ทวี สุรฤทธิกุล
“ป.แรก เปลี่ยนแปลง ป.2 ไปต่อ และ ป.3 ปฏิวัติ” หลังเลือกตั้งประเทศไทยจะไปทางไหน?
เช้าวันศุกร์ที่ 6 กุมภาพันธ์ ขณะที่กำลังจะเขียนบทความนี้ ผู้เขียนได้ดูรายการวิเคราะห์ข่าวในทีวีช่องหนึ่ง เกี่ยวกับการพยากรณ์การเลือกตั้ง ผู้ดำเนินรายการได้ถามความเห็นของนักวิชาการ 3 คน คนแรกให้พรรคน้ำเงินได้ที่ 1 ตามด้วยพรรคส้มและแดง โดยได้พรรคละร้อยเสียงขึ้นไป โดยมีเสียงแตกต่างกันไม่มาก คนที่สองและสามให้พรรคส้มได้ที่ 1 ตามด้วยพรรคน้ำเงินและพรรคแดง โดยนักวิชาการคนที่สองจะให้จำนวน ส.ส.สูสีกัน แต่คนที่สามให้ห่างกันมาก โดยบอกว่าพรรคส้มจะได้เกือบ 200 และพรรคน้ำเงินจะได้ 150 ส่วนพรรคแดงนั้นราว ๆ 90 !
ใครจะแม่นหรือไม่แม่นอย่างไรก็ยังไม่รู้ แต่ตัวเลขแค่นี้ก็พอจะเห็นอนาคตของการเมืองไทยได้หลายอย่าง
อย่างแรก เราจะยังต้องมีรัฐบาลแบบผสมหลายพรรค อย่างน้อยก็สองพรรค ไม่ว่าจะเป็น ส้ม + แดง ส้ม + น้ำเงิน หรือน้ำเงิน + แดง ซึ่งก็จะมีเสียงรวมกัน 260 จนถึงเกือบ ๆ 300 ซึ่งก็พอจะถูลู่ถูกังไปได้
แต่ปัญหาก็คือ พรรคส้มนั้นเคยประกาศว่าจะไม่ร่วมกับพรรคน้ำเงิน รวมถึงพรรคแดงนั้นด้วย ในอุดมการณ์ของพรรคส้มเองที่ประกาศว่า “มีเราไม่มีเทา” ซึ่งทั้งสองสีนั้นยังมีนักการเมืองเทา ๆ อยู่จำนวนมาก ก็เลยทำให้กูรูหลายคนเชื่อว่า พรรคประชาชนน่าจะได้เป็นแกนนำฝ่ายค้าน ที่มีพรรคประชาธิปัตย์ที่อาจจะได้เสียงมาเป็นที่ 4 ร่วมอยู่ในฝ่ายค้านนี้ด้วย ด้วยอุดมการณ์เดียวกันคือ “ไม่เอาเทา - การเมืองสุจริต” (ฮา)
อย่างต่อมา จากฉากทัศน์ข้างต้นที่พรรคน้ำเงินเป็นแกนนำร่วมกันกับพรรคแดง มองแบบคอการเมืองแนวฮาร์ดคอร์ก็จะเกิดภาพ “ท่อน้ำเสียขนาดยักษ์” ไหลผ่านกลางรัฐสภา ที่อาจจะเกิดอาการดูดเอาพรรคอื่น ๆ ในสภานั้นเข้ามาร่วมให้มากที่สุด (นึกภาพพรรคไทยรักไทยใน พ.ศ. 2544 - 2548 นั่นก็ได้ ที่ดูดเอาพรรคเล็กพรรคน้อยเข้ามาจนเกือบหมด และครองเสียงข้างมาก “แลนด์สไลด์” ในการเลือกตั้งปี 2528 นั้น) เหตุผลก็เพื่อความเสถียรภาพและความมั่นคงของรัฐบาล ติดตามมาด้วยการทำนโยบายแบบ “เย้ยฟ้าท้าดิน – อภิมหาทุจริตโปรเจ็คต์” โดยไม่ต้องห่วงฝ่ายค้านที่จะต้อง “อดอยากปากแห้ง” กันต่อไป และไม่มีพิษสงเพียงพอที่จะโค่นล้มรัฐบาล “ด้านได้ - อายอด” นั้นได้
ทีนี้ก็จะมาสู่ฉากทัศน์ต่อไป นั่นคือความวุ่นวายทั้งในรัฐบาลและรัฐสภา !
