ทวี สุรฤทธิกุล
“ส้ม” อาจจะผลัดเปลี่ยนต้นพันธุ์มาหลายรุ่น แต่ก็ยังเติบโตไปในทิศทางเดิม คือหวังว่าจะได้ฝังราก “ได้เป็นรัฐบาล” ในสักวันหนึ่ง
วันก่อนไปงานขาวดำของเพื่อนร่วมรุ่นตอนเรียนมหาวิทยาลัย ระหว่างรอเวลาพระมาสวดก็เลยได้นั่งคุยกับเพื่อนคนหนึ่ง เธอเป็นนักธุรกิจจากจังหวัดใหญ่ทางชายแดนภาคอีสาน สมัยหนึ่งมีข่าวร่ำลือว่าเธอเป็น “แม่ยก” ของพวกเสื้อแดง มาสมัยนี้ก็ร่ำลือว่าเธอเป็น “ด้อมส้ม” แต่ที่แน่ ๆ เธอเป็นพวกที่ไม่ชอบทหาร แต่กระนั้นก็ยังแบ่งใจให้พวกอนุรักษ์นิยมบางพรรค
ผู้เขียนเปิดประเด็นถามว่า ทำไมพรรคภูมิใจไทยจึงได้ ส.ส.ที่จังหวัดของเธอเป็นจำนวนน้อย ทั้งที่จังหวัดรอบด้านนั้นพรรคสีน้ำเงินกวาด ส.ส.ไปทั้งจังหวัดได้ทั้งหมด เธอก็ตอบว่าพรรคภูมิใจไทยไม่สามารถเจาะฐานบ้านใหญ่ในจังหวัดของเธอได้ ในขณะที่คนรุ่นใหม่ในจังหวัดของเธอก็ขยายตัวมากขึ้น กระนั้นส่วนใหญ่ก็ยังไม่ไปเลือกพรรคส้ม แต่ไปเลือกพรรคที่ “ทำงาน” คือคนรุ่นใหม่ที่ทำงานช่วยเหลือชาวบ้านตามชายแดน อย่างไรก็มีแนวโน้มว่าในเวลาต่อไปพรรคส้มจะต้องเติบโตขึ้นในจังหวัดของเธออย่างแน่นอน เหตุผลสำคัญก็คือคนในจังหวัดของเธอฉลาดขึ้นเยอะ และมองไปที่ผลงานมากกว่าจะไปเกรงกลัวอิทธิพลของใคร ๆ
ผู้เขียนถามต่อไปว่า คนที่ไปลงคะแนนให้พรรคส้มเสียใจหรือไม่ที่ไม่ได้ ส.ส.ในจังหวัดของเธอเลย เธอตอบว่าลูกหลานของเธอหลายคนเลือกพรรคส้ม ก็บอกว่าเสียใจ แต่ก็ยังมีความหวังอยู่ว่าจะต้องได้ ส.ส.มากขึ้น ไม่เฉพาะแต่ในจังหวัดของเธอ แต่น่าจะที่จังหวัดอื่น ๆ ด้วย โดยคนเหล่านี้เชื่อว่า นักการเมืองแบบเก่าพวกที่กำลังจะเป็นรัฐบาลอยู่นี้จะต้องสูญพันธุ์ และประชาชนต้องการคนรุ่นใหม่ที่ “ทำงานจริงจัง” มาทำหน้าที่นี้ต่อไป ผู้เขียนกระเซ้าว่าอาจจะต้องรอนานหน่อยนะ เธอก็ตอบว่า “นานแค่ไหนก็จะรอ” ลูกของเธอบอกกับเธอเองว่า จะขอเลือกคนรุ่นใหม่ที่งานเพื่อประชาชนนี้ไปเรื่อย ๆ และหวังว่าสักวันพรรคอย่างพรรคส้มนี้ต้องได้เป็นรัฐบาล
ผู้เขียนอยากคุยกับเธออีกหลายประเด็น แต่พอดีเริ่มพิธีสวด ประเด็นที่อยากค้านกับเธอก็คือ ขณะนี้ก็มีเสียงร่ำลืออีกว่า นายอนุทิน ชาญวีระกูล อาจจะได้เป็นนายกรัฐมนตรีไปอีกนาน รวมถึงที่ขณะนี้พรรคส้มเองก็มีคดีความที่จะต้อง “รับกรรม”อยู่อีก ซึ่งอาจจะเป็นการ “ฆ่าตัดตอนพรรคส้ม” และทำให้พรรคส้มสูญพันธุ์ได้ รวมถึงยังค้างคาใจอยู่ว่าพวกด้อมส้มจะมีความสามารถอดทนรอคอยให้พรรคส้มมาเป็นรัฐบาลได้จริงหรือ?
