กรอบอร่อย จนเป็นที่มาของชื่อว่าอร่อยจนต้องยอมขายตึกเพื่อซื้อมาทาน ผลผลิตออกสู่ตลาดมากในช่วงเดือนมีนาคม - เมษายน และผลผลิตนอกฤดูในช่วงเดือนตุลาคม - กุมภาพันธ์

และอันดับที่ 5 “มะม่วงน้ำดอกไม้สีทองบางคล้า” ของจังหวัดฉะเชิงเทรา หนึ่งในมะม่วงน้ำดอกไม้สีทองที่มีชื่อเสียงยาวนานที่สุดของไทย สร้างมูลค่าการตลาดกว่า 7.2 ล้านบาท จากปริมาณการผลิตกว่า 137.32 ตัน ปัจจุบันราคาจำหน่ายอยู่ที่ 35 - 70 บาทต่อกิโลกรัม เพิ่มขึ้น 1.2 - 1.4 เท่า เมื่อเทียบกับราคาก่อนเป็น GI ที่ 25 - 60 บาทต่อกิโลกรัม ปลูกเฉพาะในพื้นที่อำเภอบางคล้า ดินมีความอุดมสมบูรณ์สูงเนื่องจากการทับถมของตะกอนลำน้ำบางปะกง ส่งผลให้มะม่วงน้ำดอกไม้สีทองบางคล้ามีผิวสวยโดดเด่น เปลือกบางสีเหลืองทองเนียน ผลทรงรียาว รสชาติหวานหอมเป็นพิเศษ และเมล็ดลีบบาง มีผลผลิตออกสู่ตลาดมากในช่วงเดือนเมษายน - พฤษภาคม

อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมฯ ยังคงเดินหน้าส่งเสริมการควบคุมคุณภาพมาตรฐานสินค้า GI และขยายช่องทางการตลาดทั้งในและต่างประเทศ เพื่อสร้างโอกาสทางการค้าให้กับผู้ประกอบการ อาทิ การขยายช่องทางการตลาดผ่านห้างสรรพสินค้าชั้นนำ เช่น Gourmet Market, Tops, ตลาดจริงใจ Farmers’ Market เป็นต้น การจัดงาน GI Market นำผู้ประกอบการ GI ออกบูธทั้งในกรุงเทพและต่างจังหวัด การจัด GI Pavilion ในงาน Thaifex - Anuga Asia รวมถึงการร่วมจัดงานกับภาคเอกชน เช่น The Cloud (งาน Thailand Coffee Fest Year End และ Thailand Rice Fest) บริษัท บีอีซี - มัลติมีเดีย จำกัด (งานแจ๋วแซ่บเฟ่อร์) Tops (งานจริงใจ มหานคร) ICON Siam (งาน Iconic Craft Coffee Expo) เป็นต้น สำหรับผู้บริโภคที่สนใจอุดหนุนสินค้ามะม่วง GI สามารถสังเกตตราสัญลักษณ์ GI ไทยบนบรรจุภัณฑ์ เพื่อมั่นใจได้ว่าจะได้รับประทานมะม่วงที่มีรสชาติและคุณภาพตรงตามอัตลักษณ์ของแต่ละท้องถิ่นอย่างแท้จริง

ข่าวแนะนำ