ทวี สุรฤทธิกุล
ระบบการเมืองถูกมนุษย์สร้างขึ้น ไม่ใช่เพื่อแก้ไขปัญหาของมนุษย์ แต่เพื่อใช้ทำงานแทนมนุษย์ เพื่อให้มนุษย์มีความสุขด้วยชีวิตความเป็นอยู่ที่สะดวกสบาย
ในตำรารัฐศาสตร์กล่าวถึง “กำเนิด” ของระบบการเมืองไว้ว่า ในสังคมยุคเริ่มแรกที่เริ่มเป็น “รัฐ” ก็คือสังคมที่มี “ผู้ปกครอง” มาช่วยปกป้องอันตรายต่าง ๆ ให้ผู้ที่อยู่ใต้ปกครองมีความปลอดภัย มีอาณาเขตที่ต้องคอยดูแล มีทรัพยากรต่าง ๆ ที่ต้องรักษาหรือหามาเพิ่มเติม เพื่อให้ “รัฐ” นั้นอยู่ได้อย่างมั่นคง
เมื่อประชากรในรัฐมากขึ้น ก็ต้องมีการหาทรัพยากรต่าง ๆ ให้มากขึ้น ทั้งพื้นที่คืออาณาเขตที่ต้องขยายออกไป เพื่อเพิ่มพื้นที่ในการเพาะปลูกหรือเลี้ยงสัตว์ และสิ่งบำรุงบำเรอความสุขต่าง ๆ รวมถึงอาหารการกิน ตามความต้องการของผู้คนที่มีมากและหลากหลาย จำเป็นต้องมีระบบการจัดสรรปันส่วน รวมถึงการจัดระเบียบต่าง ๆ เกิดมีกฎกติกาขึ้นในสังคม แรก ๆ ก็คงเป็นเพียงกฎที่ผู้ปกครองเป็นผู้กำหนด ต่อมาจึงสร้างเป็นระบบกฎหมาย ทั้งหมดที่มนุษย์สร้างขึ้นนั้นก็เพื่อใช้ดูแลกันและกันเป็นหลัก ระบบในการดูแลกันและกันและการจัดสรรปันส่วนต่าง ๆ นี่เอง ที่เป็น “ระบบการปกครอง” และในความหายปัจจุบันที่ขยายกว้างขึ้น ก็คือ “ระบบการเมือง” ที่ครอบคลุมทั้งการปกครอง เศรษฐกิจ และสังคม ทั้งหมดนั้น
ระบบการเมืองได้มีการพัฒนาเรื่อยมา เป็นระบบนั้นระบบนี้ อย่างที่ในปัจจุบันอาจจะแบ่งได้เป็น 2 ระบบใหญ่ ๆ คือ “เผด็จการ” กับ “ประชาธิปไตย” โดยมองจาก “การใช้อำนาจ” ซึ่งเผด็จการ ผู้ปกครองจะ “ยึด” หรือถือสิทธิ์เข้าไปใช้อำนาจด้วยตัวผู้ปกครองเอง ส่วนประชาธิปไตย ผู้ปกครองจะ “รับมอบ” หรือใช้สิทธิในการปกครองแทนประชาชน (แต่เผด็จการในปัจจุบันในหลาย ๆ ประเทศก็อิงแอบประชาธิปไตย หรือผ่านการเลือกตั้งเข้ามา หรือบางประเทศที่เป็นเผด็จการอยู่แล้ว อย่างประเทศคอมมิวนิสต์ ก็ใช้การเลือกตั้งมา “ฟอกตัว” ให้ดูสวยงามยิ่งขึ้น) อย่างไรก็ตาม ผู้ปกครองในทั้งสองระบบนั้นก็มีหน้าที่สำคัญเพียง 2 ด้าน คือ ดูแลสังคมมีความปลอดภัย และทำให้ทุกคนอยู่ดีกินดี
พอมาดูประเทศไทย เรากำลังจะมีการเลือกตั้งในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ที่จะถึงนี้ โดยโพลหลายสำนักเชื่อว่า พรรคการเมืองของคนรุ่นใหม่จะชนะเลือกตั้ง ได้ ส.ส.มากกว่าพรรคของคนรุ่นเก่า รวมถึงที่จะมีการทำประชามติในเรื่องรัฐธรรมนูญในวันเดียวกันนี้ ซึ่งก็คาดว่าคนจะไปลงมติให้แก้รัฐธรรมนูญนั้นเป็นจำนวนมาก
