ธุรกิจ

CAAT เผยภาพอุตฯการบินไทยปี 68 ท่ามกลางความผันผวนโลก ผดส.ทะลุ 145 ล้านคน เดินหน้าเปิดเส้นทางใหม่ทั่วโลก

แชร์ข่าว

สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) หรือ CAAT เปิดเผยภาพรวมสถานการณ์การบินของประเทศไทยในปี พ.ศ. 2568 ซึ่งเป็นอีกหนึ่งปีที่อุตสาหกรรมการบินโลกต้องเผชิญกับความท้าทายจากปัจจัยภายนอก ทั้งสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศ ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ และข้อจำกัดด้านห้วงอากาศจากความขัดแย้งในหลายพื้นที่ อาทิ ความขัดแย้งปากีสถาน–อินเดีย อิสราเอล–อิหร่าน รวมถึงสถานการณ์รัสเซีย–ยูเครน ตลอดจนปัญหาการขาดแคลนอากาศยานในตลาดโลก

อย่างไรก็ตาม การบินของประเทศไทยในปี 2568 ยังคงสะท้อนถึงความสามารถในการปรับตัวและความยืดหยุ่นของระบบการบิน โดย CAAT ได้ประมวลและวิเคราะห์ข้อมูลเปรียบเทียบใน 3 ช่วงเวลาสำคัญ ได้แก่ ปี 2562 (ก่อนวิกฤตโควิด-19) ปี 2567 (ช่วงฟื้นตัว) และปี 2568 (ปัจจุบัน) พบว่าอุตสาหกรรมการบินของไทยยังสามารถเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง และมีประสิทธิภาพสูงขึ้น แม้บริบทโลกจะเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

จากการวิเคราะห์ข้อมูลผู้โดยสารรวมทุกสนามบินทั่วประเทศ พบว่าจำนวนผู้โดยสารในช่วงต่าง ๆ มีดังนี้

• ปี 2562 มีผู้โดยสารรวม 161.81 ล้านคน เป็นผู้โดยสารในประเทศ 73 ล้านคน ผู้โดยสารระหว่างประเทศ 88 ล้านคน

• ปี 2567 มีผู้โดยสารรวม 140.60 ล้านคน เป็นผู้โดยสารในประเทศ 63 ล้านคน ผู้โดยสารระหว่างประเทศ 77 ล้านคน

• ปี 2568 มีผู้โดยสารรวม 145.10 ล้านคน เป็นผู้โดยสารในประเทศ 67 ล้านคน ผู้โดยสารระหว่างประเทศ 78 ล้านคน

โดยจำนวนผู้โดยสารทั้งหมดในปี 2568 เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้ากว่า 4.9 ล้านคน หรือคิดเป็นอัตราการเติบโตร้อยละ 3.54 แม้จำนวนผู้โดยสารจากประเทศจีนจะลดลงอย่างมาก ทำให้ภาพรวมผู้โดยสารยังไม่เท่ากับช่วงปี 2562 ก่อนสถานการณ์โควิด-19 แต่การเติบโตของตลาดใหม่ในเอเชียกลาง ตะวันออกกลาง และตลาดระยะไกล (Long-haul) ได้เข้ามาช่วยเติมเต็มรายได้และโครงสร้างการเติบโตของอุตสาหกรรมการบินไทย

พลอากาศเอก มนัท ชวนะประยูร ผู้อำนวยการ CAAT กล่าวว่า ตัวเลขผู้โดยสารและการขยายเส้นทางบินในปี 2568 สะท้อนความเชื่อมั่นของผู้โดยสารและสายการบินต่อระบบการบินของไทย ซึ่ง CAAT จะเดินหน้ากำกับดูแลและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษามาตรฐานความปลอดภัยและคุณภาพการให้บริการในทุกมิติ

นอกจากนี้ ปี 2568 ยังนับเป็นปีแห่งการขยายโครงข่ายการบิน (Network Expansion) อย่างชัดเจน โดยมีการเปิดเส้นทางบินสู่ "จุดบินใหม่" (New Destinations) ที่มีการเติบโตสูง ได้แก่

1. ตลาดโอเชียเนีย โดยเฉพาะออสเตรเลีย มียอดผู้โดยสารสูงถึง 1.77 ล้านคน สูงกว่าทั้งปี 2562 และ 2567 อย่างมีนัยสำคัญ พร้อมการเปิดเส้นทางบินตรงสู่จุดบินใหม่ ๆ ที่เชื่อมไทยเข้ากับประเทศหมู่เกาะในแปซิฟิก ซึ่งช่วยสร้างโอกาสให้ไทยในการเปิดประตูสู่ภูมิภาคดังกล่าว