เริ่มต้นก่อนที่จะจัดตั้งรัฐบาล เมื่อมีการเปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎร ในสภาจะต้องมีการเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎรเสียก่อน ซึ่งก็ต้องดูว่าคนของพรรคใดจะได้เป็นประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่น่าได้กับ ส.ส.ของพรรคน้ำเงิน โดยมีพรรคแดงเป็นรองประธานคนที่ 1 ส่วนรองประธานคนที่ 2 พรรคน้ำเงินอาจจะเอาไว้เอง หรือแบ่งให้พรรคเล็กบางพรรคที่จะดึงเข้ามาเสริมแรงให้รัฐบาลก็ได้ ถ้าการเลือกประธานรัฐสภาเป็นไปโดยเรียบร้อย จึงจะเข้าสู่โหมดการเสนอชื่อคนเป็นนายกรัฐมนตรีต่อไป ซึ่งผู้เขียนคิดว่าอาจจะมีความวุ่นวายยุ่งยากนิดหน่อย แต่ก็จะเรียบร้อยในเวลาที่ไม่นานนัก
จากการจัดตั้งรัฐบาลนั่นแหละ ที่ผู้เขียนมองว่าในตอนแรกจะไม่ยากลำบากอะไรเท่าไร เพราะเมื่อพรรคส้มและพรรคฟ้ามีอุดมการณ์ยึดมั่นแบบนั้น ก็ปล่อยให้ทั้งคู่เป็นพรรคฝ่ายค้านไป ทีนี้การแบ่งเค้กในรัฐบาลที่มีพรรคน้ำเงินกับพรรคแดงเป็นแกนนำ ก็คงจะมีความยุ่งยากแต่เพียงว่าสองพรรคใหญ่นี้จะคุมกระทรวงใดบ้าง โดยน่าจะยังอยู่ในอีหรอบเดิมก่อนที่จะยุบสภานั้น ซึ่งก็คงจะไกล่เกลี่ยกันได้ด้วยดี ส่วนพรรคเล็กพรรคน้อยที่ดึงเข้ามาก็แจกจ่ายกันไปตามสมควร โดยอาจจะมีปัญหาแค่พรรคขนาด 20 - 30 เสียงอย่างพรรคกล้าธรรม ที่อยากจะได้กระทรวงใหญ่ เช่น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ก็อาจจะต้องต่อรองอย่างหนัก
ทีนี้ก็มามองในรัฐสภา ด้วยสภาพการณ์แบบนี้สถานการณ์ในวุฒิสภาที่ยังคงมีอยู่ก็ไม่น่าจะมีปัญหาน่าเป็นห่วงอะไร รัฐสภาจึงยังคงถูกเกาะกุมด้วย “สีน้ำเงินเด่นฟ้า” ทั้งสองสภา แต่ปัญหาก็คือการออกกฎหมายและนโยบายต่าง ๆ ที่จะถูกฝ่ายค้าน “หมัดหนัก - ปากหนัก” คือพรรคส้ม(ที่มี ส.ส.มาก) กับพรรคฟ้า(ที่มี ส.ส.ฝีปากกล้า) เป็นขวากหนามไปทุกย่างก้าว ร่วมกับกระแสประชาชนที่เป็นผลจากการลงประชามติ ที่คาดว่าเสียงที่เห็นชอบให้แก้ไขรัฐธรรมนูญจะเป็นฝ่ายชนะ ก็จะทำให้รัฐบาลทำงานไปด้วยความยากลำบาก
