ทวี สุรฤทธิกุล
คอร์รับชันคือ “อำนาจ” บวกกับ “ความโลภ” เพียงเพื่อจะเอาเปรียบผู้อื่นและทำตัวให้ “เหนือกว่า” ใคร ๆ
ถ้าเปิดดูพจนานุกรม คำแปลของคอร์รับชันก็คือ “การทุจริตหรือคดโกงในตำแหน่ง ไม่ว่าการนั้นจะชอบหรือมิชอบด้วยหน้าที่” บางครั้งก็ใช้คำว่า “ฉ้อราษฎร์บังหลวง” รวมถึง “กินสินบน, รับสินบน” นี่ก็แสดงความชัดเจนว่าเป็นการกระทำทุจริตโดยคนที่อยู่ในตำแหน่งหน้าที่ทางราชการ คือข้าราชการเป็นสำคัญ เพราะข้าราชการนั้นเป็นผู้มีอำนาจ รวมถึงผู้คนที่อาศัยข้าราชการนั้นกระทำทุจริต ซึ่งก็คือ “เจ้านาย” ของข้าราชการคือนักการเมือง ด้วยการใช้อำนาจตามกฎหมายและตำแหน่งที่ตนมีอยู่ ที่เราอาจจะเรียกคอร์รับชันนี้ได้ว่า “การกระทำทุจริตของเจ้าหน้าที่รัฐที่อาศัยตำแหน่งหน้าที่ตามกฎหมาย” นั่นเอง
ผู้เขียนอ่านหนังสือชุด “เพื่อนนอน” ที่รวบรวมจากรายการพูดคุยทางวิทยุของท่านอาจารย์ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ในช่วงเผด็จการทหาร ระหว่าง พ.ศ. 2495 – 2498 มาจัดพิมพ์เป็นเล่มได้หลายเล่ม ส่วนใหญ่เป็นเรื่องของต่างประเทศ ทั้งทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม ของประเทศต่าง ๆ เป็นที่นิยมของผู้ฟังในสมัยนั้นมาก (ถ้าเป็นสมัยนี้ด้วยสื่อโซเชียลน่าจะมียอดชมยอดแชร์เป็นล้าน ๆ) โดยเฉพาะคารมเปรียบเทียบที่เฉียบคมและรู้ใจเข้าใจอารมณ์ของผู้ฟัง นอกเหนือจากเนื้อหาสาระที่ผู้พูด คือท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ เลือกสรรมาอย่างตั้งใจ อย่างเช่นเรื่อง “ต้นตอคอร์รับชัน” ที่จะนำมาเล่าให้ฟังต่อไปนี้ (ทั้งนี้เป็นการเขียนจากความจำ ตั้งแต่สมัยที่ยังทำงานเป็นเลขานุการขอท่านเมื่อเกือบ 50 ปีที่ผ่านมา)
ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ขึ้นต้นว่า “คอร์รับชันนั้นเป็นธรรมดาโลก จงอย่าได้เบื่อหน่าย เพราะมันจะอยู่กับเราไปทุกชาติทุกภพ ตราบใดที่โลกนี้ต้องปกครองกันด้วยอำนาจและจากคนที่มีอำนาจเหล่านั้น”
ท่านอ้างถึงเรื่องข้าราชการจีนโบราณเมื่อหลายพันปีก่อน (สมัยนั้นการพูดหรือเขียนเกี่ยวกับเรื่องข้าราชการในประเทศไทยจะเป็นการสร้างศัตรูอย่างมาก เพราะท่านเหล่านั้นล้วนมีอำนาจมาก ๆ โดยเฉพาะข้าราชการทหาร) ในการแต่งตั้งข้าราชการไปปกครองในพื้นที่ต่าง ๆ ฮ่องเต้จะต้องพิจารณาข้าราชการที่มีความรู้ความสามารถให้เหมาะสมกับพื้นที่แต่ละพื้นที่ เพราะแต่ละพื้นที่มีปัญหาต่าง ๆ กัน ครั้งหนึ่งมีพื้นที่หนึ่งเป็นพื้นที่แห้งแล้ง ประชาชนอดอยากยากจน ฮ่องเต้จึงส่งขุนนางคนหนึ่งที่มีชื่อว่าเก่งเรื่องการขุดคูคลองและระบบชลประทานให้ไปปกครอง
