สถาพร ศรีสัจจัง
ห้วงเวลานี้ ถ้าอยู่ในประเทศไทยแล้วไม่พูดถึงหรือไม่คุยเรื่อง “การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร” เสียสักหน่อย ก็อาจจะถือได้ว่า “เชย” หรือ “ตกสมัย” ค่าที่การเลือกตั้งในประเทศไทยครั้งนี้ มีความเข้มข้นในการต่อสู้ทางความคิดอันมีพื้นฐานอยู่ที่ “ระบบคุณค่า” ทางสังคม 2 ระบบความเชื่อ ซึ่งจะนำไปสู่คำตอบทางสังคมที่สำคัญบางประการ
กลุ่มหนึ่ง ถูกอุปโลกน์เรียกเป็นคำแทนว่า “ฝ่ายอนุรักษนิยม” ที่นักวิชาการซึ่งส่วนใหญ่นิยมความคิดสมัยใหม่สำเร็จรูปแบบตะวันตก (ต้นแบบคือสหรัฐอเมริกาและยุโรป) มักเรียกเป็นคำภาษาอังกฤษว่า คือพวก “conservative” (อ่านว่า “คอน-เซอ-เว-ถีบ”)
คำนี้มีความหมายโดยนัยทางการเมืองสำหรับสังคมไทยออกไปในทาง “ลบๆ” คือมักจะหมายรวม (แบบตีขลุม) เอาว่า หมายถึงกลุ่มคนที่มีความคิดแบบเร่อร่าล้าหลัง ไดโนเสาร์เต่าล้านปี ไม่ชอบเปลี่ยนแปลงไปสู่สิ่งที่ “คนรุ่นใหม่” มักถูกทำให้เชื่อว่า “ก้าวหน้ากว่า/ดีกว่า” หรืออะไรทำนองนั้น
อีกฝ่ายก็ย่อมหมายถึงกลุ่มคนที่มีความคิดตรงกันข้ามกับพวกที่กล่าวมา คือ “อนุรักษนิยม” หรือ “คอนเซอเวถีบ” ซึ่งนักวิชาการทางรัฐศาสตร์ในสังคมไทยก็มักจะตีขลุมเรียกเอาอีกนั่นแหละว่า กลุ่มนี้เป็น “ฝ่ายก้าวหน้า” หรือที่เรียกกันเป็นคำนามในภาษาอังกฤษว่า “progressives”
คำนี้ถ้าทำหน้าที่เป็น “คุณศัพท์” (adjective) ก็อาจมีความหมายเป็นทำนองว่า “ขบวนการก้าวหน้า” (progressive movement) หรือ “พรรคก้าวหน้า” (progressive party) หรืออะไรทำนองเช่นนั้น เป็นต้น
อีกนัยหนึ่ง พวกที่นิยมฝ่ายนี้มักจะตีขลุมอย่างมีนัยสำคัญ เรียกฝ่ายนี้เสียหรูเริ่ดว่า “ฝ่ายประชาธิปไตย” อันทำให้ความหมายของอีกฝ่ายที่ถูกเรียกว่า “ฝ่ายอนุรักษนิยม” กลายเป็นพวกที่มีความคิดแบบ “ไม่เป็นประชาธิปไตย” ไปโดยปริยาย! (555)
ทั้งๆ ที่ตอนนี้คำ “ประชาธิปไตย” ถูกใช้กันเสียจนเขรอะไปทั่ว จนแทบจะยังไม่มีใคร (โดยเฉพาะคนจนซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ในโลก) เห็นได้ชัดว่า “หน้าตา” ที่เป็นองค์คุณแท้ๆ สิ่งที่เรียกว่า “ประชาธิปไตย” คืออะไรหรืออย่างไร (กระทั่งในประเทศต้นแบบอย่างสหรัฐอเมริกา)
สรุปฟังว่าการเมืองไทยหรือการเลือกตั้งในเมืองไทยครั้งนี้ เป็นการต่อสู้กันระหว่างกลุ่มคน 2 กลุ่มที่มี “คตินิยม” บนพื้นฐาน “การถูกโปรแกรมทางความคิด” ที่ก่อให้เกิด “ความเชื่อ” ที่แตกต่างกันอย่างสำคัญเป็น 2 กลุ่มดังกล่าว
มี “ผู้รู้” หลายคนพยายามวิเคราะห์ให้ “ผู้อยากรู้” ฟังว่า ภายใต้สถานการณ์ความแตกแยกทางความคิดอย่างสุดขั้วของกลุ่มคนในสังคมไทยที่กล่าวมา “ฝ่ายไหน” จะเป็นฝ่ายชนะ หรือจะสามารถคว้าชัยในการยึดครอง “อำนาจรัฐ” (ที่อลหม่านซับซ้อนซ่อนเงื่อน) จากการต่อสู้อย่างดุเดือดในการเลือกตั้งใหญ่ครั้งนี้!