เพื่อหาคำตอบด้วยตนเองในเรื่องนี้ ผู้เขียนย้อนไปดูประวัติศาสตร์ความเป็นมาของพรรคส้มอย่างคร่าว ๆ (เพราะความรู้ในเรื่องนี้โดยละเอียดน่าจะมีคนที่รู้ไม่มาก แม้แต่คนที่มาอยู่ร่วมในพรรคส้มนั้นเอง)
เริ่มต้นในปี 2561 ก่อตั้งขึ้นในชื่อ “พรรคอนาคตใหม่” มีแนวคิดที่ต่อต้านระบอบทหารอย่างชัดเจน โดยได้มีกิจกรรมในการต่อต้านนี้มาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่หลังรัฐประหาร 2557 กิจกรรมแบบนี้ได้ทำให้เกิดการรวมตัวของคนรุ่นใหม่ ที่เรียกตัวเองว่า “ฝ่ายประชาธิปไตย” ที่หลาย ๆ คนคิดว่าคงจะไปไม่รอด เพราะไปทะเลาะกับทหาร ที่มีทั้งอำนาจทางกฎหมาย(คือกฎหมายพิเศษต่าง ๆ ของ คสช.)และอำนาจทางสังคม เพราะกำลังเป็นที่นิยมชมชื่นของฝ่ายอนุรักษ์เป็นอย่างมาก แต่พอเลือกตั้งในปี 2562 พรรคอนาคตใหม่ก็ชนะเลือกตั้งได้ ส.ส.มาจำนวนมากถึง 81 คน กระนั้นก็ถูกฟ้องเอาผิดจนต้องถูกยุบพรรคในปีต่อมา จึงต้องเปลี่ยนชื่อพรรคเป็น “พรรคก้าวหน้า” และย้าย ส.ส.มาอยู่พรรคนี้ โดยยังทำงานอย่างมุ่งมั่นในเป้าหมายเดิม คือเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางการเมืองเก่านั้นต่อไป ทำให้ได้รับความนิยมในหมู่คนรุ่นใหม่ที่เบื่อทหารและการเมืองแบบเก่า ๆ นั้นมากขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อมีการเลือกตั้งอีกครั้งในปี 2566 จึงชนะเลือกตั้งได้ ส.ส.มาเป็นอันดับ 1 ถึง 151 คน แต่จัดตั้งรัฐบาลไม่ได้ เพราะกลไกตามรัฐธรรมนูญขวางกั้น จึงต้องทำหน้าที่เป็นฝ่ายค้าน แต่ก็ยังถูกรังความจากฝ่ายอนุรักษ์ที่ใช้เล่ห์ทางกฎหมายยุบพรรคก้าวไกล จึงต้องเปลี่ยนชื่อพรรคมาเป็น “พรรคประชาชน” ในเวลาต่อมา และก็ยังได้รับความนิยมในหมู่คนรุ่นใหม่ด้วยดี อย่างที่ได้เห็นว่าในการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ที่เพิ่งผ่านมา พรรคประชาชนได้ ส.ส.มากถึง 118 คน เป็นอันดับ 2 รองจากพรรคภูมิใจที่ได้มา 193 คน ล่าสุดที่กำลังมีการจัดตั้งรัฐบาลอยู่นี้ พรรคภูมิใจไทยที่เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล ได้ออกข่าวมาว่าจะไม่มีพรรคประชาชนมาร่วมเป็นรัฐบาล
