ทวี สุรฤทธิกุล
นักการเมืองรุ่นใหม่ที่เรียกว่า “บ้านใหม่” คงต้อง “ประนีประนอมอำนาจ” กับนักการเมืองรุ่นเก่าที่เรียกว่า “บ้านใหญ่” เพื่อให้ประเทศไทยมีบ้านใหม่ที่ยิ่งใหญ่กว่าเดิม ที่สำคัญมีความสงบสุขได้ในที่สุด
การประนีประนอมอำนาจ (Power Compromising) น่าจะเป็นศัพท์ใหม่(เพราะในสมัยที่ผู้เขียนเรียนวิชารัฐศาสตร์เมื่อสมัยก่อนยังไม่มีคำนี้)ที่เข้ามาแทนที่คำว่า “การประสานประโยชน์” (Coordinate Benefits) อันเป็นหัวใจสำคัญของระบอบประชาธิปไตย ที่นักรัฐศาสตร์มองว่าในระบอบนี้สังคมจะต้องมีกลุ่มที่หลากหลาย ที่เรียกว่าสังคมพหุนิยม (Pluralistic Society) มาแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ต่าง ๆ ด้วยกัน ในลักษณะที่ต้องมีการพูดคุยหรือตกลงกัน นั่นคือทฤษฎีสัญญาประชาคม (Social Contract) อันเป็นจุดเริ่มต้นของแนวคิดการปกครองในรูปแบบประชาธิปไตยสมัยใหม่ ที่เกิดขึ้นในคริสต์ศตวรรษที่ 17
ตอนที่ผู้เขียนเรียนทฤษฎีเมื่อกว่า 40 ปีที่ผ่านมา ท่านอาจารย์ผู้สอนท่านบอกว่าที่ประเทศไทยเป็นประชาธิปไตยได้ยากก็เพราะเราขาดลักษณะสังคมแบบพหุนิยม ที่กลุ่มต่าง ๆ จะมีอำนาจทัดเทียมกัน แต่สังคมไทยเป็นสังคมแบบ “แท่งอำนาจ” หรือ “ปีรามิดยอดแหลม” ข้างบนสุดเป็นกลุ่มคนเล็ก ๆ คือ “ผู้ครอบครองอำนาจ” คือพวกชนชั้นปกครอง ได้แก่ ข้าราชการชั้นสูง นายทุน และผู้มีอิทธิพล (น่าจะมีความหมายใกล้เคียงกับคำว่า “อำมาตย์” ในสมัยใหม่นี้) ตรงกลาง “ผู้รองรับอำนาจ” คือกลุ่มที่ต้องรับใช้ผู้มีอำนาจ ได้แก่ ข้าราชการ และชนชั้นกลาง (หมายถึงผู้มีรายได้พออยู่พอกินหรือมีงานประจำ) และล่างสุดคือ “ผู้อยู่ใต้อำนาจ” คือประชาชนในระดับล่าง คือเกษตรกร กรรมกร ผู้ไม่มีรายได้ประจำ และคนยากจน
ในสมัยนั้นพวกนิยมลัทธิคอมมิวนิสต์ได้ใช้ลักษณะแบบนี้ของสังคมไทย มาเรียกร้องให้ผู้คนในระดับล่างนั้น “ปลดแอก” จากผู้มีอำนาจในระบอบเดิม แต่หลังจากที่พยายามต่อสู้มาเกือบ 30 ปี ก็ต้องพ่ายแพ้ ซึ่งกูรูการเมืองในสมัยนั้นคือท่านอาจารย์ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช บอกว่าคอมมิวนิสต์นั้นแพ้ “ศักดินาไทย” ที่ไม่ใช่ศักดินาแบบที่ชนชั้นปกครองเอารัดเอาเปรียบผู้ใต้ปกครอง แต่เป็นแบบ “แบ่งปัน” คือชนชั้นศักดินานั้นเองที่คอยหล่อเลี้ยงและช่วยเหลือประชาชนคนชั้นล่าง เช่น เรามีรัฐประหารที่ทหารอ้างว่าทำเพื่อประชาชน หรือในเวลาที่มีเลือกตั้ง นักเลือกตั้งก็แจกจ่ายผลประโยชน์ต่าง ๆ ให้กับประชาชน ตั้งแต่การซื้อเสียงในระหว่างการเลือกตั้ง จนถึงการใช้นโยบายประชานิยม “ลด แลก แจก แถม” ภายหลังการเลือกตั้ง
