ตะเกียงเจ้าพายุ

ตราบาปแห่งชาติ ความอนาถแห่งสังคม

แชร์ข่าว

ทวี สุรฤทธิกุล

สังคมที่หน้าด้านหน้าทน ทนเห็นคนทำชั่วอยู่เรื่อย ๆ ที่สุดจากชั่วเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็จะเป็นชั่วมหึมา ที่จะทำให้สังคมนั้นพังครืนเข้าสักวัน!

พระพินิจชนคดี(พินิจ อินทรทูต) ครั้งที่ยังเป็นผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ใน พ.ศ. 2494 บ้านของท่านอยู่ที่ถนนสวนพลู แถวสาทร ต้องนั่งรถไปทำงานที่กรมตำรวจ ที่แยกปทุมวันทุกวัน วันหนึ่งเมื่อมาถึงสี่แยกศาลาแดง สมัยนั้นยังใช้ตำรวจจราจรคอยให้สัญญาณ ได้โบกให้รถด้านที่ท่านนั่งมาจอด คนขับรถของท่านก็จอด แต่รถคันข้าง ๆ คันหนึ่งไม่จอด พระพินิจชนคดีท่านเลยเปิดประตูรถ แล้วเดินลงไปหาหัวหมู่จราจรที่กำลังให้สัญญาณมืออยู่กลางสี่แยกนั้น สั่งให้ตามจับรถคันที่ฝ่าฝืน แต่หัวหมู่กลับตอบว่า จักรยานของกระผมคงไล่ไม่ทัน แต่ถ้าจะไล่ป้ายทะเบียนไปตามจับคนขับรถนั้นก็คงได้ แต่ก็ยุ่งยาก และคนที่มีรถเก๋งนั้นก็ “ไม่ใช่ขี้ไก่” จับไปเจ้านายก็สั่งปล่อย ช้ำใจเสียเปล่า ๆ ซึ่งหัวหมู่คนนั้นก็คงไม่รู้ว่าคนที่กำลังพูดด้วยนั้นเป็นนายตำรวจใหญ่ เพราะไม่ได้แต่งเครื่องแบบในวันดังกล่าว จึงกล้าพูดออกไปตรง ๆ และทำให้พระพินิจชนคดีเอาเรื่องนี้มาเล่าให้ญาติ ๆ ฟัง

พระพินิจชนคดีเป็นพี่เขยของท่านอาจารย์ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช และเป็นเจ้าของที่ดินในซอยสวนพลู(ต่อมาทางราชการตั้งชื่อว่า “ซอยพระนิจ”) ที่แบ่งขายให้ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ด้วยแปลงหนึ่ง ซึ่งเป็นที่ตั้งของบ้านเรือนไทยอันมีชื่อเสียงโด่งดัง เล่าเรื่องข้างต้นนี้ให้ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ฟัง เพื่อต้องการจะบอกว่า การรักษากฎหมายหากปล่อยปละละเลยแม้จากเรื่องเล็ก ๆ น้อย แต่ต่อไปก็จะลุกลามเป็นความเสียหายใหญ่โต และสร้างปัญหาให้กับบ้านเมืองมากขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ก็จะอธิบายให้คนใกล้ชิดฟังว่า ท่านเองก็ทนไม่ได้เห็นคนทำอะไรผิดกฎหมาย บางทีท่านก็แสดงออกมาด้วยอารมณ์โกรธ พอมีสื่อมาสัมภาษณ์ในเรื่องเหล่านั้น ก็เผลอ “น็อตหลุด” ออกไปอยู่บ่อย ๆ เพื่อเป็นการแสดงออกอย่างตรงไปตรงมา