ปีแรกที่ไปถึงขุนนางคนนี้ก็ขอพระราชทานเงินจากฮ่องเต้ไปจ้างและเร่งระดมให้ราษฎรขุดคูคลองขึ้นทั้งในและนอกเมือง แล้วชักน้ำจากแม่น้ำบนภูเขาให้ไหลเอิบอาบลงมา ปีต่อมาก็เริ่มมีการเพาะปลูก ความอดอยากก็เริ่มหายไป พอมีพืชผักเหลือก็เอาไปขาย บ้างก็เอาไปเลี้ยงเป็ดเลี้ยงหมู มีรายได้มากขึ้น หลายคนก็ลืมตาอ้าปากได้ จนถึงเริ่มมีเศรษฐีน้อย ๆ เพิ่มขึ้น แรก ๆ ก็ดูจะไม่มีปัญหาอะไร ทั้งที่การฉ้อราษฎร์บังหลวงเริ่มต้นมาตั้งแต่การนำเงินหลวงมาจ้างชาวบ้านให้ขุดคูคลองนั้นแล้ว ต่อมาพอชาวบ้านค้าขายมีรายได้ก็ถูกเก็บภาษี รวมถึงใครที่มาติดต่อราชการก็ต้องเสียเบี้ยบ้ายรายทาง เพื่อที่จะได้รับความสะดวกในเรื่องต่าง ๆ เรียกว่า “ค่าธรรมเนียม” แต่ชาวบ้านเรียกว่า “ค่าน้ำร้อนน้ำชา” จนถึงขั้นที่เมื่อชาวบ้านเกิดเรื่องราวทะเลาะวิวาทกัน ก็ต้องจ่าย “แปะเจี๊ยะ” (แปะ = สีขาว เจี๊ยะ = กิน นัยว่าเป็นการขอกันกินอย่างขาว ๆ หรือใสสะอาด) เพื่อให้ชนะคดีความ เป็นที่เดือดร้อนกันมากขึ้น ๆ ทุกวัน ที่สุดก็มี “คนกล้า” ไปร้องเรียนฮ่องเต้ยังเมืองหลวง
ฮ่องเต้ทรงพิจารณาแล้วก็ทรงเห็นว่าน่าจะเป็นจริงตามที่มีคนมาร้องเรียน แต่เมื่อย้อนกลับไปขุนนางคนนี้ก็ยังมีความดีความชอบอยู่บ้าง จึงให้ขุนนางคนนี้ย้ายออกจากเมืองนั้น แล้วให้ปกครองที่อีกเมืองหนึ่งซึ่งเป็นเมืองชายแดนห่างไกลลิบลับ ทั่วบริเวณเป็นทะเลทรายเวิ้งว้างและมีความกันดารแห้งแล้งเป็นอย่างยิ่ง โดยให้ขุนนางคนนี้มีหน้าที่นับดาวทุกดวงบนท้องฟ้า แล้วส่งรายงานจำนวนดาวที่นับได้นั้นส่งทางม้าเร็วไปยังเมืองหลวงให้ฮ่องเต้ทรงทราบทุกเดือน เดือนแรก ๆ ก็ส่งรายงานให้เมืองหลวงเป็นประจำเป็นปกติ แต่มาถึงกลางปีก็มีปัญหาเพราะขุนนางคนนี้ได้มีหนังสือกราบบังคมทูลฮ่องเต้ว่า การนับดาวมีความยากลำบากมากเพราะชาวบ้านจุดไฟในยามค่ำคืน จึงขอพระราชานุญาติมอบอำนาจให้ตนสั่งห้ามไม่ให้ชาวบ้านจุดหรือก่อไฟ เว้นแต่มีเหตุจำเป็นและจะต้องขออนุญาตก่อนเสมอ แต่ปัญหาก็ยังมีอยู่เพราะในการที่ชาวบ้านมาขออนุญาตก่อไฟก็ต้องจ่ายค่าแปะเจี๊ยะนั้น สร้างความเดือดร้อนรำคาญ ที่สุดก็ต้องไปร้องเรียนยังองค์ฮ่องเต้อีกครั้ง ครั้งนี้ฮ่องเต้ได้เรียกตัวขุนนางให้มาประจำที่เมืองหลวง (คงเหมือนกับบางประเทศที่พอข้าราชการถูกร้องเรียนหรือพบว่าอาจจะกระทำความผิด ผู้บังคับบัญชาก็เรียกเข้ามา “ประจำ - หลบภัย” ยังส่วนกลางสักพักหนึ่ง พอเรื่องเงียบแล้วก็ค่อยเลื่อนขั้นเลื่อนตำแหน่งให้ไปทำงานในตำแหน่งที่สูงขึ้นต่อไป)
ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ไม่ได้เล่าต่อไปว่า ขุนนางคนนี้มีอนาคตเป็นอย่างไร แต่ท่านบอกว่าท่านเห็นใจฮ่องเต้มาก คนที่เลี้ยงและรักกันมาก็ไม่อาจจะทำร้ายกันได้ หรือถ้ามองในแง่ดีก็อาจจะเป็นด้วยพระกรุณาของฮ่องเต้ที่ไม่อยากให้ขุนนางคนนี้ออกไปก่อกรรมทำเข็ญอีก คงกักตัวขุนนางคนนี้ไว้เสียในที่ไม่มีใคร ๆ จะรู้ เพื่อไม่ให้ออกไป “กินนอกกินใน” แบบว่า “สันดานคนชอบกินนั้น อยู่ที่ไหนก็ย่อมจะหาหนทางในการกินได้ทุกเมื่อ”
ในตำรารัฐศาสตร์ที่ผู้เขียนร่ำเรียนมา พูดถึงวิธีในการจัดการกับปัญหาคอร์รับชันไว้ว่า “ต้องควบคุมการใช้อำนาจ” โดยในระบอบประชาธิปไตยก็คือการสร้างสมดุลแห่งอำนาจ ไม่ให้ฝ่ายใดหรือส่วนใดมีอำนาจมากเกินไป (เช่น ความสมดุลในอำนาจระหว่างฝ่ายนิติบัญญัติ คือรัฐสภา ฝ่ายบริหาร คือรัฐบาล และฝ่ายตุลาการ คือศาล) สร้างระบบที่ให้การใช้อำนาจนั้นมองเห็นได้ชัดเจน เรียกว่าความโปร่งใส หรือการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของทางราชการ รวมถึงการควบคุมตรวจสอบได้อย่างทั่วถึง (ทั้งโดยองค์กรอิสระและภาคประชาชน) ซึ่งปัจจุบันนี้ประเทศไทยก็มีระบบดังกล่าวอยู่อย่างครบถ้วน เพียงแต่ไม่ได้มีการบังคับใช้กฎระเบียบต่าง ๆ ที่สร้างขึ้นเพื่อจัดการกับการคอร์รับชันนั้นอย่างเต็มที่ ซึ่งในตำรารัฐศาสตร์อีกเช่นกันก็อธิบายว่า เป็นเพราะโครงสร้างสังคมไทยยังคงเอื้อให้มีการคอร์รับชันอยู่มาก โดยเฉพาะสังคมที่ยังเป็นสังอุปถัมภ์ เต็มไปด้วยอภิสิทธิ์ชน เส้นสาย และความเกรงกลัวผู้มีอำนาจ
มาถึงตรงนี้ก็อยากจะพูดถึงกรณี “โคตรโกงสอบท้องถิ่น” ที่กำลังโด่งดังอยู่นี้ว่า คงจะจัดการเอาผิดคนที่เป็นคนใหญ่คนโตในระบบราชการ ที่รวมถึง “นายของข้าราชการ” นั้นไม่ได้ คงเอาผิดได้แต่พวกปลาซิวปลาสร้อย คือข้าราชการระดับเล็ก ๆ เพราะวัฒนธรรมแห่งการโกงกินนี้มันฝังรากลึกเสียแล้ว อีกทั้ง “ปลาตัวใหญ่ ๆ” ยังคงลอยหน้าลอยตาอยู่ตามทำเนียบและส่วนราชการต่าง ๆ อย่างไม่เกรงกลัวอะไร
แต่ก่อนลูกน้องมักจะทำตามที่นายสั่ง แบบ “หางไม่ส่ายถ้าหัวไม่กระดิก” แต่นี่ยิ่งเลวร้ายกว่านั้น เพราะ “ทั้งหัวและหางสั่นระริก ๆ ร่วมกันทำมาหากิน” ก็คงฉิบหายกันถ้วนทั่วแน่ ๆ








