“นายกสมาคมผู้ประกอบการเหล็ก” เตือนระบบ IF ออกโรงโต้ข่าวเตรียมสั่งยกเลิกทั้งระบบ ชี้ หากรัฐบาลเดินหน้าอาจต้องชดเชยค่าเสียหายสูงถึง หลักแสนล้านบาท จากภาษีประชาชน ย้ำชัด IF-BOF-EAF คุณภาพไม่ต่างกัน เตือน ยกเลิก 70% ของกำลังผลิตประเทศ เสี่ยง เหล็กขาดตลาด-ราคาพุ่ง พร้อมจี้รัฐบาลเปิดเวทีหารือก่อนตัดสินใจครั้งสำคัญ
หลังกระทรวงอุตสาหกรรมภายใต้การนำของ นายธนกร วังบุญคงชนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม (รมว.อุตสาหกรรม) ได้ประกาศนโยบายเน้นความ โปร่งใส และเร่งรัดการทำงานให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยเฉพาะกรณีการตรวจสอบ เหล็กเส้นไม่ได้มาตรฐาน ที่ยังคงถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย พร้อมสั่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบเพิ่มเติมเพื่อให้เกิดความเชื่อมั่นในทุกภาคส่วน ในขณะเดียวกัน มีกระแสข่าวว่าบางฝ่ายเตรียมเสนอรัฐบาลให้พิจารณา ยกเลิกระบบการผลิตเหล็กแบบ Induction Furnace (IF) ของไทยทั้งระบบ และเปลี่ยนไปใช้ระบบ Basic Oxygen Furnace (BOF) หรือ Electric Arc Furnace (EAF) แทน
วันที่ 13 พ.ย.2568 ดร.ศักดิ์ชัย ธนบดีจิรพงศ์ นายกสมาคมผู้ประกอบการหล่อหลอมโลหะด้วยเตาเหนี่ยวนำไฟฟ้า ได้ออกมาแสดงความกังวลและโต้แย้งข้อเสนอดังกล่าว ยืนยันว่า คุณภาพของเหล็กที่ผลิตจากระบบ IF และระบบอื่น ๆ ในปัจจุบันแทบจะไม่แตกต่างกัน ยกเว้นเพียงการติดสัญลักษณ์เท่านั้น และชี้แจงกรณีเหล็กที่ไม่ได้มาตรฐาน ไม่ใช่เหล็กจากเหตุการณ์ตึก สตง. ถล่มตามที่มีการเผยแพร่ข่าวในโซเชียลแต่อย่างใด ข้อเสนอให้ยกเลิกระบบ IF ซึ่งมีโรงงานในไทย 11 แห่ง มูลค่าตลาดกว่า 6-7 หมื่นล้านบาทต่อปี และครองสัดส่วนการตลาดประมาณ 70% นั้น หากรัฐบาลตัดสินใจยกเลิก จะต้องมีการชดเชยด้านการลงทุนและค่าเสียโอกาส ซึ่งรวมแล้วอาจสูงถึง หลักแสนล้านบาท ที่มาจากภาษีประชาชน
“ซึ่งสุดท้ายเงินที่ชดเชยก็ต้องมาจากภาษีประชาชน และราคาเหล็กในท้องตลาดจะแพงขึ้นมาก ฝ่ายได้ประโยชน์จริง ๆ คือกลุ่มโรงงานที่ใช้ระบบการผลิตชนิดอื่น” ดร.ศักดิ์ชัย กล่าว
ดร.ศักดิ์ชัย ยังได้เตือนว่า หากยกเลิกระบบ IF อาจเกิดปัญหา การผูกขาด เหล็กขาดตลาด และ ราคาเหล็กพุ่งสูงขึ้น เนื่องจากกำลังการผลิตในประเทศจะหายไปกว่า 70% และชี้ให้เห็นว่า เมื่อมีการปิดโรงงานเพียง 2 แห่ง ราคาก็เพิ่มขึ้นถึง 3 บาทต่อกิโลกรัมแล้ว พร้อมกันนี้ ได้ปฏิเสธข้อกล่าวหาว่าระบบ IF ล้าสมัย โดยระบุว่าหลายประเทศทั่วโลก เช่น จีน อินเดีย และยุโรป ยังคงใช้ระบบ IF โดยมีการปรับให้เหมาะสมกับประเภทเหล็ก และยังสามารถใช้ในการลดการปล่อยคาร์บอน (Carbon Credit) ได้อีกด้วย
นายกสมาคมฯ ตั้งคำถามว่า ปัจจุบันยังไม่มีหน่วยงานภาครัฐมาหารือ ในเรื่องการเปลี่ยนระบบการผลิตนี้กับสมาคมหรือผู้ประกอบการเลย มีเพียงการเรียกร้องจากภาคเอกชนบางส่วนเท่านั้น อยากเสนอแนะว่า รัฐบาล ไม่ควรไปปิดกั้นเทคโนโลยี หรือกำหนดว่าต้องใช้เทคโนโลยีแบบใดในการผลิต แต่ควร ยกระดับมาตรฐาน มอก. ให้เข้มงวดมากขึ้น และตรวจสอบให้ทั่วถึงในทุกระบบ (IF/EAF/BOF) เพื่อให้ประชาชนมั่นใจในคุณภาพเหล็กที่ใช้ในประเทศ นอกจากนี้ ยังเรียกร้องให้ภาครัฐพิจารณา ยกเลิกการส่งเสริมการลงทุน (BOI) สำหรับการผลิตเหล็กเพิ่มเติมในระบบ IF เนื่องจากปัจจุบันไทยมีกำลังการผลิตเพียงพอแล้ว และควรหันมาช่วยเหลือผู้ประกอบการไทยในการพัฒนาศักยภาพเพื่อลดต้นทุนแทน
“เรื่องนี้ไม่ใช่เพียงเทคโนโลยีการผลิต แต่เกี่ยวข้องกับ ‘ความมั่นคงทางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมของชาติ’ โดยตรง วอนให้ภาครัฐเปิดเวทีหารือร่วมกับทุกภาคส่วน ทั้งผู้ผลิต สมาคม และผู้บริโภค เพื่อศึกษาผลกระทบอย่างรอบด้าน ก่อนตัดสินใจดำเนินการใด ๆ”” ดร.ศักดิ์ชัย กล่าวทิ้งท้าย