อีกสาเหตุหนึ่งในความพ่ายแพ้ของคอมมิวนิสต์ก็คือ คอมมิวนิสต์นั้นคิดจะล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์ อันเป็นสถาบันที่ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์บอกว่า “ไม่มีผิดไม่มีบาป” คือทรงคุณูปการณ์แก่คนไทยและสังคมไทยเป็นล้นพ้น โดยเฉพาะในหลวงร.9 นั้น ทรงเป็นผู้นำในการพัฒนาประเทศ อันเป็นจุดอ่อนที่คอมมิวนิสต์มุ่งโจมตีว่าชนชั้นนำของไทยได้แต่เอาเปรียบ “กดขี่และขูดรีด” แต่เมื่อพระมหากษัตริย์ทรงออกนำด้วยพระองค์เอง แล้วข้าราชการไม่ว่าในยุคที่ผู้ปกครองเป็นทหารหรือนักเลือกตั้ง ก็ต้อง “โดยเสด็จตามพระราชประสงค์” ซึ่งพระมหากษัตริย์นั้นเองที่ทำให้ข้าราชการกับประชาชนใกล้ชิดกันและรักกันในที่สุด กระทั่งคอมมิวนิสต์ก็ไม่สามารถชวนเชื่อให้ประชาชนนั้นเกลียดชังข้าราชการได้ แม้แต่แกนนำคอมวิมนิสต์หลายคนก็ต้องยอมกลับตัวกลับใจเข้ามาเป็น “ผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย” หรือโดยเสด็จตามพระราชประสงค์(ที่ทรงมีพระราชประสงค์ให้คนไทยรักและสามัคคีกันและมาร่วมพัฒนาประเทศด้วยไปกัน)ด้วยในที่สุด
แนวพระราชาโชบายแบบนี้น่าจะเรียกว่าเป็นการ “การประนีประนอมอำนาจ” ได้อย่างชัดเจนที่สุด ซึ่งท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ได้เคยพูดถึงการเมืองในยุคที่มีการประนีประนอมอำนาจกับคอมมิวนิสต์นี้ว่า ตอนนั้นรัฐบาลหลังการรัฐประหาร 6 ตุลาคม 2519 มีนโยบายที่แข็งกร้าวกับคอมมิวนิสต์ ทำให้มีคนหนีเข้าไปอยู่ป่าและร่วมต่อสู่กับรัฐไทยมากขึ้น พอมีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งใน พ.ศ. 2522 ก็มีแนวคิดในฝ่ายทหารที่จะเปลี่ยนแนวทางในการต่อสู้กับคอมมิวนิสต์ โดยได้มีความพยายามผลักดันพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ (สมัยนั้นสื่อมวลชนใช้คำเรียกว่า “ข้อมูลใหม่”) ขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรีแทนพลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันท์ ใน พ.ศ. 2523 และในกลางปีนั้นก็ได้มีคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 66/2523 ที่เป็นแนวปฏิบัติเพื่อการประนีประนอมอำนาจกับคอมมิวนิสต์นั้น จากนั้นพวกคอมมิวนิสต์ก็ทยอยออกมามอบตัว ที่ทางรัฐบาลให้ใช้คำว่า “ผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย” แทนคำว่า “ผู้มอบตัว” แล้วอีก 2 ปีต่อมา (พ.ศ. 2525) คอมมิวนิสต์ก็หมดไปจากป่าเมืองไทย (แต่จะออกมาอยู่ในเมือง ในกลุ่มองค์กร หรือในพรรคการเมืองใด ก็คงต้องติดตามกันต่อไป)
