ทวี สุรฤทธิกุล
“เสาหัก” มีความตรงกันข้ามกับ “เสาหลัก” เพราะเสาหักเราพยายามสร้างเท่าไหร่ก็ไม่สามารถเป็นที่พึ่งพาของประชาชนได้ มีแต่จะเป็นความอุจาดที่ประจานเจ้าของบ้านเสมอมา
ตามตำราฮินดูโบราณกล่าวถึงการปกครองโบราณของสังคมอินเดียว่า “เสาหลัก” ของบ้านเมืองประกอบด้วย “เสาสี่” คือ กษัตริย์ ทหาร อำมาตย์ และปุโรหิต
กษัตริย์มีหน้าที่ปกครอง เป็นขัตติยะคือนักรบ ปกป้องดินแดนและอาณาประชาราษฎร์ เป็นผู้นำนายทหารและอำมาตย์ทั้งหลาย โดยทหารทำหน้าที่ออกศึกสงคราม และอำมาตย์ดูแลทุกข์สุขประชาชน ส่วนปุโรหิตคอบให้คำปรึกษาหารือและรักษาขนบธรรมเนียมต่าง ๆ
พระมหากษัตริย์ไทยตั้งแต่สมัยสุโขทัยล้วนต้องศึกษาตำราฮินดูเหล่านี้ อย่างเช่น พ่อขุนรามคำแหงมหาราช ทรงปรับใช้ในลักษณะที่กษัตริย์ต้องใกล้ชิดกับประชาชน ทำให้ประชาชนรักและจงรักภักดี แบบที่เรียกว่า “พ่อปกครองลูก” พอมาถึงสมัยอยุธยา กษัตริย์ต้องอ้างอิงอำนาจพิเศษจากเทวดา เป็นลัทธิเทวสิทธิ์ เพราะต้องปกครองอาณาเขตที่กว้างใหญ่มากขึ้น ระบบราชการก็เริ่มสลับซับซ้อน เพราะต้องมีอำมาตย์มาช่วยกษัตริย์ปกครองราชอาณาจักร พอเริ่มมีศึกสงครามกับเพื่อนบ้าน กษัตริย์ก็ต้องพึ่งทหาร ทหารก็เริ่มขยายบทบาท บางยุคก็ขึ้นมาเป็นกษัตริย์เสียเอง จนถึงสมัยรัตนโกสินทร์ ประเทศตะวันตกเข้ามาล่าเมืองขึ้น กษัตริย์ไทยก็ปรับตัวยอมรับอำนาจที่เหนือกว่า และรับเอาลัทธิอุดมการณ์ของฝรั่งมาปรับใช้ ก็พาชาติบ้านเมืองอยู่รอดและเจริญรุ่งเรืองมาได้ แม้ภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 อำนาจพระมหากษัตริย์ก็ไม่ได้ลดลงไป แต่ยังแฝงอยู่ในกระบวนการทางการเมืองการปกครองของไทยอย่างแนบแน่น ดังที่จะได้อธิบายต่อไป
ตามตำรารัฐศาสตร์ว่าด้วยพัฒนาการเมืองการปกครองของไทย “รัฐไทย” ตั้งแต่สุโขทัยมาจนถึงรัตนโกสินทร์ตอนต้น รัฐไทยยังไม่ได้เป็นปึกแผ่นเข้มแข็งแข็งเท่าใดนัก กล่าวอย่างตรงไปตรงมาก็คือเรายังไม่ได้มีความเป็นประเทศ ที่ในทางวิชาการเรียกว่า “รัฐชาติ” ที่จะต้องประกอบด้วย “ดินแดน” คืออาณาเขตที่มั่นคงชัดเจน “อธิปไตย” คืออำนาจปกครองตนเองได้ตามลำพังในเขตแดนของตนเองนั้น “รัฐบาล” คือผู้ปกครองที่กำกับการบริหารกิจการทั้งปวงของรัฐ และ “ประชากร” คือมีประชาชนอยู่อาศัยอย่างเป็นระเบียบ ซึ่งในเรื่องของดินแดนเราเพิ่งจะมีความมั่นคงชัดเจนก็ภายหลังที่เราต้องสละดินแดนบางส่วนให้กับอังกฤษกับฝรั่งเศส และมีการจัดทำแผนที่ราชอาณาจักรนั้นให้ชัดเจน ทั้งนี้พระมหากษัตริย์ก็ทรงได้เพิ่มพูนพระราชอำนาจขึ้นครอบคลุมไปทั่วราชอาณาจักรนี้ ผ่านระบบราชการที่มีการจัดการแบบสมัยใหม่ออกไปปกครองทั่วราชอาณาจักร เป็นรูปแบบการปกครองที่เรียกว่า “สมบูรณาญาสิทธิราชย์” หรืออำนาจอันสมบูรณ์ทั้งสิ้นทั้งปวงเป็นไปโดยพระราชอำนาจเท่านั้น