ทีนี้ความขัดแย้งก็จะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน ซึ่งก็คือความขัดแย้งระหว่างคนรุ่นเก่ากับคนรุ่นใหม่ (ดังที่ผู้เขียนได้เขียนไว้เมื่อสัปดาห์ก่อนว่า คนรุ่นเก่ากับคนรุ่นใหม่นี้ทะเลาะกันมาเป็นเวลานานแล้ว และแก้ไม่ค่อยได้ เพราะคนทั้งสองกลุ่มนี้ไม่ค่อยจะหันหน้าเข้าคุยกัน หรือให้เกียรติกันและกัน ที่สุดก็จะนำมาซึ่งวิกฤติทางการเมือง และความชะงักงันของระบบการเมืองไทย) แต่ครั้งนี้จะเกิดเป็น “วิกฤติ 2 ชั้น” ชั้นแรก คือ การจัดตั้งรัฐบาลหลังการเลือกตั้ง ที่จะมีความยุ่งยากและไม่มั่นคง และชั้นต่อมา คือ การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งพวกคนรุ่นใหม่คงจะพยายามเอาชนะคะคาน จนเกิดการกระทบกระทั่งทางการเมืองอย่างรุนแรง
ผู้เขียนแม้จะเป็นคนในรุ่นเก่า แต่ก็เคยเป็นคนรุ่นใหม่มาก่อน (ขออาศัยคำพูดของท่านอาจารย์ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช เมื่อมีคนถามว่าเป็นคนแก่นั้นดีอย่างไร ซึ่งท่านก็ตอบว่า “คนแก่นั้นเคยเป็นคนหนุ่มคนสาวมาแล้ว แต่คนหนุ่มคนสาวที่เป็นอยู่นี้ยังไม่เคยแก่มาก่อน”) อาจจะพอเข้าใจความรู้สึกของคนรุ่นใหม่นี้ได้ดี รวมถึงที่ผู้เขียนนั้นก็พยายามที่จะเข้าใจและศึกษาคนรุ่นใหม่อยู่ตลอดเวลา
คนรุ่นใหม่ในขณะนี้หมายถึงคนที่เติบโตมาในยุคที่ประเทศไทยกำลังมีการปฏิรูปการเมือง โดยมีประสบการณ์สำคัญคือ การร่างรัฐธรรมนูญใน พ.ศ. 2540 ที่มีการรณรงค์ให้ประชาชนมีส่วนร่วมกันอย่างเข้มข้นไปทั่วประเทศ ซึ่งประชาชนที่มีส่วนร่วมจะเริ่มจากนักเรียนในชั้นมัธยม ที่แนวทางในการเขียนรัฐธรรมนูญใหม่ต้องการจะให้คนไทยที่มีอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไปให้มีสิทธิเลือกตั้ง ดังนั้นประชาชนกลุ่มนี้เมื่อ 29 ปีก่อน ก็จะมีอายุในปัจจุบันนี้ 30 กว่าปีแล้วทั้งสิ้น โดยส่วนใหญ่จะได้ไปใช้สิทธิลงคะแนนเสียงเลือกตั้งครั้งแรก ในปี 2543 ที่มีการเลือกสมาชิกวุฒิสภา และในปี 2544 ที่มีการเลือก ส.ส. ตามรัฐธรรมนูญ 2540 อันได้ชื่อว่าเป็น “รัฐธรรมนูญฉบับประชาชน” นั้น