ตอนนั้นผู้เขียนทำงานเป็นเลขานุการของท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ ยังได้เห็นอดีตผู้นำนิสิตนักศึกษาที่หนีเข้าป่าไปหลายคนแวะเวียนมาพูดคุยกับท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ที่บ้านสวนพลู บางคนได้พูดออกมาว่าที่พวกเขา(คอมมิวนิสต์กลับใจ)รอดตายกันในครั้งนี้ก็ด้วยนโยบาย 66/2523 โดยแท้ แต่ถ้าผู้เขียนหูไม่ฝาดก็ได้ยินบางคนพูดว่า “เป็นด้วยพระเมตตาอันสุดประเสริฐ”
ผู้เขียนได้ทิ้งท้ายไว้ในบทความนี้เมื่อสัปดาห์ก่อนว่า การที่ศาลรัฐธรรมนูญได้รับเรื่องที่ ปปช.ฟ้องนักการเมืองของพรรคประชาชน จำนวน 44 คน ไว้เข้าสู่กระบวนการพิจารณาของศาล โดยไม่ได้ให้มีการยุติการปฏิบัติงานของผู้เป็น ส.ส.อยู่นั้น ผู้เขียนมองว่าน่าจะเป็นแนวโน้มที่ดีในระบอบประชาธิปไตยของไทย ที่ได้มีการยึดแนวคิด “การประนีประนอมอำนาจ” ที่เป็นหัวใจของระบอบประชาธิปไตย มาใช้ในการการดำเนินการทางการเมืองในเวลานี้
ตั้งแต่ยุคที่ คสช.โดยพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา “ครองเมือง” หลังรัฐประหาร 2557 หลายคนมองว่าประเทศไทยได้อยู่ในยุค “นิติสงคราม” โดยเฉพาะในความคิดของคนรุ่นใหม่ อย่างเช่นที่คนในพรรคอนาคตใหม่ ที่ต่อมาเป็นพรรคก้าวไกล และพรรคประชาชนในปัจจุบัน ล้วนแต่มีความเชื่ออย่างฝังใจว่า ชนชั้นปกครองของไทยต้องการที่กำจักพรรคการเมืองของพวกเขาให้ “สิ้นซาก” หรือหมดอำนาจไม่จากการเมืองไทย โดยการใช้กฎหมายและกระบวนการยุติธรรมเป็นเครื่องมือ และมีความเชื่อกันถึงขนาดที่ว่า การที่พรรคภูมิใจไทยได้รับการสนับสนุนให้ขึ้นสู่อำนาจนี้ ก็เพราะพรรคภูมิใจไทยได้ “สมรู้ร่วมคิด” กับกลุ่มอำนาจเก่า ในอันที่จะช่วยกำจัดพรรคของพวกเขาให้สูญพันธุ์ไปจากประเทศไทย
ผู้เขียนขอบอกว่าถ้าคนในพรรคประชาชนยังมีแนวคิดแบบนั้น ก็เป็นแนวคิดที่ผิดพลาดเอามาก ๆ สิ่งที่พรรคประชาชนและคนที่นิยมพรรคการเมืองนี้ต้องทำก็คือ ปรับแนวความคิดเสียใหม่ โดยเฉพาะอยากจะให้เชื่อมั่นในระบอบประชาธิปไตย ที่ยึดหลักการประนีประนอมอำนาจดังกล่าว ที่สำคัญการปฏิรูปทางการเมืองก็ไม่ใช่การทำลายสถาบันเก่า ๆ แต่ต้องทำด้วยการ “ร่วมประโยชน์” ระหว่างกัน เพราะพวกเราทั้ง “คนเก่า - คนใหม่” ก็ต้องอยู่ร่วมกันไปอีกนาน
สรรพสิ่งในธรรมชาติยังต้องปรับตัวอยู่เรื่อย ๆ หรือค่อย ๆ เปลี่ยนแปลงไป การเมืองที่เป็นชีวิตส่วนหนึ่งของมนุษย์ก็ต้องปรับตัวให้ดีขึ้นอยู่เสมอ








