สถาพร ศรีสัจจัง
ที่เรียกโลกยุคนี้ว่ายุค “อภิเดรัจฉาน” ก็เพราะมีเหตุที่อาจถือได้ว่ายุคนี้เป็นยุคที่กลุ่มผลประโยชน์ที่เป็นชนชั้นนำ(คนกลุ่มเล็กๆ)ของโลก โดยเฉพาะในประเทศ “จักรวรรดินิยมสมัยใหม่” ที่เป็นมหาอำนาจของโลกคือสหรัฐอเมริกา(ที่ปัจจุบันมีอายุประเทศเพียงประมาณไม่ถึง 3 ศตวรรษ) เป็นต้นเหตุ ก่อให้เกิดการฆ่าคนมากที่สุดเท่าที่เคยมีมาในประวัติศาสตร์อันยาวนานหลายพันปีของมนุษยชาติ(Humankind)
“ฆ่าคน” ที่ว่านี้ แม้จะมีเทคนิควิธีในการฆ่า(ทั้งทางตรงและทางอ้อม)ที่แตกต่างจากยุคก่อนเก่า(คือนับแต่ยุคหินจนถึงยุคสงครามโลกครั้ง 2) แต่ก็มีเนื้อหาที่เป็น “ฆ่า” ชนิดเดียวกัน คือ ฆ่าให้ตาย และ ฆ่าให้ตาย แบบยังมีชีวิตอยู่กับความขมขื่นและทุกข์ทรมานชนิดที่เรียกว่า “ตายทั้งเป็น” ในรูปแบบต่างๆ
ถ้าลองไปศึกษาประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติดู มีความน่าประหลาดใจ ที่จะพบว่า ยิ่งมนุษยชาติผ่าน “ยุคหิน หรือ ยุคชุมชนบุพกาล” เข้าสู่ยุคที่ผู้สืบเชื้อจากสายพันธุ์เซเปียนส์เรียกว่า “ยุคมีอารยธรรม” มากขึ้นเท่าไหร่ (คือสามารถพัฒนาการเรียนรู้จากเซเปียนส์มาเป็นคน จนกระทั่งสามารถมี “จริยธรรม” กลายเป็น “มนุษย์” คือ “ผู้มีในสูง” แตกต่างจากเดรัจฉานทั่วไป) ก็ดูเหมือนจะยิ่งมีการฆ่าฟันและเบียดเบียนกันมากขึ้นเรื่อยๆ
จากการวิจัยเพื่อประเมิน “การฆ่าฟันกันของมนุษย์” พบตัวเลขจากคำตอบของ AI แบบคร่าวๆดังนี้
“ยุคหิน” ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ คือกินเวลาถึงประมาณ 2.5ล้านปี ที่มาสิ้นสุดลงเมื่อสักประมาณ 5,000 ถึง 10,000 ปีที่แล้ว โดยแบ่งออกเป็นยุคหินเก่า ยุคหินกลาง และยุคหินใหม่ ตามเทคโนโลยีการทำเครื่องมือหินตามที่ขุดค้นพบ
ในห้วงเวลา 2.5 ล้านปี อันยาวนานดังกล่าว พบว่ามีการเบียดเบียนฆ่าฟันกันระหว่างเซเปียนส์น้อยมาก เมื่อเทียบกับระดับความรุนแรงที่เพิ่มขึ้นเมื่อมนุษย์เริ่มมีการตั้งถิ่นฐานเป็นหลักแหล่งและสามารถทำการกสิกรรม และหนาหนักยิ่งขึ้นเมื่อเข้าสู่สังคมแบบ “อุตสาหกรรม”
และพบว่าเมื่อเริ่มเกิดมี “รัฐชาติ” (nation state) ซึ่งก่อตัวขึ้นในยุโรปในช่วงศตวรรษที่ 17 (หลังสนธิสัญญาเวสต์ฟาเลีย ค.ศ.1648) และ ในไทยน่าจะสักช่วงศตวรรษที่ 19 (มีความชัดเจนขึ้นหลังเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองในปี พ.ศ.2475) การรบราฆ่าฟันกันของมนุษยชาติก็ยิ่งรุนแรงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
ทั้งระหว่างบุคคล ระหว่ากลุ่มคน และระหว่างรัฐ!
