บทความ บทวิเคราะห์

ย้อนรอย “4 กุมาร” กลุ่มเทคโนแครตที่พ่ายแพ้เกมการเมือง

แชร์ข่าว

หากย้อนกลับไปดูความเคลื่อนไหวการเมืองไทยในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ปรากฏการณ์การขึ้นสู่จุดสูงสุดและการร่วงหล่นของกลุ่มที่เรียกขานกันว่า "4 กุมาร" ภายใต้การนำทัพของ "สมคิด จาตุศรีพิทักษ์" ถือเป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจยิ่ง ที่สะท้อนให้เห็นถึงข้อจำกัดของ "เทคโนแครต" เมื่อต้องลงมาอยู่ในสมรภูมิของ "นักการเมืองอาชีพ" 

กลุ่ม 4 กุมาร ซึ่งประกอบด้วย “อุตตม สาวนายน , สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ , สุวิทย์ เมษินทรีย์ และ กอบศักดิ์ ภูตระกูล พวกเขาคือทีมเศรษฐกิจที่ค้ำจุนความชอบธรรมด้านการบริหารปากท้องให้กับรัฐบาล คสช. ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา มาตั้งแต่หลังรัฐประหารปี 2557 

1. จากมันสมองของรัฐบาล คสช. สู่การก่อตั้งพรรคพลังประชารัฐ 

เมื่อถึงคราวต้องเปลี่ยนผ่านเข้าสู่การเลือกตั้งในปี 2562 พรรคพลังประชารัฐถูกตั้งขึ้นมาเพื่อสานต่ออำนาจ การวางตัวให้ "อุตตม" เป็นหัวหน้าพรรค และ "สนธิรัตน์" เป็นเลขาธิการพรรค คือยุทธศาสตร์ที่จงใจใช้ภาพลักษณ์ของกลุ่ม "เทคโนแครต" ผู้มีความรู้ความเชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจ มาเป็น "หน้าฉาก" เพื่อลดทอนภาพลักษณ์ความเป็นพรรคทหาร และดึงดูดคะแนนเสียงจากชนชั้นกลางในเมือง

 หลังการเลือกตั้ง กลุ่ม 4 กุมารก้าวขึ้นสู่จุดที่ดูเหมือนจะมี "อำนาจต่อรองสูงสุด" พวกเขาได้คุมกระทรวงเกรดเอ ทั้งกระทรวงการคลัง (อุตตม) กระทรวงพลังงาน (สนธิรัตน์) และกระทรวงการอุดมศึกษาฯ (สุวิทย์) ภายใต้ร่มเงาของ “สมคิด จาตุศรีพิทักษ์” รองนายกฯ ฝ่ายเศรษฐกิจ 

2. ความเปราะบางของ “เทคโนแครตไร้มุ้ง” 

ความจริงที่ซ่อนอยู่ภายใต้ตำแหน่งรัฐมนตรีระดับสูง คือความเปราะบางอย่างยิ่งยวดทางการเมืองในระบบรัฐสภา กลุ่ม 4 กุมาร ไม่มี สส. ในมือแม้แต่คนเดียว พวกเขาเติบโตมาได้ด้วยสายสัมพันธ์โดยตรงกับผู้นำ ไม่ใช่ด้วยฐานเสียง 

ในขณะที่พรรคพลังประชารัฐเป็นการรวมตัวกันของ "นักการเมืองอาชีพ" และ "บ้านใหญ่" จากหลายมุ้ง โดยเฉพาะกลุ่ม "สามมิตร" (สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ , สมศักดิ์ เทพสุทิน , อนุชา นาคาศัย) และกลุ่มของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ซึ่งเป็นผู้ลงพื้นที่ สู้ศึกเลือกตั้ง และรวบรวม สส. เข้ามาในสภาได้จริง 

เมื่อเวลาผ่านไป นักการเมืองอาชีพเหล่านี้เริ่มรู้สึกว่า "ผลตอบแทน" (โควตารัฐมนตรี) ที่ได้รับ ไม่สอดคล้องกับ "ต้นทุน" (จำนวน สส.) ที่พวกเขาหามาให้พรรค ในขณะที่กลุ่ม 4 กุมาร ซึ่งไม่ได้ออกแรงเกณฑ์ สส. กลับได้นั่งเก้าอี้กระทรวงเศรษฐกิจเกรดเอ ซึ่งเป็นกระทรวงที่มีทรัพยากรสูง ความขัดแย้งเชิงโครงสร้างนี้จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ 

3. การตีโต้ของนักการเมืองอาชีพ และการเปลี่ยนผ่านอำนาจ 

เกมการเมืองเริ่มพลิกกลับเมื่อกลุ่มนักการเมืองอาชีพจับมือกันใช้ "กฎหมู่" ของระบบโควตา เดินเกมกดดันผ่านกลไกพรรคการเมือง ร.อ.ธรรมนัส ซึ่งเป็นมือขวาของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ประธานยุทธศาสตร์พรรคในขณะนั้น ร่วมกับกลุ่มสามมิตร เดินเกมให้เกิดการเลือกกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ 

ผลลัพธ์คือ การยึดพรรคคืนของนักการเมืองอาชีพ “พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ” ก้าวขึ้นมาเป็นหัวหน้าพรรคแทน “อุตตม” ส่วน “อนุชา นาคาศัย” ขึ้นเป็นเลขาธิการพรรคแทน “สนธิรัตน์” 

การเปลี่ยนตัวนี้สะท้อนให้เห็นว่า เมื่อถึงจุดที่ต้องรักษาเสถียรภาพของรัฐบาลผสม พล.อ.ประยุทธ์ ก็ไม่อาจปกป้องกลุ่ม 4 กุมารได้อีกต่อไป ทำให้ในเดือนกรกฎาคม 2563 กลุ่ม 4 กุมาร และสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ต้องประกาศลาออกจากทั้งพรรคและคณะรัฐมนตรี ปิดฉากยุคของเทคโนแครตในพรรคพลังประชารัฐอย่างเป็นทางการ 

4. สัจธรรมของการเมืองไทย 

ชะตากรรมของกลุ่ม 4 กุมาร ตอกย้ำสัจธรรมข้อหนึ่งของการเมืองไทยแบบระบบตัวแทน นั่นก็คือ "ความรู้ความสามารถในการบริหาร ไม่อาจทดแทนจำนวนเสียงสนับสนุนในสภาได้" 

กลุ่มเทคโนแครตมักถูกเชิญเข้ามาในช่วงวิกฤตหรือช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ แต่เมื่อสถานการณ์เข้าสู่โหมดการเมืองปกติที่ต้องอาศัยการจัดสรรผลประโยชน์และรักษาโควตาอำนาจ เทคโนแครตที่ไม่มีกองกำลัง สส. ของตัวเอง ก็มักจะเป็นกลุ่มแรกที่ถูกเบียดตกเวทีไป 

การพ่ายแพ้ของ 4 กุมาร จึงไม่ใช่การพ่ายแพ้ทางวิสัยทัศน์หรือนโยบาย แต่เป็นการพ่ายแพ้ต่อ "คณิตศาสตร์ทางการเมือง" ที่ตัวเลขจำนวน สส. คือผู้ชี้ขาดอำนาจที่แท้จริง

 

บทความโดย ศราวุธ เอี่ยมเซี่ยม

 

 

#การเมืองไทย #4กุมาร #สมคิด #พลังประชารัฐ #เทคโนแครต #วิเคราะห์การเมือง #อำนาจการเมือง #siamrathonline #สยามรัฐออนไลน์