บนกระดานการเมืองไทยนับตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน สิ่งหนึ่งที่ดูเหมือนจะเป็นวัฏจักรสะท้อนความจริงอันเจ็บปวด คือความขัดแย้งเชิงโครงสร้างระหว่างกลุ่มนักการเมืองอาชีพผู้กุมคะแนนเสียง กับกลุ่มเทคโนแครต หรือผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางที่ถูกเชิญเข้ามาค้ำยันภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือให้กับรัฐบาล
ภาพสะท้อนนี้กำลังปรากฏเด่นชัดอีกครั้งในทำเนียบรัฐบาลยุคปัจจุบัน เมื่อสายตาของนักวิเคราะห์ทางการเมืองต่างจับจ้องไปที่ชะตากรรมของสามเทคโนแครตแถวหน้าอย่าง นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ
คำถามที่ดังขึ้นเรื่อย ๆ ในเวลานี้คือ ทั้งสามคนนี้จะสามารถขับเคลื่อนประเทศไปตามหลักวิชาการได้ตลอดรอดฝั่ง หรือสุดท้ายแล้วจะต้องเผชิญชะตากรรมจบไม่สวย ดั่งเช่นกลุ่มสี่กุมารในยุคของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่ถูกกระแสนักการเมืองมุ้งต่าง ๆ บดขยี้จนต้องล่าถอยออกไปในที่สุด
หากจะทำความเข้าใจชะตากรรมของเทคโนแครตในบริบทการเมืองไทย ต้องยอมรับความจริงอันโหดร้ายประการหนึ่งว่า ในยามที่รัฐบาลเพิ่งจัดตั้งขึ้นมาใหม่ และต้องเผชิญกับวิกฤตศรัทธาหรือความผันผวนทางเศรษฐกิจ ฝ่ายการเมืองมักจะเรียกใช้บริการของมืออาชีพเหล่านี้เพื่อเป็นตรายางการันตีความเชื่อมั่น ส่งสัญญาณไปยังตลาดทุน นักลงทุนต่างชาติ และข้าราชการประจำ เปรียบเสมือนการหยิบเสื้อกันฝนมาสวมใส่ในยามพายุโหมกระหน่ำ
ทว่า เมื่อสถานการณ์เริ่มคลี่คลาย เสถียรภาพของพรรคร่วมรัฐบาลเริ่มนิ่ง ความจำเป็นในการใช้ภาพลักษณ์มืออาชีพมักจะถูกลดทอนความสำคัญลง และถูกแทนที่ด้วยความต้องการเก้าอี้รัฐมนตรีเพื่อนำไปปูนบำเหน็จให้แก่นักการเมืองอาชีพผู้มีฐานเสียงในมือ ปัญหานี้คือสิ่งที่อดีตกลุ่มขุนพลเศรษฐกิจเคยเผชิญ และเป็นโจทย์ใหญ่ที่ขุนพลเทคโนแครตทั้งสามในรัฐบาลปัจจุบันกำลังเผชิญหน้าอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง
เมื่อพิจารณาเจาะลึกไปที่ตัวบุคคล ขุนพลทั้งสามต่างมีปูมหลังที่ยึดโยงอยู่กับความถูกต้องเชิงระบบและหลักวิชาการ ซึ่งเปรียบเสมือนน้ำกับน้ำมันกับวัฒนธรรมการเมืองไทยที่เน้นผลประโยชน์และการประนีประนอม โดยเฉพาะในรายของ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ผู้มาจากโลกธุรกิจระดับสูง คุ้นเคยกับระบบการบริหารที่มีตัวชี้วัดชัดเจนและตรงไปตรงมา ย่อมต้องเผชิญกับแรงเสียดทานอย่างหนักเมื่อเข้ามาบริหารกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งเป็นกระทรวงที่มีผลประโยชน์ทับซ้อนและโยงใยกับฐานเสียงเกษตรกรและกลุ่มทุนอย่างแนบแน่น การบริหารงานบนฐานของความโปร่งใสและประสิทธิภาพเชิงพาณิชย์ อาจกลายเป็นกระดูกชิ้นโตที่ขัดขวางการจัดสรรผลประโยชน์ทางการเมืองหลังฉากที่นักการเมืองคุ้นเคย