คนกลุ่มนี้ปัจจุบันหลายคนได้เข้ามาสู่แวดวงการเมืองกันเป็นจำนวนมาก และส่วนมากก็จะไปอยู่ในพรรคการเมืองที่ได้ชื่อว่าเป็นพรรคของคนรุ่นใหม่ ซึ่งจากการเฝ้าสังเกตติดตามของผู้เขียน พบว่าทัศนคติต่อบ้านเมืองของคนกลุ่มนี้ยังคงมุ่งมั่นที่จะ “เปลี่ยนแปลงระบอบเก่า” ค่อนข้างแข็งแรง(ผู้เขียนไม่อยากจะใช้คำว่า “โค่น” แต่ขอใช้คำว่า “เปลี่ยนแปลง” เพราะเนื้อแท้คนกลุ่มนี้ไม่ต้องการที่จะให้เกิดความรุนแรงขึ้น เพียงแต่ต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลง “ให้ได้” เป็นเป้าหมายสำคัญ)
“ระบอบเก่า” ในที่นี้หมายถึงสถาบันที่เป็นหลักของประเทศนี้ 4 กลุ่ม อันดับแรก คือ ทหาร ที่คนกลุ่มนี้เห็นว่าเป็น “ศัตรู” ที่สำคัญที่สุดของระบอบประชาธิปไตย ต่อมาคือข้าราชการ รองลงไปคือกลุ่มคนที่สนับสนุนทหาร (พ่อค้านักธุรกิจ) สุดท้ายคือพระมหากษัตริย์ ที่มาเป็นเป้าหมายตรงนี้ด้วย ก็เพราะว่าคนกลุ่มนี้เชื่อว่า พระมหากษัตริย์มีส่วนรู้เห็นในการทำลายระบอบประชาธิปไตยของทหารในทุกครั้งนั้น
ด้วยเหตุนี้ ถ้าคนรุ่นใหม่ซึ่งก็คือกลุ่มคนที่มีความคิดเป็น “ปฏิปักษ์” กับกลุ่มคนทั้ง 4 ดังกล่าว ได้ขึ้นมามีอำนาจหลังการเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ โดยพ่วงชัยชนะในการทำประชามติให้มีการเขียนรัฐธรรมนูญขึ้นใหม่ สิ่งที่เราอาจะได้เห็นก็คือ คนกลุ่มนี้อาจจะไม่ได้เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล เพราะฝ่ายที่มีอำนาจอยู่ในปัจจุบันคงจะจับมือกันตั้งรัฐบาลได้ แต่ฝ่ายที่ต้องการจะเข้ามามีอำนาจ ซึ่งก็ได้ฉันทานุมัติเป็นมติผ่านการเลือกตั้ง ได้ ส.ส.เข้ามามากที่สุด ก็จะหันไปใช้กระบวนการในการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ที่ก็ได้ฉันทานุมัติมาจากการลงประชามติในวันเลือกตั้งนั้นแล้วเหมือนกัน ดำเนินการ “ขับเคลื่อน - ผลักดัน” อย่างรุนแรง ที่คนรุ่นใหม่กลุ่มนี้จะเอาชนะคนรุ่นเก่านี้ให้ได้ โดยมีเป้าหมายสำคัญที่จะเข้าปกครองประเทศโดยคนรุ่นใหม่นี้เป็นสำคัญ
ผู้เขียนขึ้นต้นว่า ระบบการเมืองมีไว้เพื่ออำนวยความสะดวกสบายต่าง ๆ ให้กับมนุษย์ ก็เพื่อจะบอกต่อไปว่าคนรุ่นใหม่นี้ต้องการ “ความสะดวกสบายอะไร?” จึงต้องคิดจัดการกับคนรุ่นเก่า ที่พวกเขาคิดว่าเป็น “ขวากหนาม” นี้เสียก่อน ไว้ติดตามในสัปดาห์หน้า อันเป็นสัปดาห์ที่จะมีก่อนการเลือกตั้งและลงประชามติ
ขอบอกแต่เพียงว่า คนรุ่นใหม่นี้ไม่ได้คิดที่จะ “ขจัดขวากหนาม” คือคนรุ่นเก่านี้ด้วยความรุนแรงอย่างแน่นอน(เพราะทำไม่ได้ และถ้าทำไปแล้วคนทำนั่นแหละก็จะอยู่ในประเทศไทยไม่ได้) แต่ด้วยวิธีการอะไร(ที่ผู้เขียนเชื่อ)ก็ดูน่าสนใจและน่าเป็นไปได้ครับ !








