เสือตัวที่ 6
ขบวนการก่อการร้าย BRN ดำรงความพยายามเดินหน้าสู่เป้าหมายเอกราชปาตานีอย่างแข็งขัน เป็นระบบและต่อเนื่อง ท่ามกลางความเงียบสงัดของสถานการณ์ที่ดูเหมือนจะเป็นปกติ หากแต่ทุกกลไกของขบวนการร้าย BRN ยังคงเดินหน้าไปสู่จุดหมายปลายทางของพวกเขาอย่างมีจิตวิญญาณ และการต่อสู้ที่เต็มไปด้วยจิตวิญญาณอันแรงกล้าจะเป็นพลังอันยิ่งใหญ่ในการต่อสู้กับศัตรูในความหมายที่แกนนำขบวนการร้าย BRN พยายามบิดเบือนความจริงแท้ของความมุ่งหมายในคำสอนของศาสดา ที่มุ่งเป็นศาสนาแห่งความสันติสุข เต็มไปด้วยความรัก เมตตา และเอื้ออาทรต่อเพื่อนมนุษย์อย่างไม่มีขีดจำกัด
ในขณะที่พยายามสร้างพลังในการปกป้องคำสอนและเพื่อนมนุษย์จากการถูกรังแกจากผู้อื่นโดยไม่เป็นธรรม รวมทั้งการปกป้องรักษาแผ่นดินเกิดของตนไว้ รวมทั้งการดำรงวิถีของชาวมุสลิมไว้ให้ได้บนพื้นฐานของการรักและความเข้าใจซึ่งกันและกัน ซึ่งนั่น เป็นฐานความคิดความเชื่อหลักของคำสอนที่ทุกอย่างต้องตั้งอยู่ในความดีงาม หากแต่ได้ถูกนักปลุกปั่นสร้างมวลชน นำไปแปลความจนทำให้ความหมายสำคัญที่แท้ของศาสนา ถูกบิดเบือนให้เป็นความรุนแรงโหดร้าย ทำลายชีวิตผู้บริสุทธิ์ได้อย่างไร้มนุษยธรรม เพียงเพื่อประโยชน์ของชนชั้นนำของขบวนการร้าย BRN
ปรากฏการณ์การแห่ศพโจรร้าย ผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์วิสามัญฆาตกรรมในพื้นที่ปลายด้ามขวาน จากการบังคับใช้กฎหมายบ้านเมืองของเจ้าหน้าที่รัฐ ต่อบุคคลที่ก่อเหตุร้าย พรากชีวิตผู้บริสุทธิ์ ขัดขืน ท้าทายอำนาจรัฐมาแล้วมากมาย ทั้งยังพยายามก่อการร้ายมาอย่างไม่รู้จักจบสิ้น เป็นประเด็นทางสังคมและการเมืองที่ละเอียดอ่อน ซึ่งรัฐให้ความระมัดระวังท่าทีต่อปรากฏการณ์แห่ศพอย่างรอบคอบ โดยกลุ่มมวลชนในพื้นที่ที่ตกเป็นแนวร่วมขบวนการร้าย มักจะนำศพมาประกอบพิธีทางศาสนาอย่างยิ่งใหญ่ มีการสรรเสริญผู้ตายในฐานะนักรบชาฮีด หรือผู้เสียสละเพื่อดินแดนปาตานี ท่ามกลางการร้องตะโกนคำว่า เอกราชปาตานีอย่างกึกก้อง ล้วนเป็นการแสดงออกที่ท้าทายต่อความเป็นรัฐไทยอย่างโจ่งแจ้ง โดยที่รัฐไม่กล้าทำอะไรมากไปกว่าการยืนมอง ปรากฏการณ์ต่อต้านอำนาจรัฐผ่านการนำศพโจรร้าย BRN ที่ถูกวิสามัญจากเจ้าหน้าที่รัฐ ห่อด้วยผ้าขาวและเคลื่อนย้ายโดยมีกลุ่มมวลชนและเยาวชนแนวร่วมขบวนการร้าย ร่วมขบวนแห่ศพจำนวนมาก พร้อมการกล่าวสรรเสริญ และทำสัญลักษณ์แสดงความเคารพ (ตะเบ๊ะ) เพื่อยกย่องผู้เสียชีวิตเสมือนเป็นวีรบุรุษ ผ่านวาทะกรรมว่า ชาฮีด จึงเป็นเครื่องมือทางการเมืองของขบวนการแย่งยึดอำนาจรัฐ BRN ที่พยายามบิดเบือนความหมายเพื่อสร้างความชอบธรรมและเพิ่มพลังแห่งจิตวิญญาณในการต่อสู้กับรัฐอย่างทรงพลังยิ่ง