การเปลี่ยนแปลงการปกครอง 24 มิถุนายน 2475 แต่แรกคือความพยายามที่จะ “กำจัด” พระมหากษัตริย์ให้ออกไปจากการใช้อำนาจที่เด็ดขาดแบบ “สมบูรณาญาสิทธิราชย์” ที่เป็นมาตั้งแต่ในสมัยรัชกาลที่ 5 นั้น แต่ก็เป็นโชคดีของประเทศไทยที่ทหารและข้าราชการส่วนหนึ่งในคณะผู้ก่อการไม่เห็นด้วยกับแนวคิดของผู้นำบางคนที่มีการรับเอาลัทธิ “ชังกษัตริย์” มาจากฝรั่งเศส จึงเกิดการปรับเปลี่ยนให้มีการผสมผสานอำนาจกับผู้ปกครองในระบอบเก่านั้นด้วย โดยยังคงให้พระมหากษัตริย์มีสถานะเป็นส่วนหนึ่งของการปกครอง เพียงแต่ไม่ได้มีอำนาจมหาศาลเหมือนดังก่อน ๆ แต่พอผู้นำคณะผู้ก่อการคนหนึ่งได้หมดอำนาจหลังการรัฐประหาร 8 พฤศจิกายน 2490 การฟื้นฟูพระราชอำนาจก็ปรากฏขึ้น ดังจะเห็นได้จากตัวบทในรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2492 ที่บัญญัติไว้อย่างชัดเจนว่า “ประเทศไทยมีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” อันเป็นหัวใจสำคัญของการปกครองใน “ระบอบประชาธิปไตยแบบไทย ๆ” มาตั้งแต่บัดนั้นจนถึงปัจจุบันนี้
การฟื้นฟูอำนาจกษัตริย์ในยุคนั้นดำเนินการโดยทหาร นักวิชาการบางกลุ่มมองว่าเป็นการ “ขอพระราชทานอภัยโทษ” ของจอมพล ป. พิบูลสงคราม ที่เคยนำทหารร่วมโค่นล้มกษัตริย์ในวันที่ 24 มิถุนายน 2475 ทั้งนี้ทหารได้เข้าปกป้องกษัตริย์และใกล้ชิดกษัตริย์มากขึ้น มีวิทยานิพนธ์ที่ให้ข้อมูลว่า ในช่วง พ.ศ. 2493 - 2500 มีการจัดตั้งหน่วยทหาร “รักษาพระองค์” ขึ้นจำนวนมากในทุกเหล่าทัพและรวมถึงตำรวจนั้นด้วย ทั้งนี้เมื่อจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ขึ้นมามีอำนาจสืบแทนจอมพล ป. หลังการรัฐประหาร 16 กันยายน 2500 ก็มีการประกาศให้กองทัพใช้คำว่า “เพื่อชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์” เป็นคำขวัญประจำหน่วยทหารทั่ววประเทศ ซึ่งนักรัฐศาสตร์ไทยบางท่านเรียกลัทธินี้ว่า “ไตรราษฎร์” หรือ “3 เสาหลักของการเมืองการปกครองไทย”
