ตะเกียงเจ้าพายุ

เกมส์ตั้งรัฐบาล : มารผสมเทพ ?

แชร์ข่าว

ทวี สุรฤทธิกุล

ส.ส.ชุดนี้ของรัฐสภาไทยยังเป็นพวก “เลือดผสม” ระหว่าง “เทพกับมาร” ซึ่งน่าจะมี “เลือดมาร” ที่เข้มข้นกว่า เมื่อมาผสมกันเป็นรัฐบาลก็น่าจะเพิ่มความเป็นมารนั้นให้เข้มข้นยิ่งขึ้นอย่างน่ากลัว!

สำหรับคนที่เกิดมาในยุคแฮรี่ พอตเตอร์ คงจะเข้าใจคำว่า “เลือดผสม” หรือที่ภาษาอังกฤษใช้คำว่า “Half Blood” ได้เป็นอย่างดี ซึ่งหมายถึงคนที่มีพ่อแม่มีสายเลือดหรือบรรพบุรุษที่แตกต่างกัน อย่างตัวแฮรี่ พอตเตอร์ ก็คือเลือดผสมของคนที่มีเวทย์มนตร์กับคนที่ไม่มีเวทย์มนตร์ หรือในตำนานเทวดาฝรั่งก็จะมีพวก “กึ่งเทพ – กึ่งมนุษย์” หรือ “กึ่งเทพ - กึ่งอมนุษย์” ก็ได้แก่ มาร และสัตว์เดรัจฉานต่าง ๆ

การเมืองไทยสมัยหนึ่งเคยแยก ส.ส.ในสภาออกเป็น “เทพ -มาร” แรก ๆ ก็แยกกันอยู่คนละขั้ว แต่พอเปลี่ยนรัฐบาลจากพวกมารมาเป็นพวกเทพบ้าง เทพที่เคยวางท่าทีอย่างสูงส่งก็กลายเป็นมารมากขึ้น ๆ คือพอเสพอำนาจแล้วก็กลายเป็นมาร “บ้าอำนาจ” และทุจริตคอร์รัปชั่นไปด้วย พอถึงการเลือกตั้งครั้งใหม่ มารและเทพก็มา “ผสมพันธุ์กัน” จนทำให้คนที่ติดตามการเมืองไทยพากัน “มึนงง” ไปตาม ๆ กัน ว่าจริง ๆ แล้ว คำว่า “เทพ” กับ “มาร” ยังใช้กับการเมืองไทยได้หรือ โดยกูรูบางคนก็บอกว่า การเมืองไทยทุกวันนี้คงจะมีแต่ “มารเล็ก – มารใหญ่” เท่านั้น เพราะระบบการเมืองไทยแบบที่เป็นอยู่นี้ คือระบบที่ “บ่มเพาะ” นักการเมืองให้เป็นมารได้เป็นอย่างดี

ในภาพที่เราเห็นอยู่ในวันนี้(วันที่ยังไม่มีการรับรองผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการและยังมีความวุ่นวายที่น่าเป็นห่วง) เราได้เห็นว่ามีพรรคเล็กจำนวนหลายพรรควิ่งไปหาพรรคภูมิใจไทย โดยเสนอตัวที่จะสนับสนุนนายอนุทิน ชาญวีระกูล ให้เป็นนายกรัฐมนตรี ทั้งนี้ตัวเลขของฝ่ายที่อาจจะรวมตัวกันเป็นรัฐบาลอาจจะมีเสียงถึง 320 - 330 เสียง นัยว่านายอนุทินชอบสูตรนี้ เพราะพรรคเพื่อไทยกับพรรคกล้าธรรมก็จะไม่กล้าตั้งแง่อะไรมาก ทั้งตำแหน่งรัฐมนตรีและผลต่อเสถียรภาพของรัฐบาล หากพรรคระดับรองสองพรรคนี้อยาก “ลองกำลัง” กับรัฐบาล แต่นั่นแหละก็ขอให้ระวังพรรคเล็ก ๆ เหล่านั้นให้ดี ที่อาจจะกลายเป็นหอกข้างแคร่ คือต่อรองเอาผลประโยชน์ต่าง ๆ อยู่ตลอดเวลาได้เช่นเดียวกัน เพราะนี่คือ “ธรรมชาติ” หรือความเป็นปกติของระบบการเมืองไทย