ผู้เขียนอาศัยอยู่ในซอยที่ถนนวิภาวดี เวลาจะเดินทางเข้าเมืองจะมีสิ่งหนึ่งที่น่ากลัวเป็นประจำ คือมีมอเตอร์ไซค์มาวิ่งอยู่ช่องทางด่วนอย่างคับคั่ง โดยเฉพาะในช่วงเวลาเร่งด่วนเช้าเย็น โดยในช่องทางด่วนก็จะมีทั้งป้ายและภาพที่ห้ามมอเตอร์ไซค์มาใช้เลนในทางด่วนนี้อยู่เป็นระยะ นาน ๆ สักเดือนสองเดือนจึงจะเห็น “กองทัพตำรวจ” มาตั้งด่านสกัดจับ ได้บ้างไม่ได้บ้าง พอถามไปว่าทำไมไม่ทำให้เป็นประจำ ก็มีคนบอกว่ามีคนด่าว่าทำให้รถติด และที่ทำก็ทำเพียง “เป็นพิธี” ตำรวจเองก็แถลงว่าเพียงแค่ตักเตือนให้เข็ดหลาบ และบางช่วงก็มีกำลังตำรวจไม่เพียงพอ เนื่องจากมีภารกิจอื่นที่ต้องทำ อย่างเมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมาก็ต้องไปรักษาความสงบเรียบร้อยในการเลือกตั้ง เป็นต้น

มีคนบอกว่าตำรวจไทยเป็นตำรวจที่ “โลวเทค” ที่สุด คือไม่ค่อยนำเทคโนโลยีดี ๆ มาใช้ อย่างกรณีรถมอเตอร์ไซค์ฝ่าฝืนกฎหมายจราจรนี้ ก็แค่ตั้งกล้องดักถ่ายเหมือนกับที่ทำกับรถยนต์ ออกใบสั่งถี่ ๆ เพิ่มโทษและค่าปรับไปตามจำนวนครั้งที่ทำความผิด ก็จะทำให้ลดปริมาณการทำผิดได้ (แล้วก็อย่าไปยอมให้มีการยกเลิกหรือลบใบสั่งออกจากคอมพิวเตอร์แบบที่ทำกันอยู่) ข้อเสนอนี้มีคนเสนอเมื่อประมาณยี่สิบปีก่อน ตอนที่ตำรวจ “จัดอีเวนต์” ฉากจับรถทำผิดตามสี่แยกและคอสะพาน โดยเอาตำรวจไปยืนโบกและเอามอเตอร์ไซค์ไล่จับ เป็นภาพที่หวาดเสียวเป็นอย่างยิ่ง ทำอยู่ไม่กี่สัปดาห์ก็เงียบไป

ท่าน ๆ สงสัยกันไหมว่า ทำไมปัญหาอาชญากรรมในประเทศไทยจึงยังมีมาก คนที่อยู่ในวงวิชาการด้านอาชญวิทยาและสังคมวิทยา น่าจะเคยเรียนรู้และทราบมาว่า ส่วนหนึ่งก็เริ่มจาก “ความผิดเล็ก ๆ น้อย ๆ” ยิ่งในสังคมไทยจะมีคำติดปากคำหนึ่งว่า “ไม่เป็นไร” ที่อาจจะเป็นเพราะขี้เกียจต่อความยาวสาวความยืด หรือเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบก็ไม่อยากเหนื่อย ที่ร้ายกว่านั้นก็คือกลัวจะไป “เหยียบตาปลา” หรือเจอเส้นสายอิทธิพล ก็เลยทำเอาหูไปนาเอาตาไปไร่เสีย (สมกับที่ประเทศไทยได้ชื่อว่า “สังคมเกษตรกรรม” - ฮา) นี่คือพฤติกรรมที่บ่มเพาะอาชญากรรม ที่แพร่กระจายไปถึงเรื่องใหญ่ ๆ อย่าง “อาชญากรรมทางการเมือง” นั้นด้วย

