ทวี สุรฤทธิกุล
ประชาธิปไตยคือการฟังเสียงประชาชน แต่ถ้ารอให้เสียงอื่นมากลบเกลื่อนปัญหา เขาเรียกว่า “ประชาธิปไตยแบบลมเพลมพัด”
ประชาธิปไตยคือระบอบการปกครองที่มีปัญหามากที่สุด เพราะจะต้องรับฟังเสียงประชาชนให้มาก และจะต้องตัดสินแก้ปัญหาด้วยเสียงข้างมาก หรือเพื่อคนส่วนมากได้ประโยชน์ โดยที่คนส่วนน้อยไม่ถูกกีดกันหรือตัดสิทธิ์ออกไป ที่สำคัญรัฐบาลในระบอบประชาธิปไตยนั้นต้อง “ถูกด่า” คือประชาชนต้องวิพากษ์วิจารณ์ได้ การปกครองในระบอบประชาธิปไตยจึงเป็นระบอบที่ทุกคนต้องปวดหัว แต่นี่ก็คือวิถีของระบอบประชาธิปไตย ที่ทุกคนต้องมีส่วนร่วมในทุก ๆ เรื่อง แม้แต่เรื่องที่ต้องถูกด่านี้
ท่านอาจารย์ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ผู้ได้ชื่อว่า “เสาหลักประชาธิปไตย” เพราะต้องค้ำยันและช่วยแก้ปัญหาให้กับรัฐบาลในช่วง “ประชาธิปไตยครึ่งใบ” หลังประกาศใช้รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2521 ที่คณะผู้ร่าง (ตามคำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ที่ยึดอำนาจล้มประชาธิปไตยไปเมื่อ 6 ตุลาคม 2519) บรรจงร่างให้มีการประสานอำนาจให้มากที่สุด โดยให้สภาผู้แทนราษฎรกับวุฒิสภาทำงานร่วมกันและมีอำนาจเท่า ๆ กัน ขณะที่สภาผู้แทนราษฎรได้มาจากการเลือกตั้ง ส่วนวุฒิสภาก็มาจากการแต่งตั้ง ภายใต้สมมติฐานความเชื่อในวัฒนธรรมทางการเมืองไทย ว่าจะกีดกัน “พวกอำมาตย์” ออกไปจากการเมืองไทยไม่ได้ แต่กระนั้นรัฐบาลชุดแรกหลังการใช้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ คือรัฐบาลของพลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันท์ ก็แพ้พวกอำมาตย์ในวุฒิสภา ซึ่งมารวมพลังกันกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร “แซะ” รัฐบาลออกไป เพื่อนำเอาพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ เข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรีแทน
พลเอกเปรมท่านมีเอกลักษณ์อย่างหนึ่งคือเป็นคนพูดน้อย (แต่ยิ้มเยอะ ไม่รู้เพราะว่าไม่มีอะไรจะพูด หรือพยายามจะโปรยเสน่ห์ก็ไม่ทราบ) แถมยังทำท่าคอเอียง ๆ (ที่พระเอกหนังไทยในยุคก่อนต้องทำและถ่ายรูปขาวดำแจกแฟน ๆ) ท่านไม่ชอบให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน จนมีฉายาว่า “เตมีย์ใบ้” ทีนี้เวลาที่มีปัญหาอะไร ๆ ก็ไม่ยอมตอบ แค่ส่งยิ้ม ๆ คอเอียง ๆ แล้วก็เดินผ่านไป ทีนี้ปัญหาก็มาตกอยู่กับท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ หัวหน้าพรรคกิจสังคม พรรคแกนนำรัฐบาลที่มีเสียงมากที่สุด ต้องออกรับหน้าแทนบ่อย