มีคนมองว่ารัฐบาลก็อาจจะ “ตามน้ำ” ให้มีการดำเนินการแก้ไขรัฐธรรมนูญต่อไป เพราะทั้งพรรคน้ำเงินและพรรคแดงก็ออกมาในแนวอยากให้มีการเห็นชอบในการทำประชามตินั้นอยู่แล้ว ก็ไม่เป็นปัญหา ทั้งยังอาจจะใช้การแก้รัฐธรรมนูญนี้ลดแรงเสียดทานจากพรรคฝ่ายค้านด้วยก็ได้ แต่ก็อาจจะดึงเกมให้ไปช้า ๆ รวมถึงใช้ต่อรองกับการผ่านร่างกฎหมาย หรือขออนุมัติงบประมาณเพื่อใช้จ่ายในโครงการต่าง ๆ ของรัฐบาล ซึ่งถ้าหากเป็นนโยบายที่ประชาชนอยากได้ พรรคฝ่ายค้านก็อาจจะต้องยอมให้ผ่านไป เพื่อไม่ให้ถูกมองว่า “ค้านแหลก” ที่อาจจะทำให้เสียคะแนนนิยม
นั่นก็คือในสภาน่าจะมีปัญหาชิงดีชิงเด่น(สร้างข่าวออกสื่อ)กันบ้าง แต่คงจะไม่แตกหัก จนกว่าที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะได้เปรียบ เช่นในกรณีที่รัฐบาลได้เปรียบก็อาจจะชิงยุบสภาได้อีก (นายกฯอนุทินแกถนัดและทำไว้ให้เห็นมาแล้ว) ในทำนองเดียวกันถ้าฝ่ายค้านเห็นว่ารัฐบาลเพลี่ยงพล้ำ เช่น มี คนในรัฐบาลมีทุจริตมัวหมอง หรือทำผิดจริยธรรมร้ายแรง ก็อาจจะรุมกระหน่ำให้หนัก เพื่อให้รัฐบาลล้มโดยเร็ว หรืออาจจะมีการเปลี่ยนมือ ให้พรรคส้มกับพรรคฟ้าได้จัดตั้งรัฐบาลบ้าง โดยอาจจะมีการ “ถีบ” พรรคบางพรรคในรัฐบาลเดิมออกไป ทั้งนี้ตัวพรรคส้มเองก็ยังมีคดีความในหมู่แกนนำของพรรคอีกหลายคน ก็ต้องระมัดระวัง ซึ่งคงจะยังไม่กล้าทำอะไรบุ่มบ่าม
จึงเป็นไปได้ว่า สภาพการณ์ในรัฐสภาน่าจะชุลมุนวุ่นวายพอสมควร ที่อาจจะนำไปสู่ปัญหา “วงจรอุบาทว์” ของการเมืองไทย ที่กล่าวว่า “มีเลือกตั้ง - มีรัฐบาลและรัฐสภาที่วุ่นวาย – มีรัฐประหาร - มีเลือกตั้ง” เป็นวัฏจักรวนเวียนไปแบบนั้น ซึ่งก็ไปประมาททหารไม่ได้ (มีการล้อเลียนทหารว่า ทหารยุคนี้เป็น “ทหารประชาธิปไตย” ประชาชนต้องการอะไร ทหารก็จัดให้ได้เสมอ อย่างกรณีการรัฐประหารใน พ.ศ. 2549 และ 2557 นั้น)
ประเทศไทยจะอยู่ใน “ป” ไหน เปลี่ยนแปลง ไปต่อ หรือปฏิวัติ ก็ต้องดูจาก “พฤติกรรม” ของรัฐสภาและรัฐบาลที่จะเกิดขึ้นหลังเลือกตั้งนี้แหละครับ
ส่วนตัวของผู้เขียนแล้วอยากให้มีอีก “ป” ครับ คือ “ปลงตก” (ฮาๆๆ สักหน่อย)
#3ปประเทศไทย #หลังเลือกตั้ง #การเมืองไทย #ฉากทัศน์การเมือง #รัฐบาลผสม #ฝ่ายค้าน #รัฐสภา #รัฐธรรมนูญ #ปฏิรูปการเมือง #อนาคตประเทศไทย