ในขณะเดียวกัน นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ในฐานะเทคโนแครตสายวินัยการเงินการคลัง ย่อมต้องรับบทเป็น “เบรกมือ”คอยเตือนและยับยั้งนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นหรือประชานิยมสุดโต่งที่ฝ่ายการเมืองต้องการใช้เป็นคันเร่งเพื่อปั๊มคะแนนเสียง การทำหน้าที่ปกป้องเสถียรภาพการคลังของประเทศในระยะยาว จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะสร้างความอึดอัดใจให้แก่นักการเมืองผู้ต้องการเห็นผลงานที่เห็นผลเร็วและได้ใจมวลชนไว
เช่นเดียวกับ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว นักการทูตมือเก๋าผู้มองงานต่างประเทศผ่านมิติภูมิรัฐศาสตร์ระยะยาวและความมั่นคงของชาติ แต่ในโลกของการเมืองยุคใหม่ ฝ่ายการเมืองมักมองเวทีต่างประเทศเป็นเพียงพื้นที่สำหรับดีลธุรกิจหรือการสร้างภาพลักษณ์ระยะสั้นเพื่อโชว์ผลงานผ่านหน้าสื่อ ความขัดแย้งในแนวคิดการดำเนินนโยบายต่างประเทศเช่นนี้ ย่อมทำให้ระยะห่างระหว่างเทคโนแครตกับนักการเมืองอาชีพกว้างขึ้นเรื่อย ๆ จนยากจะประสาน
ปมตายที่สำคัญที่สุดที่อาจส่งผลให้ทั้งสามคนนี้เดินตามรอยเท้าของอดีตกลุ่มสี่กุมาร คือจุดอ่อนเชิงโครงสร้างจากการขาดทุนทางการเมืองหรือฐานเสียงที่เป็นของตัวเอง การเข้ามาดำรงตำแหน่งในฐานะคนนอกหรือโควตากลางทางการเมือง ทำให้ไม่มี ส.ส. ในสภาคอยค้ำยันอำนาจต่อรอง
เพราะดังที่รับทราบกัน ในระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภาของไทยนั้น ตัวเลข ส.ส. คือคณิตศาสตร์แห่งอำนาจ วันใดก็ตามที่แกนนำรัฐบาลเผชิญแรงกดดันอย่างหนักจากพรรคร่วมรัฐบาล หรือมุ้งการเมืองภายในพรรคที่ออกมาทวงคืนเก้าอี้รัฐมนตรีเพื่อโควตาของกลุ่มตน เทคโนแครตที่ไม่มีโควตา ส.ส. หนุนหลัง จะกลายเป็นเหยื่อเซ่นสังเวยกลุ่มแรกที่ถูกปรับออกจากตำแหน่งเสมอ เพราะเป็นจุดที่กระทบต่อเสถียรภาพของรัฐบาลน้อยที่สุดในมิติของเสียงสนับสนุนในสภา
บทสรุปบนทางแพร่งนี้จึงตอกย้ำบทเรียนจากประวัติศาสตร์การเมืองไทยที่สอนเราเสมอว่า ลำพังเพียงความเก่งหรือความซื่อสัตย์ไม่เคยเพียงพอสำหรับการอยู่รอดในเวทีการเมืองอันเชี่ยวกราก หากเทคโนแครตทั้งสามคนไม่สามารถยกระดับตัวเองขึ้นเป็นนักการเมืองเชิงเทคนิคที่มีทั้งทักษะวิชาการและศิลปะในการเจรจาต่อรองทางการเมือง ฉากทัศน์ของการถูกโดดเดี่ยวและบีบให้ถอยฉากออกไปก็คงอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม
สุดท้ายแล้ว ความพยายามนำเทคโนแครตมาร่วมบริหารประเทศ อาจลงเอยด้วยการเป็นเพียงแค่ละครฉากใหญ่ที่ถูกเขียนบทขึ้นเพื่อซื้อเวลาและความน่าเชื่อถือชั่วคราว ตราบใดที่โครงสร้างการเมืองไทยยังคงให้คุณค่ากับคะแนนเสียงและการจัดสรรผลประโยชน์มากกว่าหลักการและอนาคตของประเทศ ชะตากรรมของขุนพลทั้งสามก็อาจเป็นเพียงอีกหนึ่งหน้าประวัติศาสตร์ที่ซ้ำรอยเดิม ตอกย้ำให้เห็นบาดแผลลึกของการบริหารราชการแผ่นดินไทยที่ไม่เคยผสานรวมระหว่างวิชาการกับการเมืองได้อย่างแท้จริง
#การเมืองไทย #เทคโนแครต #รัฐบาลปัจจุบัน #ปรับครม #ข่าวการเมือง #สยามรัฐ #สี่กุมาร #ศุภจีสุธรรมพันธุ์ #เอกนิตินิติทัณฑ์ประภาศ #สีหศักดิ์พวงเกตุแก้ว #รัฐมนตรีคนนอก #โควตากลาง #siamrathonline