หลายเสียง “ฟันธง” (แบบไม่กลัวเสียรังวัด) ลงไปชัดๆ เลยว่าฝ่ายที่เน้นย้ำตัวเองอย่างหนักแน่นมั่นใจว่าเป็น “ฝ่ายประชาธิปไตย” จะต้องเป็นฝ่ายชนะอย่างแน่นอน!
และระบุชัดๆ ให้เห็น (โดยหลายกระบวนการ) ว่า ในการเลือกตั้งครั้งนี้ พรรคที่เป็นตัวแทนของฝ่าย “ประชาธิปไตยแบบก้าวหน้า” ที่แท้จริงมีอยู่เพียงพรรคเดียว พรรคอื่นๆ ล้วนไม่เป็นฝ่ายนี้ เพราะถ้าไม่เป็นพวกมีความคิดแบบ “อนุรักษนิยม” ก็ล้วนเป็นพรรคที่ “มีเจ้าของ” ซึ่งมีประวัติทำการเมืองเพื่อยึด “อำนาจรัฐ” มาใช้ฉ้อฉลเพื่อการ “คอร์รัปชันเชิงนโยบาย” หาเงินหากำไรเข้ากระเป๋าตัวเองและพวกพ้องบริวาร!
ที่สำคัญบรรดา “ผู้รู้” เหล่านั้นวิเคราะห์สำทับซ้ำต่ออีกว่า เมื่อการแบ่งแยกทางความคิดในหมู่ประชาชนเป็นไปดังที่ว่าแล้ว อีกเหตุผลหนึ่งที่จะทำให้พรรค “ฝ่ายก้าวหน้าแท้” ชนะ ก็คือ พรรคที่ถูกตีตราให้เป็น “อีกฝ่าย” (อนุรักษนิยมที่ล้าหลัง) ล้วนต้องแย่งคะแนนเสียงกันเอง (เนื่องจากมีหลายพรรค ทั้งพรรคใหญ่พรรคเล็ก) อันจะทำให้ “เสียงแตก”!
ขณะที่ “ฝ่ายก้าวหน้า” มีกลุ่มเสียงที่มั่นคงเป็นเอกภาพชัดเจน!
“ผู้รู้” บางคนดังกล่าวยกตัวอย่างเรื่องที่ชี้ให้เห็นประเด็นนี้อย่างเป็นรูปธรรม สรุปได้ทำนองว่า ก็ดูอย่างสงขลา เขต 2 ที่เมืองหาดใหญ่ที่เพิ่งผ่านน้ำท่วมใหญ่มาหมาดๆ เมืองยังเน่าอยู่นั่นนะ! 3 พรรคใหญ่ที่ถูกตราว่าเป็นพวก “อนุรักษนิยม” แย่งเสียงกันเอง จน “ตาอยู่” หน้าใหม่ของพรรคที่ประกาศว่าเป็น “ฝ่ายประชาชน” ของแท้ สามารถเบียดแทรกเข้ามาหยิบชิ้นปลามันไปกินเสียได้อย่างง่ายๆ นั่นไง!
แถมเขายังวิเคราะห์สำทับแถมลงไปอีกว่า นอกจากเหตุผลที่ว่า “ฝ่ายไม่ก้าวหน้า” จะแย่งเสียงกันเองแล้ว ในห้วงหลายปีที่ผ่านมา ภาพลักษณ์ของสิ่งที่เรียกว่า “นักการเมืองไทย” ได้ทำตัวเองให้กลายเป็น “สิ่งเน่าเหม็น” ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว (ด้วยความฉ้อฉลและรับใช้ความคิดที่ฉ้อฉล) จนเป็นที่ประจักษ์
ทำให้ชาวบ้านที่พอคิดได้เหมือน “ถูกถีบ” ให้ไปเลือกพรรคที่ยังไม่มี “กลิ่นเน่า” ปรากฏและมีภาพลักษณ์เหมือนกับว่า “ก้าวหน้าและทันสมัยกว่า” แถมยังเป็นพรรคเดียวที่มีการจัดตั้งอย่างเป็นระบบ อย่างรวมศูนย์ในแทบทุกด้านมาหลายปี ทั้งในด้านบุคลากร “เทคโนแครต” ด้านเทคโนโลยี ด้าน “ช่องสาร” สำหรับระดมการสื่อสารแย่งชิงมวลชน ทั้งที่เป็น “ออนไลน์” และ “ออฟไลน์” ฯลฯ!
แล้ว “ผู้รู้” ดังกล่าวก็สรุปเสียงดังๆ แบบฟังชัดในท้ายที่สุดว่า “เอวังก็มีด้วยประการละฉะนี้”!!!!!








