“วันนอร์” คณะผู้แทนรัฐสภาไทยประสบความสำเร็จครั้งยิ่งใหญ่ ดันร่างข้อมติปราบ “สแกมเมอร์” ไปสู่ “อาชญากรรมองค์กรข้ามชาติและภัยคุกคามประชาธิปไตย” ได้รับเสียงสนับสนุนแบบท่วมท้นถึง 850 เสียง ชนะคู่แข่งและได้รับการบรรจุเป็น "วาระเร่งด่วน" (Emergency Item) หนึ่งเดียวของปี ขณะที่ “กัมพูชา”ชิ่งไม่ร่วมประชุม
วันที่ 22 ต.ค.2568 ที่นครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ที่ประชุมสมัชชาสหภาพรัฐสภา หรือ IPU สมัยที่ 151 นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา นำคณะผู้แทนรัฐสภาไทย ประกอบด้วย สส. และ สว. และทีมทีมไทยแลนด์ ได้เสนอการต่อต้านอาชญากรรมไซเบอร์ข้ามพรมแดน หรือ “สแกมเมอร์”
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทางทีมไทยได้ทำงานกันอย่างหนัก โดยเฉพาะการขอเสียงสนับสนุนจากชาติสมาชิกทุกกลุ่มภูมิภาค และมีการเจรจาเพื่อปรับเนื้อหา ตลอดจนถ้อยคำต่างๆ ทำให้หัวข้อเปลี่ยนไปเล็กน้อย โดยขยายขอบเขตเนื้อหาจากเดิมที่มุ่งเน้นเฉพาะการต่อต้านอาชญากรรมไซเบอร์ข้ามพรมแดน หรือ “สแกมเมอร์” เท่านั้น ให้ขยายครอบคลุมเรื่องของอาชญากรรมองค์กรที่บ่อนทำลายประชาธิปไตยและความมั่นคงด้วย เพื่อขอให้บรรจุ “วาระเร่งด่วน” หรือ Emergency item ในระเบียบวาระการประชุมใหญ่ของ IPU เนื่องจากชาติสมาชิกเห็นว่าเป็นปัญหาเร่งด่วนที่เพิ่งเกิดขึ้น หรือกำลังเกิดขึ้น และส่งผลกระทบด้านต่างๆ ในวงกว้าง จึงต้องการให้รัฐสภาทั่วโลกรับทราบและแสดงบทบาทร่วมกันในการจัดการปัญหาภายใต้กรอบนิติบัญญัติ
ผู้สื่อข่าวรายงานผลการลงคะแนนของชาติสมาชิกสหภาพรัฐสภา จำนวนกว่า 100 ประเทศ ปรากฏว่า ร่างข้อมติว่าด้วยอาชญากรรมองค์กรข้ามชาติและอาชญากรรมไซเบอร์ และภัยคุกคามแบบผสมผสานต่อประชาธิปไตยและความมั่นคงของมนุษย์ ซึ่งเสนอโดยผู้แทนรัฐสภาไทยและชาติพันธมิตร ได้รับเสียงสนับสนุนท่วมท้นเกิน 2 ใน 3 ของที่ประชุม IPU จึงได้รับการบรรจุเป็น ”ระเบียบวาระเร่งด่วน“ หนึ่งเดียวในปีนี้
ซึ่งการประชุม IPU ปีนี้ มีชาติสมาชิกเสนอร่างข้อมติ จำนวน 2 หัวข้อด้วยกัน คือ 1.เรียกร้องระดับโลกให้รัฐสภาแสดงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน และประสานงานการดำเนินการเกี่ยวกับมาดากัสการ์ เสนอโดยประเทศแอฟริกาใต้ ในนามของกลุ่มแอฟริกา และ2.การดำเนินการของรัฐสภาเพื่อต่อต้านอาชญากรรมองค์กรข้ามชาติ, อาชญากรรมไซเบอร์ และภัยคุกคามแบบผสมผสานต่อประชาธิปไตยและความมั่นคงของมนุษย์ เสนอโดยรัฐสภาไทย, อาร์เจนตินา, ชิลี, โปแลนด์ และสวีเดน ด้วยการสนับสนุนจากกลุ่มละตินอเมริกาและแคริบเบียน และกลุ่มทเวลฟ์พลัส
นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ลุกขึ้นเสนอร่างข้อมติของไทยและชาติพันธมิตรว่า ร่างข้อมตินี้ครอบคลุมถึงอาชญากรรมองค์กร อย่างเช่นที่เกิดขึ้นกับการสังหารวุฒิสมาชิกโคลอมเบีย และยังรวมถึงอาชญากรรมดิจิทัล การฉ้อโกงทางการเงิน อาชญากรรมไซเบอร์ ซึ่งบ่อนทำลายความเชื่อมั่นของประชาชน การเพิ่มขึ้นของศูนย์หลอกลวงทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทำให้มีผู้คนถูกหลอกลวงนับแสน มีคนถูกกักขัง ถูกละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ก่อความเสียหายในรูปของตัวเงินมากกว่า 15 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ถ้าเรานิ่งเฉย องค์กรอาชญากรรมนี้จะขยายตัวต่อไป ขอให้เราสร้างความร่วมมือที่ราบรื่นร่วมกัน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังการนำเสนอของ สส.จากประเทศไทย ปรากฏว่าได้รับเสียงปรบมือ อย่างไรก็ดีมีผู้คัดค้านการเสนอร่างข้อมติของไทย เป็นผู้แทนจากรัสเซีย โดยให้เหตุผลว่า ตนไม่เชื่อว่ามาตรการหรือข้อเสนอฉบับนี้สอดคล้องกับข้อบังคับการประชุมที่เขียนไว้ชัดว่าต้องเป็นสถานการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นในระดับนานาชาติเมื่อเร็วๆ นี้เท่านั้น นอกจากนี้สมาชิกเพิ่งได้รับข้อเสนอแค่ 3-4 ชั่วโมงก่อนการประชุม ทั้งๆ ที่ควรเสนอก่อน 48 ชั่วโมงตามที่เคยมีข้อตกลงร่วมกันไว้ ขอย้ำว่าเป็นการคัดค้านเรื่องขั้นตอนมากกว่าเนื้อหา
ซึ่งการประชุม IPU ปีนี้ มีชาติสมาชิกเสนอร่างข้อมติ จำนวน 2 หัวข้อด้วยกัน คือ 1.เรียกร้องระดับโลกให้รัฐสภาแสดงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน และประสานงานการดำเนินการเกี่ยวกับมาดากัสการ์ เสนอโดยประเทศแอฟริกาใต้ ในนามของกลุ่มแอฟริกา และ2.การดำเนินการของรัฐสภาเพื่อต่อต้านอาชญากรรมองค์กรข้ามชาติ, อาชญากรรมไซเบอร์ และภัยคุกคามแบบผสมผสานต่อประชาธิปไตยและความมั่นคงของมนุษย์ เสนอโดยรัฐสภาไทย, อาร์เจนตินา, ชิลี, โปแลนด์ และสวีเดน ด้วยการสนับสนุนจากกลุ่มละตินอเมริกาและแคริบเบียน และกลุ่มทเวลฟ์พลัส
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ผลการลงคะแนนของชาติสมาชิก สรุปว่า ร่างข้อมติเกี่ยวกับมาดากัสการ์ ได้คะแนนเห็นด้วย 743 เสียง ไม่เห็นด้วย 158 เสียง
ขณะที่ร่างข้อมติของไทย เกี่ยวกับอาชญากรรมองค์กรและอาชญากรรมไซเบอร์ ได้คะแนนเห็นด้วย 850 เสียง ไม่เห็นด้วย 200
โดยจำนวนเสียง 2 ใน 3 คือ 601 เสียง ทำให้ร่างข้อมติที่เสนอโดยประเทศไทย และพันธมิตร ได้รับการบรรจุเป็น “ระเบียบวาระเร่งด่วน” ของ IPU ในปีนี้ เป็นที่น่าสังเกตว่า ผู้แทนจากรัฐสภากัมพูชาไม่ได้เข้าร่วมประชุม และไม่ยอมร่วมโหวตในครั้งนี้
ทั้งนี้ผลโหวตถือเป็นการสร้างประวัติศาสตร์ของรัฐสภาไทย ในการผลักดันวาระที่ไทยให้ความสำคัญ ได้รับการบรรจุเข้าสู่เวทีการแก้ไขปัญหาระดับโลกได้