2. เอเชียกลาง กลายเป็นตลาดดาวรุ่ง โดยคาซัคสถานมียอดผู้โดยสารมากกว่า 320,000 คน เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 330 จากปี 2562 ที่มีจำนวนราว 74,000 คน ส่งผลให้สนามบินท่องเที่ยวอย่างภูเก็ตและกระบี่มีความคึกคักตลอดทั้งปี

3. อินเดียและรัสเซีย ยังคงเป็นฐานตลาดสำคัญ โดยตลาดอินเดียได้ขยายตัวสู่จุดบินใหม่ในเมืองรอง ทำให้มียอดผู้โดยสารรวม 5.95 ล้านคน สูงกว่าช่วงก่อนโควิด(ปี 2562 ผู้โดยสารอยู่ที่ 4.85 ล้านคน) ขณะที่รัสเซียมีผู้โดยสารสะสม 4.22 ล้านคน

แม้จำนวนเที่ยวบินในปี 2568 จะอยู่ที่ประมาณ 935,000 เที่ยวบิน ต่ำกว่าปี 2562 ที่มีมากกว่า 1 ล้านเที่ยวบิน แต่สัดส่วนผู้โดยสารต่อเที่ยวบินกลับเพิ่มสูงขึ้น สะท้อนถึงประสิทธิภาพในการบริหารจัดการที่ดีขึ้น ในส่วนของสายการบินไทย พบว่ายังมีอากาศยานให้บริการเพียง 238 ลำ คิดเป็นร้อยละ 86 ของจำนวนในปี 2562 ที่มี 276 ลำ แต่ก็สามารถรองรับผู้โดยสารในประเทศได้ถึงร้อยละ 92 เมื่อเทียบกับปี 2562

ขณะเดียวกัน การใช้สนามบินภูมิภาคมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยสนามบินสมุยมียอดผู้โดยสารปี 2568 สูงถึง 3.02 ล้านคน เพิ่มขึ้นร้อยละ 24 จากปี 2562 ส่วนสนามบินกระบี่มีผู้โดยสาร 3.07 ล้านคน ซึ่งสูงกว่าช่วงก่อนสถานการณ์โควิด สะท้อนการกระจายตัวของโครงข่ายการบินสู่ภูมิภาคมากขึ้น

ในด้านการขนส่งสินค้าทางอากาศ ปี 2568 ไทยมีปริมาณการขนส่งรวม 1.65 ล้านตัน เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าที่ 1.52 ล้านตัน และสูงกว่าระดับก่อนโควิด ที่ 1.48 ล้านตัน โดย CAAT ระบุว่ายังมีโอกาสพัฒนาเพื่อเพิ่มขีดความสามารถด้านการขนส่งสินค้าทางอากาศ (Air Cargo) ได้อีก ซึ่ง CAAT และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะเร่งดำเนินการเพื่อเพิ่มขีดความสามารถให้เป็นกลไกสำคัญในการเสริมความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจของประเทศในระยะต่อไป

สำหรับแนวโน้มในปี 2569 CAAT ระบุว่า อุตสาหกรรมการบินของไทยจะให้ความสำคัญกับการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น โดยสายการบินไทยเตรียมเข้าสู่การปฏิบัติตามมาตรการ CORSIA (Carbon Offsetting and Reduction Scheme for International) ของ ICAO ซึ่งเป็นมาตรการที่เป็นมาตรฐานทั่วโลก และเริ่มใช้เชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน (Sustainable Aviation Fuel - SAF) ผ่านความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน เพื่อยกระดับการขนส่งทางอากาศให้มีความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมควบคู่กับการเติบโตทางเศรษฐกิจ ซึ่งCAAT และสายการบินจะร่วมกันประชาสัมพันธ์เพื่อให้ประชาชนได้ทราบต่อไป

ทั้งนี้ จากข้อมูลช่วงปลายปี 2568 และต้นปี 2569 ซึ่งเป็นฤดูกาลท่องเที่ยว พบว่าปริมาณผู้โดยสารเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยผู้โดยสารจากจีนกลับมาอยู่ในระดับประมาณร้อยละ 75 ของช่วงก่อนโควิด ซึ่งถือเป็นสัญญาณเชิงบวกต่อการฟื้นตัวในระยะถัดไป โดย CAAT จะยังคงบริหารจัดการและกำกับดูแลระบบการบินของไทยอย่างใกล้ชิด เพื่อสนับสนุนการเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว