สถาพร ศรีสัจจัง
“...ขอให้เจ้ารุ่งเรืองเปรื่องปราชญ์
ชาญฉลาดในชีวิตคิดเรื่องใหญ่
เพื่อความสุขให้คนทั่วอิ่มหัวใจ
สร้างโลกใหม่ให้น่าอยู่ฟูเฟื่องเอยฯ”
(โสรีช์ โพธิแก้ว / วันครู / 16 มกราคม 2569)
และ
“...‘อกุศล’ ผันผวนปั่นป่วนโลก / สร้างวิปโยคสร้างความโศกโลกสั่นไหว / สร้างพินาศสร้างหุบเหวสร้างเปลวไฟ / เป็นความร้อนรุกไล่ทำร้ายกัน / ‘กุศลธรรม’ นำหนุนค้ำจุนโลก / สลายโศกนำทางโลกสร้างสรรค์ / นำเอื้อเฟื้อเกื้อการุณหนุนแบ่งปัน / โลกย่อมเป็นโลกฝันบันดาลใจ...”
(โสรีช์ โพธิแก้ว / มาฆบูชา / 3 มีนาคม 2569)
บทกวีทั้ง 2 เรื่องที่ยกมา เป็นการตัดทอนมาจากบางตอนที่น่าจะเป็นผลงานบทกวีชิ้นท้ายๆ แห่งชีวิตของ “สัตบุรุษ” (ศัพท์ที่พระพุทธเจ้าทรงใช้เรียก ‘คนดี’ ที่มีคุณธรรมแห่งชีวิต ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบทั้งต่อตนเองและผู้อื่น) นาม “รองศาสตราจารย์ ดร.โสรีช์ โพธิแก้ว”!
หัวข้อบทความครั้งนี้ ขออนุญาตเขียนด้วย ‘ความรู้สึกส่วนตัว’ ถึงบุคคลผู้มีฐานะเสมือน ‘พี่ชายและครูบาอาจารย์’ ที่แสนจะ “ดี, งาม และจริง” ของคนเขียนคอลัมน์นี้สักครั้งหนึ่งเถอะ...
“อาจารย์โสรีช์ โพธิแก้ว” นักจิตวิทยา กวี นักเขียน นักแปล นักดนตรี-เพลง นักภาวนา ฯลฯ อดีตรองคณบดีฝ่ายวิชาการ คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย / อดีตนายกสมาคมจิตวิทยาการให้คำปรึกษาแห่งประเทศไทย / อดีต President ของ Asean Regional Union of Psychological Societies / กรรมการสภามหาวิทยาลัยผู้ทรงคุณวุฒิ มหาวิทยาลัยราชภัฏกำแพงเพชร / ผู้ก่อตั้งสถาบันรากแก้ว-สถาบันจิตวิทยาการให้คำปรึกษาแนวพุทธ ฯลฯ
ที่สำคัญสูงสุดคือตลอดเวลาแห่งห้วงชีวิต ท่านอาจารย์ได้ปฏิบัติตนอย่างสม่ำเสมอในความเป็น “กัลยาณมิตร” ต่อเพื่อนมนุษย์ที่มีโอกาสสื่อสัมพันธ์ด้วย ไม่ว่าจะในฐานะใด ทั้งในฐานะเครือญาติ / ครูบาอาจารย์ / เพื่อนมิตร พี่-น้อง และที่สำคัญคือต่อ “ศิษย์” (ทั้งคนที่อาจารย์มีโอกาสอบรมสั่งสอนโดยตรงและโดยอ้อม)
ผู้เขียนเป็นหนึ่งในผู้คนเหล่านั้นที่มีโอกาสดี ได้มีโอกาสก่อสัมพันธ์ฉันน้องพี่กับท่านอาจารย์มาตั้งแต่ “เมื่อครั้งยังเป็นหนุ่มน้อย” (คำของท่าน) ด้วยเมื่อครั้งเข้าไปเป็นน้องใหม่ในคณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่นั้น “พี่โสรีช์” กำลังเรียนอยู่ในชั้นปีที่ 3 ของคณะนั้น