ในตำรารัฐศาสตร์เกี่ยวกับการเมืองไทย กล่าวว่าพรรคการเมืองไทยไม่ได้เกิดจากการรวมกลุ่มทางอุดมการณ์ แต่รวมกลุ่มกันเพื่อสนับสนุนผู้นำคนใดคนหนึ่งเป็นผู้นำพรรค ตั้งแต่ที่รัฐธรรมนูญ ๒๔๘๙ อันเป็นรัฐธรรมนูญฉบับแรกที่ให้มีการจัดตั้งพรรคการเมืองขึ้นได้ พรรคต่าง ๆ จำนวนนับสิบ ๆ พรรคก็เกิดขึ้น พอเลือกตั้งแล้วก็มาเกาะขั้วกันหนุนหลวงประดิษฐ์มนูธรรม ฝ่ายหนึ่ง กับหนุนนายควง อภัยวงศ์ อีกฝ่ายหนึ่ง โดยฝ่ายที่สนับสนุนหลวงประดิษฐ์ฯมีจำนวนมากกว่า หลวงประดิษฐ์จึงได้เป็นนายกรัฐมนตรี ส่วนฝ่ายที่สนับสนุนนายควงนั้นก็เห็นว่าถ้าจะเป็นฝ่ายค้านที่เข้มแข็งก็ต้องมารวมกันให้มั่นคง จึงได้เกิดพรรคประชาธิปัตย์ขึ้นมาภายหลังการเลือกตั้งนั้นแล้ว และได้กลายเป็น “ฝ่ายค้านอาชีพ” มาตั้งแต่บัดนั้น

รัฐบาลหลวงประดิษฐ์ฯอยู่ได้ไม่ถึงปีก็ถูกรัฐประหาร ในกรณีที่ไม่สามารถสร้างความไว้วางใจในเรื่องการคลี่คลายกรณีสวรรคตของรัฐกาลที่ 8 ใน พ.ศ. 2490 นั้นได้ พรรคการเมืองในฝ่ายของหลวงประดิษฐ์ฯก็แตกสลายไป ทีนี้ทหารก็ปกครองประเทศมาอีกเกือบสิบปี ก็นึกอยากแสดงความเป็นประชาธิปไตย โดยให้มีการเลือกตั้งในต้นปี 2500 แต่ทหารที่ตั้งพรรคการเมืองลงแข่งก็ไม่มั่นใจว่าจะได้ ส.ส.เป็นเสียงข้างมาก จึงใช้กลโกงทุกวิถีทางจนได้ ส.ส.เข้ามาตามที่ต้องการ กระนั้นก็ถูกเดินขบวนต่อต้าน(ซึ่งพลพรรคส้มน่าจะศึกษาประวัติศาสตร์ช่วงนี้ให้ดี) ที่สุดจอมพลผ้าขะม้าแดง “สฤษดิ์ ธนะรัชต์” ก็ลากรถถังออกมายึดอำนาจ แล้วก็ลากยาวให้ทหารสืบทอดกันมาจนถึงยุคจอมพลถนอม กิตติขจร ซึ่งก็พยายามจะแสดงสปิริตประชาธิปไตยขึ้นมาอีก โดยจัดให้มีการเลือกตั้งในปี 2512 และพรรคสหประชาไทยของทหารก็ชนะการเลือกตั้งตามคาด แต่ก็อยู่ได้เพียงครึ่งเทอม เพราะในปี 2514 ก็ทำรัฐประหารล้มสภานั้นไปอีก ด้วยปัญหาที่ทหารไม่สามารถเอาชนะได้ นั่นก็คือ “สันดานนักการเมืองไทย”