มีผู้ศึกษาวิจัยพบว่า มีการฆ่าฟันทำลายล้างกันของมนุษย์ครั้งสำคัญๆหลายครั้ง ที่ทำให้มีคนตายเป็นจำนวนครั้งละมากๆ เช่น 12 ลำดับของเหตุการณ์ที่ทำให้มีคนตายมากที่สุดได้แก่เหตุการณ์ดังต่อไปนี้(ตัวเลขประมาณการ)
1) สงครามโลกครั้งที่ 2 จำนวน 66 ล้านคน (ค.ศ.1939-1945)/2)สงครามของเจงกิสข่าน จำนวน 40 ล้านคน (1206-1227)/3)จีนยุคเหมา เจ๋อตง จำนวน 40 ล้านคน (1949-1976)/
4) ตายจากสภาวะอดอยากในอาณานิคมอินเดียของอังกฤษ จำนวน 27 ล้านคน (1769-1770,1876-1879,และ1896-1900)/5) การล่มสลายของราชวงศ์หมิงในจีนจำนวน 25 ล้านคน (1635-1662)/
6)กบฏไท่ผิง(จีน)จำนวน 20 ล้านคน (1850-1864)/7) สหภาพโซเวียตยุคโจเซฟ สตาลิน จำนวน 20 ล้านคน (1924-1953)/8)การค้าทาสในตะวันออกกลาง จำนวน 18.5 ล้านคน (ศตวรรษที่7-19)/9)สงครามของติมูร์(ทาเมอร์เลน)จำนวน๑๗ล้านคน(1370-1405)/10) การค้าทาสในมหาสมุทรแอตแลนติก จำนวน16 ล้านคน (ศตวรรษ 15-19)/11) การพิชิตทวีปอเมริกาของยุโรป จำนวน 15 ล้านคน (1492 เป็นต้นมา)/12) สงครามโลกครั้งที่ 1 จำนวน 15 ล้านคน (1914-1918) ฯลฯ
ตัวเลขที่ลองยกมาให้ดูแบบ “คร่าวๆ” นั้น เพียงต้องการแสดงให้เห็นว่า สายพันธุ์ เซเปียนส์ ที่ชอบยกตัวเองว่า “เจริญ” หรือ มี “อารยะ” กว่าสิ่งมีชีวิตสายพันธุ์อื่นนั้น แท้ที่จริงแล้ว ตลอดเวลาของการพัฒนาสายพันธุ์อันยาวนาน ก็มีการ “ห้ำ” กัน ยิ่งกว่าสัตว์เดรัจฉานสายพันธุ์อื่นมาโดยตลอด! และเริ่มเป็น “อภิเดรัจฉาน” มากขึ้นเมื่อสามารถสร้างประดิษฐกรรมบรรดา “เครื่องมือแห่งการฆ่า” ที่ทันสมัยแบบสุดยอดที่ก้าวหน้ามากขึ้นเรื่อยๆ
โดยเฉพาะการค้นพบเครื่องมือฆ่าคนหรืออาวุธสมัยใหม่ซึ่งมีองค์ประกอบสำคัญที่เรียกว่า“ปรมาณู” หรือ “พลังงานนิวเคลียร์” มาตั้งแต่ปลายสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยประเทศเกิดใหม่จากรากเก่าของบรรดา “จักรวรรดิ” ยุโรป(โดยการฆ่าคนจำนวนมากเช่นกัน) คือประเทศสหรัฐอเมริกา ผู้ชนะสงครามโลกครั้งที่ 2 ในแบบที่ประเทศตัวเองไม่ต้องบอบช้ำแม้สักเพียงนิด!
นั่นเป็นเหตุทำให้พวกเขาตระหนักและเรียนรู้(แบบกระหายสงครามและชัยชนะเหนือมนุษยชาติอื่น) อย่างเป็นรูปธรรมว่า ความสำคัญด้านกลาโหมนั้นมีความจำเป็นยิ่งในการ “ครองโลก” หรือ “การมีอำนาจ” เหนือชาติอื่นๆในโลกอย่างไร?
ชนชั้นปกครองหรือ “ชนชั้นนำ” ของพวกเขา จึงทุ่ม “ทุน” เพื่อการสร้างสมแสนยานุภาพด้านนี้อย่างหนักมาโดยตลอด
ทั้งด้านการจัดตั้งกองกำลังทหาร การสร้างฐานทัพของตนเองขึ้นทั่วโลก และการทุ่มทุนคิดค้นเพื่อสร้างนวัตกรรมด้านยุทธปัจจัยสมัยใหม่ ทั้งเพื่อใช้เองและเพื่อการค้าขายเก็งกำไร(ได้ทั้งบุญคุณและเงิน)
และการฆ่าแบบทำลายล้างระหว่างมนุษยชาติกันเองในสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่มีคนตายถึง 66 ล้านคน นั่นเองละกระมัง ที่ทำให้เกิด “ความกลัว” สงครามหรือความขัดแย้งที่นำไปสู่การฆ่าฟันกันเองของมนุษยชาติ จนก่อให้เกิดองค์กร “สหประชาชาติ” (United Nation Organization)ที่กลายเป็น “องค์กรเสือกระดาษ” ในสายตาของบรรดาชาติจักรวรรดินิยมในยุคปัจจุบัน(เขียนด้วยมือแล้วลบด้วยเท้า) ขึ้น!!ฯ
#อภิเดรัจฉาน #สงครามโลก #ประวัติศาสตร์มนุษย์ #การเมืองโลก #จักรวรรดินิยม #ความรุนแรง #WorldHistory #Geopolitics #siamrathonline








