วันที่ 1 พฤษภาคม 2569 ที่โรงแรมแคนทารี อ.เมือง จ.นครราชสีมา นางพัชรวีร์ สุวรรณิก รองเลขาธิการด้านนโยบายและยุทธศาสตร์สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สนทช.) พร้อมคณะทำงานได้ลงพื้นที่ติดตามประเมินผลโครงการตามแผนปฏิบัติการด้านทรัพยากรน้ำ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 โดยมีนายแพทย์วรรณรัตน์ ชาญนุกูล นายกเทศมนตรีนคร (ทน.) นครราชสีมา พร้อมนายอนันต์ ถ้ำทอง ท้องถิ่นจังหวัดนครราชสีมา และผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ชี้แจงความเป็นมาและความก้าวหน้าของโครงการจัดหาน้ำดิบเพื่อผลิตน้ำประปา ซึ่งเป็นแผนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านระบบประปาของเมืองโคราช โดยคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติงบ 1,995 ล้านบาท กรอบเวลาดำเนินการ 5 ปี (2568–2572) รูปแบบงานก่อสร้างสถานีสูบน้ำดิบจากประตูระบายน้ำ (ปตร.) มะเกลือใหม่ อ.สูงเนิน ส่งตามท่อส่งน้ำขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 1,200 มิลลิเมตร (มม.) ไปโรงกรองน้ำบ้านมะขามเฒ่า ต.บ้านใหม่ อ.เมือง ระยะทางประมาณ 35 กิโลเมตร จากนั้นได้เดินทางไป ปตร.มะเกลือใหม่และโรงกรองน้ำบ้านมะขามเฒ่า ต.บ้านใหม่ อ.เมือง เพื่อดูความก้าวหน้างานก่อสร้างสถานีสูบน้ำดิบและงานวางท่อส่งน้ำดิบ
นพ.วรรณรัตน์ นายก ทน.นครราชสีมา เปิดเผยว่า บริษัทผู้รับจ้างเริ่มดำเนินการ เมื่อช่วงปลายปี 68 ความก้าวหน้าเร็วกว่าแผนงาน 8.4 % หากเสร็จเร็วจะเป็นประโยชน์ต่อพี่น้องชาวโคราชที่กำลังประสบภาวะขาดแคลนน้ำประปา ซึ่งปัญหาจะหมดสิ้นไปในอนาคต แผนงานจัดหาน้ำดิบมาโรงกรองน้ำบ้านมะขามเฒ่าเพิ่มเติมและจำเป็นต้องเพิ่มกำลังผลิตน้ำประปาให้เพียงพอกับความต้องการ แต่สิ่งสำคัญปัญหาท่อประปาแตกรั่วเป็นประจำ เนื่องจากท่อส่งน้ำดิบมีอายุการใช้งานกว่า 38 ปี จึงเสื่อมสภาพตามอายุการใช้งานประกอบกับการขยายช่องทางจราจรบนเส้นทางหลัก ซึ่งมีบางส่วนก่อสร้างทับแนวเส้นท่อน้ำดิบส่งผลให้ท่อแตกรั่ว ส่งผลต่อการผลิตน้ำประปา ภาพรวมสูญเสียน้ำประปาจากท่อแตกรั่วซึมประมาณ 55 % เสียรายได้จากการจำหน่ายน้ำประปาต่อปีร่วม 143.85 ล้านบาท ซึ่งยังไม่นับรวมความเสียหายภาคเศรษฐกิจ
ล่าสุดได้ร่วมลงนามบันทึกผลการหารือว่าด้วยการพัฒนาระบบประปาสมัยใหม่กับ k-water องค์การทรัพยากรน้ำแห่งสาธารณรัฐเกาหลี เพื่อวางแผนแก้ปัญหาการสูญเสียน้ำประปาในเขต ทน.นครราชสีมา เป้าหมายสูญเสียเหลือ 20 % รวมทั้งดำเนินการคู่ขนานเพิ่มกำลังผลิตน้ำประปา ซึ่งเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพจ่ายน้ำประปาและรองรับการขยายตัวของเมืองในอนาคตรวมทั้งสร้างความมั่นคงด้านน้ำอุปโภค บริโภคอย่างยั่งยืน นายกเล็กกล่าว