ๆ โดยสื่อมวลชนจะพากันไปสัมภาษณ์ท่านแทน ปีสองปีแรกก็ไม่เป็นไร เพราะปัญหายังไม่มาก พอปีที่สามที่สี่ปัญหาเริ่มสะสมมีมากขึ้น ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ก็เริ่มเหนื่อย ถึงขั้นเขียนบทความและให้สัมภาษณ์แซะป๋าอยู่บ่อยครั้ง ต่อมาสื่อมวลชนเรียกท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ว่า “โอชิน” ตามชื่อภาพยนตร์ชีวิตสาวญี่ปุ่น ผู้ต่อสู้ชีวิตอย่างบากบั่นตรากตรำ โอบอุ้มเลี้ยงดูครอบครัว จนมีห้างสรรพสินค้าใหญ่โตให้ลูกหลานได้ดูแลต่อไป สถานการณ์นี้คล้าย ๆ กับที่ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ต้องอุ้มชูดูแลรัฐบาลป๋าเปรมด้วยความเหนื่อยยากเช่นกัน
พอถึงต้นปี 2531 อันเป็นปีสุดท้ายของรัฐบาลพลเอกเปรม กระแสสังคมก็ส่งสัญญาณออกมาว่าผู้คนกำลัง “เบื่อป๋า” เอามาก ๆ ถึงขั้นที่มีกลุ่มนักวิชาการลงชื่อกัน 99 คน ใน “ฎีกาเปิดผนึก” คือหนังสือกราบบังคมทูลฯ ที่นำเสนอผ่านสื่อมวลชน พอหลังสงกรานต์ป๋าเปรมก็ยุบสภา มีการเลือกตั้งใหม่ พอสื่อมวลชนไปถามป๋าเปรมว่าถ้ารัฐสภาโหวตให้ท่านมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกรอบ ท่านจะรับไหม ป๋าเปรมก็ตอบว่า “ป๋าพอแล้ว” เป็นอันปิดฉากชีวิตทางการเมืองของพลเอกเปรมอย่างสวยหรู ซึ่งบางคนเรียกว่า “ดิ อันทัชเชเบิล – The Untouchable” คือบุคคลที่แตะต้องไม่ได้
ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์แม้จะเบื่อป๋ามาก ๆ เหมือนกัน แต่พอป๋าพ้นตำแหน่งไปแล้ว ท่านก็ไม่ไปแตะต้องหรือตามแซะตามแซวอะไรอีก ท่านบอกว่าในระบอบประชาธิปไตยมี “มารยาท” หรือสิ่งที่ควรประพฤติต่อคู่สู้ยู่อย่างหนึ่ง คือเมื่อเวลาที่เขาอยู่ในตำแหน่ง ก็เหมือนนักมวยได้ขึ้นเวทีมาชกกัน ก็สู้กันให้เต็มที่ ภายใต้กฎกติกาที่ยอมรับร่วมกัน กติกาอย่างหนึ่งก็เช่น เมื่อคู่ต่อสู้เพลี่ยงพล้ำถึงขนาดที่ถูกต้อนเข้าไปที่มุมหรือต้องพิงเชือก อีกฝ่ายหนึ่งต้องถอยออกมาเพื่อสู้กันใหม่ (ตอนนี้บางทีกรรมการจะเข้าไปแยกเพราะฝ่ายบุกอาจจะอยู่ในอารมณ์เมามัน ไล่ชกแบบติดพัน กรรมการก็จะพูดดัง ๆ ว่า “เบรก” พอออกมาจากกันแล้วก็ให้คู่ต่อสู้ได้ตั้งตัวก่อน เมื่อพร้อมแล้วกรรมการก็จะให้สัญญาณว่าชกกันต่อไปได้) ทั้งนี้จะไม่มีการชกกันให้อีกฝ่ายต้อง “ตายคามุม” อย่างเด็ดขาด ในแนวทางนี้ท่านจึงไม่ได้ซ้ำเติมนักการเมืองที่พ้นตำแหน่งไปแล้ว อย่างที่ในสมัยที่ท่านเล่นการเมืองยุคแรก ๆ ในช่วง พ.ศ. 2489 - 2500 ท่านก็ไม่เคยซ้ำเติมอดีตนายกรัฐมนตรีอย่างจอมพล ป. พิบูลสงคราม หรือจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์