ในช่วงนี้มีข่าวเกี่ยวกับการทุจริตในการเลือกตั้งมากมาย การทุจริตในการเลือกตั้งนี้ถือว่าเป็น “อาชญากรรมทางการเมืองที่ทุเรศที่สุด” เพราะเกิดมานานแล้ว และหลาย ๆ เรื่องก็เป็นที่รู้ ๆ กันว่าทำอย่างไร แต่ก็ยังทำกันอยู่ อย่างเช่นเมื่อวันก่อนที่มีคนนำคลิปชาวบ้านกำลังต่อแถวกันรับเงินจากหัวคะแนนคนละ 500 บาท ที่จังหวัดอุดรธานี ออกข่าวในโทรทัศน์หลายช่อง ผู้อ่านข่าวรายงานว่ามีคนไปบอกชาวบ้านว่าถ้าใครเอาเงินไปคืนที่ กตต.แล้วแจ้งความ จะถูกกันไว้เป็นพยาน กกต.จะไม่เอาผิด ข่าวนี้ไม่รู้ว่าจริงหรือไม่ ที่ว่า กกต.ไม่เอาผิด ซึ่งผู้รู้กฎหมายบอกว่าน่าจะต้องมีความผิด ที่กฎหมายเลือกตั้งก็บอกไว้ว่า ผิดทั้งผู้ให้และผู้รับ แต่ถ้าผู้รับเงินไม่มีความผิดตามที่ปรากฏในข่าว ก็เป็นเรื่องที่น่าเศร้าใจ และคงจะทำให้อาชกรรมทางการเมืองแบบนี้ยังคงเฟื่องฟูอยู่ต่อไป ซึ่งไม่ต้องพูดถึงพวก “ตนใหญ่ ๆ โต ๆ” ที่ยังเชิดหน้าชูตาอยู่ได้ แม้จะทำอาชญากรรมในทางการเมืองกับประเทศชาติมาอย่างยาวนานนั้น

ผู้เขียนรู้สึกอับอายขายหน้ามากเวลาที่ไปประชุมสัมมนาทางวิชารัฐศาสตร์ในต่างประเทศ แล้วก็มีนักวิชาการชาติอื่น ๆ มาถามถึงปัญหาการเมืองในประเทศไทย อย่างเช่นครั้งหนึ่งที่เกาหลีใต้ ใน พ.ศ. 2552 หลังการเลือกตั้งของไทยใน พ.ศ. 2550 อาจารย์ในมหาวิทยาลัยของเกาหลีใต้มาถามผู้เขียนว่า“ทำไมประเทศไทยจึงมีการซื้อสิทธิ์ขายเสียง เพราะไม่ค่อยเห็นปัญหานี้ในประเทศอื่น?”

ผู้เขียนไม่ได้ตอบปัญหานั้น ไม่ใช่เพราะว่าไม่รู้ แต่เป็นเพราะว่า “อาย” ที่จะตอบออกไปตรง ๆ ว่า มันทำกันมานาน และไม่มีใครจัดการอย่างเด็ดขาด แม้แต่คณะกรรมการเลือกตั้งขึ้นมายังไปช่วยและเข้าข้างผู้มีอำนาจทางการเมือง ถ้าจะเรียกตามภาษาวิชาการก็คือ อาชญากรรมทางการเมืองแบบนี้ได้กลายเป็น “วัฒนธรรมทางการเมืองไทย” ไปเสียแล้ว คือทำชั่วกันจนเคยชิน และไม่อายฟ้าดินใด ๆ เพราะไม่มีใครจัดการคนชั่วเหล่านั้นได้ โดยได้ตอบไปอ้อม ๆ ให้เขาไปคิดเอาเองต่อไปว่า “สังคมไทยอยู่ในระบบนี้มานาน เราพยายามแก้อยู่แต่ยังแก้ไม่ได้” (ฮา อีกที)

อายนานาชาติเขาไหมละ แล้วจะไม่ให้เรียกว่า “ตราบาปแห่งชาติ ความอนาถแห่งสังคม” ได้อย่างไร !