เวลานี้สถานะของพรรคประชาชนก็ยังดู “ไม่แน่นอน” เพราะยังมีคดีความที่ผู้บริหารของพรรค 44 คน ถูกร้องเรียนไว้ในเรื่องที่พรรคนี้ได้ไปยื่นแก้ไขกฎหมายอาญา มาตรา 112 ซึ่งถ้ามีความผิด ผู้บริหารทั้งหมดนี้ก็จะต้องโดนลงโทษ ใครที่ได้เป็น ส.ส.ครั้งนี้ก็ต้องพ้นตำแหน่ง และทั้งหมดนี้จะต้องถูกตัดสิทธิทางการเมืองไป 10 ปี ซึ่งก็คือ “วิบากกรรม” ของพรรคการเมืองนี้ที่ต้องเจอมาโดยตลอด ซึ่งก็ดูเหมือนว่าพรรคประชาชนยังคงประกาศจะต่อสู้อย่างมุ่งมั่นต่อไป จึงต้องคอยดูว่าประชาชนจะยังต่อสู้ร่วมกับพรรคนี้ต่อไปอย่างไร จะ “ก้าวไกล” ไปสู่ “อนาคตใหม่” อย่างที่ต้องการนั้นหรือไม่
เมื่อหลังเลือกตั้ง 14 พฤษภาคม 2566 ที่พรรคก้าวไกลได้ ส.ส.มาถึง 151 เป็นอันดับ 1 นั้น ผู้เขียนเคยเขียนบอกไว้ในคอลัมน์นี้มาก่อนแล้วว่า “พรรคก้าวไกลจะเป็นพรรคที่น่ากลัว ด้วยพลังของคนรุ่นใหม่” เพราะคนเหล่านี้ยังมีความมุ่งมั่นที่จะต่อสู้ทางการเมืองอย่างเปิดเผยต่อไป แต่ก็อาจจะปรับท่าที “ประนีประนอม” กับฝ่ายอนุรักษ์นิยมมากขึ้น แต่ผลการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์กับกระบวนการจัดตั้งรัฐบาลที่เป็นอยู่ในเวลานี้ ไม่ได้มีบรรยากาศของการประนีประนอมดังกล่าวเลย จึงมีความกังวลว่าการต่อสู้ทางการเมืองในเวลาต่อไปหลังการจัดตั้งรัฐบาลอาจจะมีความรุนแรงมากขึ้น โดยเฉพาะในกิจกรรมของรัฐสภา คืออาจจะมีการตรวจสอบรัฐบาลอย่างเข้มข้น รวมถึงการวิพากษ์วิจารณ์นโยบายของรัฐบาลอย่างเอาเป็นเอาตาย อย่างที่พรรคประชาชนได้ทำมาแล้วก่อนหน้านี้ ซึ่งจะทำให้ “รัฐบาลวัวสันหลังหวะ” อาจจะลากถูไปได้ไม่นาน
เมื่อวันที่ปฐมนิเทศ ส.ส.และผู้บริหารของพรรคภูมิใจไทย(ในจังหวัดบุรีรัมย์!) นายอนุทิน ชาญวีระกูล จึงประกาศ “วาระแห่งรัฐบาล” ว่าจะต้องใช้ “หลักจริยธรรม” ในการบริหารประเทศ แปลเป็นภาษาชาวบ้านว่า “เราจะต้องเป็นคนดี” นี่ก็คงจะรู้ตัวแล้วว่ารัฐบาลนี้จะต้องผจญกับกรรมเวรอะไรบ้าง
พรรคประชาชนยังคงเป็นพรรคการเมืองที่น่ากลัว แบบที่กองเชียร์เรียกว่า “กัดไม่ปล่อย” รวมถึงที่ยังคงน่ากลัวมาก ๆ ต่อไปว่า ถ้าเกิดได้เป็นรัฐบาลขึ้นมาวันใดจะใช้วิธีการที่รุนแรงแบบนี้ในการจัดการกับปัญหาต่าง ๆ ของประเทศได้หรือไม่ กลังแต่ว่าจะยิ่งทำรุนแรงมากขึ้น และปัญหาความแตกแยกร้าวฉานในสังคมไทยก็จะยังคงมีอยู่ตลอดไป
ตอนนี้ด้อมส้มก็คงจะแช่งให้รัฐบาลนี้พังลงเร็ว ๆ แต่การเป็นรัฐบาลของพรรคประชาชนหลังจากนั้นคงไม่เป็นไปได้ง่าย ๆ ดังฝัน
#ด้อมส้ม #พรรคประชาชน #การเมืองไทย #คนรุ่นใหม่ #เลือกตั้ง2569 #วิเคราะห์การเมือง