การเกิดขึ้นและดำรงอยู่ของการแห่งศพของคนในขบวนการร้ายเป็นปรากฏการณ์สำคัญที่ชี้ให้เห็นว่าขบวนการร้ายได้สั่งสมบ่มเพาะความคิดของคนในพื้นที่ส่วนใหญ่ให้เชื่อมั่นต่อขบวนการร้ายในการต่อสู้กับรัฐเพื่อให้ได้มาซึ่งอิสรภาพ เสรีภาพ เอกราชในการปกครองกันเองของตนในพื้นที่ตามแนวทางมุสลิมปาตานีที่สร้างขึ้น บนพื้นฐานของคำสอนของศาสนาที่ถูกตีความให้เป็นประโยชน์ต่อการร่วมแรง ร่วมใจ ร่วมจิตวิญญาณของคนในพื้นที่ทุกเพศทุกวัยให้ร่วมกันต่อสู้กับศัตรูที่กดขี่ การที่ประชาชนจากทั่วสารทิศเดินทางเข้าไปเคารพศพและให้กำลังใจครอบครัวสมาชิกขบวนการผู้สูญเสียจากการต่อสู้กับเจ้าหน้าที่รัฐเพื่ออุดมการณ์เอกราชปาตานี โดยการต้อนรับศพกลับมาบ้านและมีพิธีแห่ศพส่งไปยังสุสาน (กุโบร์) อย่างเนืองแน่น พร้อมการเปล่งเสียงกล่าวสรรเสริญอักลอฮ์อักบัร ซึ่งแปลว่าอัลลอฮ์ผู้ทรงความยิ่งใหญ่ ตลอดเส้นทางไปกุโบร์ สลับกับการร้องตะโกนคำว่าปาตานีมัรเดกอ อันหมายถึง เอกราชปัตตานี อย่างกึกก้อง ทั้งยังมีการยืนเรียงแแถวทำท่าวันทยาหัตย์ (ตะเบ๊ะ) เป็นสัญลักษณ์แสดงความเคารพแบบทหารเยี่ยงวีรบุรุษในสนามรบอันศักดิ์สิทธิ์ของพวกเขาขณะนำศพลงสู่หลุมฝังศพด้วย
แม้เจ้าหน้าที่และประชาชนบางส่วนจะมองว่าเป็นคนร้าย เป็นกองโจรสมาชิกในขบวนการก่อการร้ายที่ใช้ความรุนแรง ความโหดเหี้ยม เข่นฆ่าชีวิตผู้บริสุทธิ์นับไม่ถ้วน ขัดขืน ท้าทายกฎหมายบ้านเมืองอย่างอหังการ ทั้งยังต่อสู้ขัดขืนการบังคับใช้กฎหมายของเจ้าหน้าที่รัฐ แม้เจ้าหน้าที่จะใช้ผู้นำศาสนา ผู้นำชุมชน ญาติผู้ก่อเหตุ ร่วมเจรจาประนีประนอมให้มอบตัว แต่ผู้ก่อการยังดื้อดึงต่อสู้กับเจ้าหน้าที่จนถูกวิสามัญด้วยความจำเป็น แต่ในสายตาชาวบ้านที่เป็นมวลชนขบวนการร้าย กลับมองว่าผู้ตายคือนักรบผู้กล้า หรือที่เรียกว่ายูแว ซึ่งเป็นภาษามลายูถิ่น แปลว่านักต่อสู้ มีนัยหมายถึงผู้มีความตั้งใจที่จะต่อสู้เพื่ออิสรภาพ โดยกลุ่มขบวนการแย่งยึดอำนาจรัฐ นำมาใช้เรียกขานบรรดาผู้คนที่ร่วมกันต่อสู้กับรัฐไทยเพื่อปลดปล่อย ดินแดนปาตานี และการเสียชีวิตจากการต่อสู้ จึงถือเป็นการเสียชีวิตในหนทางของพระผู้เป็นเจ้า
ในขณะที่ เจ้าหน้าที่รัฐต้องถูกเข่นฆ่าอย่างโหดเหี้ยมทั้งที่ไม่มีอะไรบาดหมางกันเป็นการส่วนตัว จะถูกขบวนการร้ายบิดเบือนว่าเป็นการทำหน้าที่ของยูแวหรือนักรบผู้กล้าเพื่อศาสนา และเป็นหน้าที่ ที่มุสลิมทุกคนต้องทำ หากปฏิบัติจะได้ผลบุญใหญ่ และหากเสียชีวิตก็จะบิดเบือนว่าเป็นชาฮีด เป็นวีรบุรุษที่ควรค่าแก่การสรรเสริญ ผ่านคำว่า ญิฮาด (Jihad) ซึ่งถูกบิดเบือนว่าเป็นการต่อสู้เพื่อศาสนา แต่ความหมายที่แท้คือการต่อสู้กับกิเลส ตัณหา และความชั่วร้ายในจิตใจตนเอง เหล่านี้คือการบิดเบือนคามหมายของศาสนาให้ก่อการร้าย ทั้งที่ความหมายที่แท้เป็นศาสนาเพื่อสันติสุข สงบเย็น เต็มไปด้วยความเมตตา เอื้ออาทรต่อเพื่อนมนุษย์ ไม่ใช่การสอนให้มุสลิมเข่นฆ่าผู้อื่นอย่างที่เป็นอยู่ในพื้นที่ปลายด้ามขวานทุกวันนี้