“พี่โสรีช์” (ต่อไปในเรื่องเล่านี้จะขอใช้สรรพนามเรียกท่านอาจารย์ว่า “พี่” และแทนตัวเองว่า “ผม” ตามฐานะสัมพันธ์ที่เคยใช้ต่อกัน) เป็นรุ่นพี่ที่มีบุคลิกโดดเด่นมาก ทั้งด้านหน้าตา ท่วงทำนอง การเรียน และที่สำคัญคือ “กิจกรรม”
พี่โสรีช์เป็นนายกสโมสรคณะ เป็นหัวหน้าวงดนตรี (เล่นกลอง / บางครั้งกีตาร์) ของคณะ และเป็นนักกีฬา ตอนผมเรียนชั้นปีที่ 2 และพี่โสรีช์เรียนปี 4 ผมมีโอกาสพบเจอและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเรื่องราวกับท่านมากขึ้น เพราะเมื่อพบเจอ ท่านมักคุยและถามถึงงานเขียนที่ผมเขียนลงในหนังสือต่างๆ ทั้งของมหาวิทยาลัย ของคณะ และของชมรมต่างๆ ในทำนองให้กำลังใจและแนะนำในบางเรื่องอยู่เสมอ
ท่านเรียนวิชาเอกจิตวิทยาคลินิกรุ่นแรกๆ ของ มช. ที่มีอาจารย์ผู้สอนคนสำคัญๆ เช่น ศาสตราจารย์ ดร.ม.ล.ตุ้ย ชุมสาย ณ อยุธยา / อาจารย์สุข เดชพิชัย / ดร.เตียง ผาดไธสง และ อาจารย์องุ่น มาลิก เป็นต้น
ท่านเคยถามผมว่าทำไมไม่เลือกเอกจิตวิทยา จำได้ว่าผมตอบท่านแบบ “เหมือนกวนๆ และน่าถีบ” ว่า ผมไม่เชื่อ “ทฤษฎีหมาน้ำลายไหล” และเรื่อง “กล่องของสกินเนอร์” (Skinner Box) ว่าจะนำมาปรับใช้เพื่ออธิบายกับความเป็น “มนุษย์” ได้ และบอกต่อไปว่า “ผมได้ F วิชาจิตวิทยาเบื้องต้น!” (เรื่องนี้มีประเด็นเกี่ยวกับพี่โสรีช์ในภายหลัง!)
จำได้ว่าท่านยิ้มแล้วหัวเราะอย่างสุภาพตามนิสัย มองผมอย่างอ่อนโยน และบอกว่าเรื่องนี้คงต้องคุยกันละเอียดกว่านี้
และจำได้ว่าท่านจบท้ายด้วยการ “ลูบหลัง” แบบคนฟัง ‘ชื่นใจ’ จนแทบจะตัวลอย คือ “พี่เพิ่งอ่านงานถาพร (ชื่อผม) เรื่อง ‘นิยายพื้นเมืองกรุงสยาม’ ใน ‘เจ้าชื่อทองกวาว’ นะ (ชื่อพ็อกเก็ตบุ๊กเล่มแรกของผมกับเพื่อนพ้อง มช. รุ่นเดียวกันอีก 5 คน ออกปี พ.ศ. 2513 มีอาจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์ เขียนคำนำ) ชอบตอนที่ถาพรเขียน (ถึงมหาวิทยาลัยยุคนั้น) ว่า ‘...มีแต่ความกลัวทั่วห้องจิต / ที่ผู้ใหญ่ผลิตเบ้าไว้ให้...’ และที่ว่า ‘จึงที่นี่ไม่มีอะไรให้ชาติ / นอกจากผลิตเศษกระดาษให้เกลื่อนสยาม...’”
และท่านจบลงแบบนักจิตวิทยาที่ว่า “...พี่ว่าเรื่อง ‘ความกลัว’ นี่สำคัญนะ-เรื่องนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับวิชาจิตวิทยาที่สำคัญทีเดียว!!” ฯ
#โสรีช์โพธิแก้ว #บทคารวาลัย #ครูผู้ให้ #กัลยาณมิตร #บทกวีชีวิต #siamrathonline