พรรคสหประชาไทยเป็นพรรคใหญ่ก็จริง แต่เกิดจากการกวาดต้อนเข้ามาของกลุ่มการเมืองย่อย ๆ ที่เรียกกันในสมัยต่อมาว่า “มุ้ง” หรือก๊กก๊วนต่าง ๆ รวมถึง “บ้านใหญ่” หรือผู้มีอิทธิพลในท้องถิ่นจากภูมิภาคต่าง ๆ และพวกคนเหล่านนี้นี่แหละที่มาเรียกร้องต่อรองเอาผลประโยชน์ต่าง ๆ อยู่ตลอดเวลา ที่สุดทหารที่ว่าเด็ดขาดเข้มแข็งนักหนานั้นก็เอาไม่อยู่ (ความจริงคือทนไม่ไหว) จึงทุบหัวยึดสภาเอาเสียเลย

อีกครั้งหนึ่งที่น่าสนใจเกี่ยวกับอานุภาพของพรรคเล็ก ๆ ก็คือในปี 2518 ที่พรรคกิจสังคมซึ่งได้ ส.ส.มาเพียง 18 คน ต้องอาศัยพรรคเล็กมาหนุนท่านอาจารย์ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ให้เป็นนายกรัฐมนตรี พอจัดตั้งรัฐบาลแล้วสิ่งที่รัฐบาลจะต้องสู้รบอยู่ตลอดกลับใช่ปัญหาของประชาชน แต่คือปัญหาของพรรคเล็กพรรคน้อยเหล่านั้น ที่เรียกร้องและก่อกวนรัฐบาลตลอดเวลา ที่สุดก็ต้องแก้ปัญหาแบบที่ทำได้ง่าย ๆ คือยุบสภาให้มีการเลือกตั้งใหม่ เพื่อว่าอย่างน้อยก็ให้เลือกตั้งใหม่ จะได้เอา ส.ส.ที่น่ารำคาญพวกนี้ออกไปเสีย

ถ้าจะว่าไปในสมัยของนายกรัฐมนตรีที่ชื่อทักษิณ ชินวัตร ก็คงรู้ปัญหาเรื่องการเอาพรรคอื่น ๆ มาผสมเป็นรัฐบาล แกจึงพยายามสร้างพรรคเพื่อไทยให้ใหญ่ด้วยการ “ดูด” เอาพรรคอื่น ๆ เข้ามาจนเกือบหมด กระนั้นก็ยังเจอปัญหาเดียวกัน คือ “เลี้ยงไม่เชื่อง” อันนำมาสู่การทรุดโทรมของพรรคนี้ในปัจจุบันที่กลายมาเป็นพรรคเพื่อไทย นี่ก็เป็นอีกทฤษฎีหนึ่งของการเมืองไทยที่กล่าวว่า “พรรคการเมืองไทยยิ่งมีขนาดใหญ่ ยิ่งมีปัญหามาก และจะเกิดการสูญลายหรือเสียอำนาจไปในที่สุด” ผนวกกับทฤษฎี “ก้อนกรวดในรองเท้าจากเหล่าพรรคเล็ก” ที่ได้ยกตัวอย่างมานี้

ความเป็นพรรคเล็กพรรคใหญ่จะไม่มีปัญหาเลย ถ้าพรรคเหล่านั้นเป็นพรรคที่ยึดอุดมการณ์ คือมุ่งมารวมกันเพื่อผลประโยชน์ของประชาชน ไม่ใช่ยึดตัวบุคคล ที่ยึดแต่อำนาจและผลประโยชน์ของนักการเมืองเอง อย่างที่เป็นมา 80 กว่าปีนี้ ดังนี้แล้วก็ชัดเจนแล้วว่า นักการเมืองไทยยังคงเป็น “มาร” มาโดยตลอด ส่วนที่พยายามทำเป็น “เทพ” นั้นก็แค่ภาพลวง นักการเมืองไทยที่คิดว่าเป็น “เลือดผสม” นั้น ก็น่าจะเป็น “พันธุ์ทาง” เสียมากกว่า

หาแมวพันธุ์ทางถ้าเลี้ยงดี ๆ อาจจะเป็นหมาแมวที่ดีขึ้นได้ แต่นักการเมืองพันธุ์ทางเหล่านี้พยายามเลี้ยงเท่าไหร่ ๆ ก็ไม่ดีขึ้น ที่สุดก็ต้อง “ตัดหางปล่อยวัด” ให้ “เจ้าอาวาสสีเขียว” เอาไปปรับทัศนคติ !

ข่าวแนะนำ