ใน พ.ศ. 2534 ผู้เขียนซึ่งขณะนั้นเป็นอาจารย์อยู่ในสาขาวิชารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ได้ทำโครงการประวัติศาสตร์การเมืองไทยจากคำบอกเล่า เพื่อเป็นผลงานทางวิชาการ และได้เริ่มไปสัมภาษณ์ท่านอาจารย์ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช เป็นคนแรก ท่านได้ให้ข้อคิดถึงเรื่องการฟื้นฟูอำนาจพระมหากษัตริย์ในยุคของจอมพล ป. สืบเนื่องต่อมาถึงยุคจอมพลสฤษดิ์ ว่า เป็นแนวคิดที่ทหารต้องการจะสร้างประชาธิปไตยให้เข้มแข็ง โดยที่ทหารต้องให้การปกป้องและมีความใกล้ชิดกับพระมหากษัตริย์ให้มากขึ้น เพราะทหารมีความคิดว่านักการเมืองยังไม่มีความสามารถเพียงพอที่จะสร้างประชาธิปไตยให้เข้มแข็งได้ ต่อมาภายหลังเหตุการณ์วันที่ 14 ตุลาคม 2516 ที่ทหารถูกกีดกันออกไปจากวงการเมือง ท่านก็มีความหวังว่าคนไทยน่าจะสร้างประชาธิปไตยขึ้นได้โดยไม่ต้องพึ่งทหาร แต่ท่านก็ต้องผิดหวัง เพราะทหารได้เข้ามายึดอำนาจอีกครั้งในวันที่ 6 ตุลาคม 2519 ทั้งนี้ก็ด้วยความเละเทะอ่อนแอของนักการเมืองนั่นเอง
ระหว่างการสัมภาษณ์ ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์พูดขึ้นประโยคหนึ่งว่า “ถ้าระบบราชการและระบบการเมืองของเราเข้มแข็ง ก็คงจะไม่ต้องมีเรื่องระคายเคืองเบื้องพระยุคลบาท ให้เป็นพระราชภาระของพระเจ้าอยู่หัว” ซึ่งก็เกี่ยวข้องการที่มีคนบางส่วนกล่าวถึงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชว่า ทรงต้องเข้ามาดูแลทุกข์สุขของราษฎรในโครงการพระราชดำริต่าง ๆ รวมถึงที่ทรงให้ความสำคัญกับทหารเป็นพิเศษ
ถ้าเรามาดูการเมืองไทยในขณะนี้ เราก็ยังต้องเศร้าใจเหมือนกับที่ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ท่านพูดไว้เมื่อ 35 ปีที่ผ่านมานั้น เรายังเห็นนักการเมืองแย่งชิงอำนาจกันวุ่นวายเละเทะ เริ่มจากการเลือกตั้งก็ดูไม่สุจริต เลือกมาแล้วก็มีการแย่งกันเป็นรัฐบาล แค่ตั้งประธานสภาผู้แทนราษฎรก็มีการขายตัวเป็น “งูเห่า” ประชาชนยังมีความกังวลถึงการทุจริตคดโกงของนักการเมือง รวมทั้งความชั่วร้ายต่าง ๆ ที่กระทำต่อกันและกัน และที่ชั่วร้ายมาก ๆ ก็คือทำกับประชาชนและประเทศไทย จนประชาชนหมดความน่าเชื่อถือและสิ้นหวัง
เราหวังที่จะให้นักการเมืองเป็น “เสาหลัก” ของระบอบประชาธิปไตย แต่เห็นและเป็นอยู่นักการเมืองเหล่านี้ยังเป็นได้แค่ “เสาหัก” ที่ดูอัปลักษณ์และเป็นอันตรายต่อระบอบประชาธิปไตย
นึกถึงว่าถ้าเสานี้มีขนาดเล็กลงมาพอกำได้ด้วยฝ่ามือ แล้วเอาใบมีดแหลม ๆ ไปเสียบไว้ที่ปลาย จากเสาหักจะเป็น “อะไร..หัก” ต่อไปนั้นก็น่าคิดนะครับ
#การเมืองไทย #ประชาธิปไตย #เสาหัก #วิกฤตการเมือง #นักการเมือง #วิเคราะห์การเมือง #คอลัมน์การเมือง #siamrathonline