มามองที่การเมืองไทย “ร่วมสมัย” ในปัจจุบัน ที่พวกเรากำลังเผชิญอยู่ อดีตนายกรัฐมนตรีบางคนที่เขาไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมืองแล้ว สื่อมวลชนไทยก็ยังให้เกียรติด้วยดี เช่น พลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันท์ พลเอกสุจินดา คราประยูร หรือพลเอกสนธิ บุญยรัตนกลิน แต่บางคนที่ยังซู่ซ่า “บ้าคลั่ง” ไม่ยอมออกไปจากการเสนอหน้าหา (พระ) แสง เหมือนอยากกลับมามีอำนาจอีก (อย่างน้อยก็ยังอยากใหญ่อยู่เหนือคนอื่น ๆ อย่างที่ให้นายกฯ อนุทินมากราบที่ตักออกสื่อเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา) แบบนี้ทุกคนก็ยังด่าได้ แต่ถ้าหลบหน้าไปและอยู่อย่างสงบเงียบ ใครที่ไปด่าแกเข้าก็จะเป็นคนไร้มารยาทไปเอง ซึ่งก็หวังว่าแกจะมีสติคิดทำแบบนั้นบ้าง
ทีนี้ก็อยากพูดถึงรัฐบาลชุดนี้ที่มีนายกรัฐมนตรีชื่อ อนุทิน ชาญวีระกูล ที่กำลังเจอพายุ “ล่าโกง - เปิดโปงทุจริต” ในหลาย ๆ เรื่อง ตอนแรก ๆ ก็มีคนมองไปว่ารัฐบาลนี้อาจจะแก้ปัญหาแบบ “ฆ่าตัดตอน - จับแพะ” คือหาคนผิดมารับโทษแทน เพื่อไม่ให้สืบสาวได้ถึงตัวของตัวการที่อยู่ในรัฐบาล ซึ่งที่เสนอข่าวกันอยู่ในสื่อต่าง ๆ ก็ออกมาแนวนั้น แต่อีกกระแสหนึ่งก็มองว่ารัฐบาลนี้กำลังรอกระแสข่าวอื่นมากลบเกลื่อนให้ข่าวฉาวโฉ่ของรัฐบาลนี้ “ลบเลือน” หายไป ที่ผู้เขียนตั้งเป็นหัวข้อโปรยไว้ว่า “ประชาธิปไตยแบบลมเพลมพัด” ทำให้ผู้เขียนนึกถึงอีกคำพูดหนึ่งของท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ ที่ได้ช่วยพยุงค้ำรัฐบาลป๋าเปรมในสมัยก่อนขึ้นมาทันที
ท่านบอกว่าป๋าเปรมนั้นเป็น “ผู้มีบุญ” จะมาก็มี “ลมบน” พัดมา พอจะไปก็มี “ลมล่าง” พัดไป เมื่อลอยมาจากที่สูงก็ลอยกลับไปยังที่สูงนั้น (ตำแหน่งสุดท้ายของพลเอกเปรมคือประธานองคมนตรี) แต่จะหาคนที่มีบุญญาธิการถึงขนาดพลเอกเปรมนั้นคงจะยาก นาน ๆ จะมีมาครั้ง ซึ่งในความเห็นของผู้เขียนก็น่าจะเป็นพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นั่นแหละคนหนึ่ง ที่อยู่รอดปลอดภัยมาได้อย่างยาวนานเกือบสิบปีเช่นกัน
นายอนุทินจะมีลมบนลมล่างพัดให้หรือไม่ก็ไม่มีใครรู้จริง เพราะลมจะพัดหรือไม่พัดก็อยู่ที่ตัวลมนั้นเป็นสำคัญ บางทีประชาธิปไตยแบบลมเพลมพัดอาจจะต้องรอนาน แต่ “ปฏิวัติแบบพายุงวงช้าง” เคยมีให้เห็นบ่อย ๆ
เสียดายแต่ว่า “ช้าง” ยุคนี้ไม่ค่อยมีงามีงวง จึงต้องคอยหากินอยู่กับนักการเมือง ดังนั้น “พายุงวงช้าง” จึงน่าจะไม่เกิดขึ้นง่าย ๆ ตราบใดที่ผู้มีอำนาจยังเลี้ยงช้างนั้นให้อิ่มอยู่เสมอ








