โครงการ TH-AI Passport ด้วยมูลค่าสูงถึง 1,620 ล้านบาท ถูกนำเสนอในฐานะเรือธงด้าน AI Transformation ของรัฐบาล เป้าหมายในการแจกสิทธิเข้าถึง Generative AI ระดับพรีเมียมให้คนไทย 5 ล้านคน ฟังดูเป็นวิสัยทัศน์ที่ก้าวหน้า แต่เมื่อเจาะลึกถึงที่มาที่ไปและกระบวนการจัดการ โครงการนี้กลับเต็มไปด้วยเงื่อนงำที่ท้าทายความโปร่งใสของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ภายใต้การนำของ “ไชยชนก ชิดชอบ”
ก่อนที่ระบบจะเปิดให้ประชาชนลงทะเบียนในเดือนมิถุนายน 2569 นี่คือคำถามสำคัญที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลฯ ต้องมีคำตอบที่ชัดเจนต่อสังคม
1. ทางลัดงบประมาณ: ทำไมต้องเลี่ยงการตรวจสอบจาก ครม. และสภาฯ ?
ตามหลักการบริหารราชการแผ่นดิน โครงการที่มีมูลค่าเกิน 1,000 ล้านบาท ควรต้องผ่านการพิจารณาจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อความรอบคอบ แต่โครงการ TH-AI Passport กลับเลือกใช้เม็ดเงินจาก “กองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม” ซึ่งทำให้กระบวนการอนุมัติจบลงที่บอร์ดบริหารกองทุนฯ โดยไม่ต้องผ่านการตรวจสอบจากสภาผู้แทนราษฎร และ ครม.
การเลือกใช้ "ทางลัด" นี้ ทำให้ สส. จากพรรคฝ่ายค้านตั้งข้อสังเกตถึงความพยายามหลีกเลี่ยงกระบวนการตรวจสอบงบประมาณแผ่นดินตามปกติ คำถามคือ หากโครงการนี้มีความคุ้มค่าเฉลี่ยเพียง 27 บาทต่อคนต่อเดือนตามที่รัฐมนตรีกล่าวอ้างจริง เหตุใดจึงไม่กล้านำเข้าสู่กระบวนการพิจารณางบประมาณตามปกติเพื่อความสง่างาม ?
2. ขอบเขตการจัดซื้อจัดจ้าง (TOR): โปร่งใส หรือเป็นเพียงพิธีกรรม ?
ข้อครหาที่หนักหน่วงที่สุดคือกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง สำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.) มีสถานะเป็นทั้ง ผู้ขอรับการจัดสรรงบประมาณ และ เลขานุการคณะกรรมการกองทุนฯ ซึ่งมีอำนาจอนุมัติงบเสียเอง โครงสร้างทับซ้อนนี้นำมาซึ่งความเสี่ยงในการทุจริตเชิงนโยบายหรือไม่ ?
เมื่อกางผลการประมูล พบว่ามีผู้ยื่นเสนอราคาน้อยราย และราคาเกาะกลุ่มใกล้เคียงกับราคากลางอย่างผิดสังเกต ยิ่งไปกว่านั้น ข้อมูลเบื้องต้นยังชี้ว่าหนึ่งในบริษัทที่ชนะการประมูลมีรายได้ย้อนหลังน้อยกว่ามูลค่างานหลายสิบเท่า ประเด็นนี้สอดคล้องกับการตรวจสอบจากแพลตฟอร์ม "ส่องรัฐ" ของพรรคประชาธิปัตย์ ที่ประเมินให้ TOR ของโครงการนี้มีคะแนนความโปร่งใสต่ำและมีเงื่อนไขจำกัดการแข่งขัน
“รัฐมนตรีไชยชนก” จะอธิบายความผิดปกติของโครงสร้างการอนุมัติงบฯ และคุณสมบัติของผู้ชนะการประมูลครั้งนี้อย่างไร ?
3. State Surveillance: เมื่อเทคโนโลยีต้องแลกด้วยสิทธิส่วนบุคคล ?
แม้จะเป็นบริการ "ฟรี" แต่ต้นทุนแฝงที่ประชาชนอาจต้องจ่ายคือ “ข้อมูลส่วนบุคคล” ประเด็นร้อนในโลกออนไลน์คือข้อบังคับที่อาจผูกข้อมูลการใช้งาน (Prompt) เข้ากับเลขประจำตัวประชาชน 13 หลัก หากเป็นเช่นนั้น แพลตฟอร์มกลางของรัฐจะกลายเป็นเครื่องมือสอดส่องความคิดและพฤติกรรมของประชาชน (State Surveillance) ขนานใหญ่
แม้ “รัฐมนตรีไชยชนก” จะออกมายืนยันว่าการนำข้อมูลบางส่วนไปใช้จะเป็นไปเพื่อการพัฒนาระบบนิเวศ AI ของประเทศและไม่ขัดต่อกฎหมาย PDPA แต่เส้นแบ่งระหว่าง "การเก็บข้อมูลเพื่อพัฒนา AI" กับ "การสอดแนมประชาชน" นั้นบางมาก รัฐบาลมีกลไกอะไรที่เป็นรูปธรรมในการรับประกันว่า ข้อมูลคำถามนับร้อยล้านประโยคจากประชาชน 5 ล้านคน จะไม่ถูกนำไปใช้เพื่อประโยชน์ทางการเมืองในทางที่ผิด ?
โครงการ TH-AI Passport อาจเป็นเครื่องมือสำคัญในการยกระดับทักษะดิจิทัลของแรงงานไทย แต่ความตั้งใจดีไม่สามารถใช้เป็นข้ออ้างในการละเว้นความโปร่งใสได้ หาก “ไชยชนก ชิดชอบ” ไม่สามารถคลายปมข้อสงสัยทั้งเรื่องเส้นทางการเงิน การล็อกสเปก และความปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคล โครงการเรือธงนี้อาจกลายเป็นชนวนเหตุสำคัญที่ทำลายความชอบธรรมของกระทรวงดิจิทัลฯ เสียเอง
บทความโดย ศราวุธ เอี่ยมเซี่ยม








