ตีโฉบฉวย

ศัตรูในมุมมืด

แชร์ข่าว

กลยุทธ์การรบแบบกองโจรของขบวนการแย่งยึดอำนาจรัฐในพื้นที่ปลายด้ามขวาน ใช้การปกปิดตัวตนอย่างมิดชิดและซ่อนเร้นอำพรางสร้างความคลุมเครือของแนวร่วมขบวนการต่อสู้ของพวกเขา อันเป็นหัวใจสำคัญในการยืนหยัดต่อสู้กับรัฐที่มีพลังอำนาจเหนือกว่าหลายขุม ความไร้ร่องรอยทุกย่างก้าวการต่อสู้ของขบวนการร้ายที่รัฐจับทางไม่ได้ ด้วยการปฏิบัติการใต้ดินลึกลับสร้างความสับสนจนรัฐยังเข้าใจไปคนละทิศละทางในคำถามตัวโตๆ ว่ากำลังต่อสู้อยู่กับใคร และใครกันแน่ที่เป็นแกนนำสำคัญสูงสุดในระดับยุทธศาสตร์ชี้นำการต่อสู้ ใครเป็นแกนนำระดับสั่งการให้กองกำลังในพื้นที่ลงมือเมื่อใด ที่ไหนและด้วยวิธีการใด ใครเป็นคนกำหนดเป้าหมายคอยสั่งการให้ก่อวินาศกรรมที่ปั๊มน้ำมัน วางระเบิดแสวงเครื่องในห้องน้ำสาธารณะหรือย่านชุมชนสาธารณะ วางเพลิงเครื่องจักรและรถยนต์ในการก่อสร้างพัฒนาพื้นที่ วางระเบิดทำลายเจ้าหน้าที่รัฐโดยตรง หรือระดมพลโจมตีฐานปฏิบัติการหรือหน่วยราชการของรัฐ และใครสั่งให้ลงมือก่อการร้ายเมื่อใด และคนกลุ่มใดเป็นคนประกอบระเบิดแสวงเครื่อง และใช้สถานที่ใดในการประกอบระเบิด ใครเป็นคนหาวัสดุสำคัญมาให้คนประกอบระเบิด ขบวนการร้ายเหล่านี้ปลุกระดมคนมาอย่างไร ขบวนการฝึกคนร้ายระดับต่อกรกับรัฐได้อย่างมืออาชีพได้ที่ไหน รวมกำลังคนร้ายระดับปฏิบัติการกันอย่างไร และผู้ก่อการร้ายเหล่านี้วางแผนและซักซ้อมการปฏิบัติตามแผนก่อการร้ายเหล่านั้นกันที่ไหน เหล่านี้เป็นคำถามสำคัญที่วนเวียนอยู่ในความคิดของคนในแวดวงความมั่นคงของรัฐที่ยังหาคำตอบไม่ได้

การก่อการร้ายในพื้นที่สู้รบของขบวนการร้ายทุกครั้งจึงไม่มีกลุ่มใดแสดงตัวว่าเป็นกลุ่มที่ลงมือ ทำให้รัฐสับสนและวิเคราะห์แตกต่างกันไปว่ากลุ่มไหนเป็นคนทำ และทำไปเพื่อวัตถุประสงค์ใด ซึ่งนั่นเป็นคำถามที่รัฐยังคลี่คลายไม่ได้ ความคลุมเครือซ่อนเร้นไร้ร่องรอย และสร้างกลยุทธ์ให้เกิดความสับสนส่งผลให้นักการทหารและนักวิชาการด้านความมั่นคงของรัฐวิเคราะห์กันไปคนละทิศละทาง แนวคิดและแผน นโยบายของรัฐจึงอยู่ในสภาวะโต้แย้งกันเองบนความเห็นต่างอย่างสุดโต่งอันยากที่จะหาจุดลงตัวได้ เหล่านี้จึงทำให้หนทางการต่อสู้ของรัฐอยู่บนความไม่แน่นอน ปรับเปลี่ยนไปมาตามความคิดของผู้มีอำนาจรัฐในแต่ละยุคสมัย จนกระบวนการต่อสู้ของรัฐไร้ประสิทธิภาพ

ขบวนการแย่งยึดอำนาจการปกครองจากรัฐที่มีหลายกลุ่มซึ่งใช้กลยุทธ์การปิดบังอำพรางตัวตนและแนวร่วม จึงเป็นองค์กรลับที่กำลังทำตนเป็นศัตรูในมุมมืดจนรัฐมองไม่เห็นทั้งตัวตนและวิธีคิดอย่างแท้จริง ส่งผลให้รัฐอยู่ในสภาวะที่นักการทหาร นักวิชาการความมั่นคงของรัฐจะวิเคราะห์ฝ่ายตรงข้ามกับรัฐกลุ่มนี้แตกต่างกันไป บ้างก็ว่าเป็นกลุ่มขบวนการองค์การปลดปล่อยสหปัตตานี หรือพูโล (Patani United Liberation Organization) ที่แยกตัวเป็นพูโลใหม่ หากแต่ก็ยังมีนักการทหารและนักวิชาการความมั่นคงอีกกลุ่มหนึ่งที่ยังไม่เห็นด้วย และเชื่อว่าคู่ต่อสู้กับรัฐที่เป็นกลุ่มหลักในขณะนี้คือกลุ่มขบวนการแนวร่วมปฏิวัติแห่งชาติมลายูปัตตานี หรือ BRN (Barisan Revolusi Nasional Melayu Patani) โดยเห็นว่ายังคงมีศักยภาพในการยึดครองมวลชนและมีพลังการต่อสู้ด้วยอาวุธในขณะนี้ ตลอดจนพยายามอธิบายกลยุทธ์และโครงสร้างของ BRN ให้เห็นอย่างชัดเจนเป็นฉากๆ หากแต่ยังมีนักการทหารและนักวิชาการความมั่นคงของรัฐอีกกลุ่มเห็นเป็นอย่างอื่น บางกลุ่มโต้แย้งว่าความคิดเห็นของนักการทหารเหล่านั้นเป็นภาพจำที่ล้าหลังและตกยุคไปแล้ว คนกลุ่มนี้วิเคราะห์โต้แย้งว่าโครงสร้างของ BRN และกลยุทธ์การต่อสู้ของขบวนการร้ายเหล่านี้ได้พัฒนาไปหลายอย่างที่ชุดความรู้เดิมไม่สามารถนำมาอธิบายตัวตนของกลุ่ม BRN ในปัจจุบันได้อย่างแท้จริง อันนำมาซึ่งการวิเคราะห์เป้าหมายในการต่อสู้กับรัฐแตกต่างอย่างสุดโต่ง บางกลุ่มของรัฐเชื่อว่ากลุ่ม BRN ต้องการแบ่งแยกดินแดนเพื่อแยกตัวเป็นเอกราชปาตานี ในขณะที่นักการทหารและนักความมั่นคงอีกกลุ่มนึ่งเชื่อว่า BRN ต้องการเพียงอำนาจการปกครองจากรัฐเพื่อปกครองกันเองแบบเขตปกครองพิเศษเฉกเช่น กทม.และพัทยา เท่านั้น

ความมืดมนในตัวตนของขบวนการร้ายเหล่านี้ จึงทำให้รัฐมองคนร้ายเหล่านี้แตกต่างกัน ซึ่งนั่นจะทำให้รัฐวางน้ำหนักในการต่อสู้ที่แตกต่างกัน อาทิ บางกลุ่มเชื่อว่าการให้น้ำหนักกับการเจรจาพูดคุยจะนำมาซึ่งสันติภาพ บางกลุ่มเชื่อว่าการพัฒนาความเจริญและให้สิทธิเสรีภาพตลอดจนตอบสนองความต้องการของคนในพื้นที่จะนำมาซึ่งสันติสุข บางกลุ่มเชื่อว่าการสลายโครงสร้างการจัดของขบวนการร้ายโดยมุ่งเป้าไปที่การทำลายผู้นำองค์กรจะนำมาซึ่งสันติภาพ บางกลุ่มเชื่อว่าการทำลายกองกำลังติดอาวุธในพื้นที่ให้สิ้นสภาพ จะนำมาซึ่งการยอมจำนนและกลับมาอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข บางกลุ่มเชื่อว่าต้องควบคุมสถานการณ์ความรุนแรงด้วยการบังคับใช้กฎหมายให้ได้ก่อนการพัฒนาความเจริญสร้างความกินดีอยู่ดีให้คนในพื้นที่ บางกลุ่มเชื่อในการเอาชนะทางความคิดเพื่อแย่งชิงประชาชนในพื้นที่ให้ได้ก่อนเพื่อตัดการสนับสนุนกองกำลังติดอาวุธให้อ่อนแอลง เหล่านี้คือชุดความคิดจากนักการทหารและนักวิชาการรัฐทั้งหลายที่ยังไม่สามารถตกผลึกเป็นแนวทางเดียวกันได้

ด้วยเป็นกลยุทธ์สำคัญที่กลุ่มขบวนการแย่งยึดอำนาจรัฐชายแดนใต้เหล่านี้ต้องการให้พวกเขาเป็นองค์กรลับที่ปกปิดตัวตนและซ่อนเร้นความต้องการที่แท้จริง อำพรางแนวร่วมทุกระดับ ปิดลับกระบวนการต่อสู้ทุกมิติ ทำให้รัฐต้องเสียเวลาไปกับการวิเคราะห์ตีความกันไปต่างๆ นานา รัฐจึงขาดพลังในการต่อสู้โดยเริ่มจากการไม่มีเอกภาพทางความคิด ทำให้ไม่สามารถคาดการณ์ล่วงหน้าได้ว่าโจรร้ายกำลังจะทำอะไรต่อไป รัฐทำได้เพียงการแก้ปัญหาที่โจรใต้เป็นฝ่ายริเริ่มก่อขึ้นทุกครั้ง การต่อสู้ที่ยังไม่อยู่บนฐานความคิดที่ตกผลึกแล้วของรัฐจึงส่งผลให้สนามรบแห่งนี้ถูกปกคลุมด้วยม่านหมอกที่คลุมเครือ เป็นศัตรูร้ายในมุมมืดที่รัฐยังหาตัวไม่เจอ และต้องถกเถียงกันเองจนไม่อาจเดินหน้าลงมือปฏิบัติการต่อสู้กับพวกเขาได้อย่างเต็มกำลัง

ข่าวแนะนำ