ร้อยเอก ดร.จารุพล เรืองสุวรรณ
รองผู้อำนวยการวิทยาลัยการเมืองการปกครอง สถาบันพระปกเกล้า
ก่อนอื่น ผู้เขียนขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวของผู้เสียชีวิตและผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นในประเทศไทยในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา โดยเฉพาะเหตุการณ์ในจังหวัดนนทบุรี ซึ่งสร้างความสูญเสียและความสะเทือนใจแก่สังคมอย่างยิ่ง ไม่มีบทวิเคราะห์ใดสามารถทดแทนชีวิตที่สูญเสียไปได้ และไม่มีตัวเลขทางสถิติใดสามารถอธิบายความเจ็บปวดของครอบครัวผู้สูญเสียได้อย่างแท้จริง
แต่เมื่อเหตุการณ์เกิดขึ้นแล้ว สิ่งหนึ่งที่สังคมจำเป็นต้องทำ นอกจากการไว้อาลัย คือการตั้งคำถามว่า เราจะทำอย่างไรไม่ให้ความสูญเสียเช่นนี้เกิดขึ้นซ้ำอีก?
เหตุการณ์ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาอาจมีที่มาและบริบทแตกต่างกัน ผู้ก่อเหตุแตกต่างกัน แรงจูงใจแตกต่างกัน และไม่ควรด่วนสรุปว่าเป็นปรากฏการณ์เดียวกันทั้งหมด แต่สิ่งหนึ่งที่หลายเหตุการณ์มีร่วมกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้คือ “อาวุธปืน”
ตรงนี้เองที่อาจควรเป็นจุดเริ่มต้นของการสนทนาครั้งใหม่ในสังคมไทย
เพราะปัญหาอาจไม่ได้อยู่เพียงว่า “คนร้ายคิดอะไร” แต่อยู่ที่ว่า เหตุใดในช่วงเวลาที่คนคนหนึ่งโกรธแค้น ขัดแย้ง สูญเสียการควบคุมตนเอง หรือกำลังเผชิญวิกฤตบางอย่าง เขาจึงสามารถเข้าถึงเครื่องมือที่เปลี่ยนความคิดชั่ววูบให้กลายเป็นความสูญเสียที่ไม่อาจย้อนคืนได้ง่ายดาย?
นี่คือความแตกต่างสำคัญระหว่าง “ความขัดแย้ง” กับ “ความรุนแรงถึงชีวิต”
มนุษย์ทะเลาะกันมาตลอดประวัติศาสตร์ ความโกรธ ความอิจฉา ความผิดหวัง หรือความขัดแย้งเรื่องผลประโยชน์ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เมื่ออาวุธที่มีศักยภาพสร้างความสูญเสียร้ายแรงเข้ามาอยู่ในสมการ ผลลัพธ์ของความขัดแย้งย่อมเปลี่ยนไป
ดังนั้น คำถามสำคัญจึงไม่ควรหยุดอยู่เพียงว่า “ใครเป็นคนยิง” แต่ต้องถามต่อว่า สังคมของเรามีกลไกมากพอหรือยังที่จะทำให้ความโกรธหนึ่งครั้งไม่สามารถกลายเป็นโศกนาฏกรรมได้โดยง่าย?
ปัญหาจึงอาจไม่ใช่แค่ “ปืน” แต่คือ “ระบบ” ที่อยู่ล้อมรอบปืน
ประเทศไทยมีกฎหมายควบคุมอาวุธปืน และการครอบครองอาวุธปืนอย่างถูกกฎหมายต้องผ่านกระบวนการอนุญาต แต่การมีกฎหมายไม่ได้หมายความว่าปัญหาจะหมดไป เพราะโจทย์ที่แท้จริงประกอบด้วยหลายส่วน ตั้งแต่ประสิทธิภาพในการออกใบอนุญาต การติดตามอาวุธที่มีอยู่แล้ว การจัดการอาวุธผิดกฎหมาย ไปจนถึงการประเมินความเสี่ยงของผู้ครอบครอง
ข้อมูลที่ Reuters รายงานภายหลังเหตุการณ์ล่าสุดชี้ว่า ประเทศไทยมีอัตราการครอบครองอาวุธปืนของพลเรือนสูงในบริบทเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้รัฐบาลประกาศทบทวนมาตรการหลายด้าน ทั้งการบังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับการพกพาอาวุธ การรักษาความปลอดภัยในสถานศึกษา และมาตรการป้องกันอื่น ๆ
อย่างไรก็ตาม หากการแก้ปัญหาจบลงเพียงการเพิ่มเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยหรือติดเครื่องตรวจจับอาวุธตามสถานที่ต่าง ๆ เราอาจกำลังแก้ปัญหาที่ “ปลายทาง”
คำถามที่ยากกว่า คือ เราจะจัดการอย่างไรกับอาวุธจำนวนมากที่หมุนเวียนอยู่ในสังคม และจะสร้างระบบอย่างไรให้ผู้ที่มีความเสี่ยงต่อการใช้ความรุนแรงไม่สามารถเข้าถึงอาวุธได้โดยง่าย
ถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยอาจต้องเลิกมองเรื่องอาวุธปืนเป็นเพียง “เรื่องของตำรวจ” หรือ “เรื่องของกฎหมาย” แล้วมองมันในฐานะส่วนหนึ่งของ ความมั่นคงของมนุษย์ (Human Security)
เพราะความมั่นคงไม่ได้หมายความเพียงการมีทหารที่เข้มแข็ง ชายแดนที่ปลอดภัย หรือความสามารถในการป้องกันภัยคุกคามจากภายนอกประเทศ
หากประชาชนไม่สามารถส่งลูกไปโรงเรียน ไปทำงานในสถานที่ราชการ เดินห้างสรรพสินค้า หรือใช้ชีวิตในพื้นที่สาธารณะโดยรู้สึกปลอดภัย ความมั่นคงของประเทศนั้นก็ยังไม่สมบูรณ์
ดังนั้น การป้องกันเหตุรุนแรงจึงต้องทำพร้อมกันหลายด้าน ตั้งแต่การควบคุมและติดตามอาวุธ การปราบปรามอาวุธผิดกฎหมาย การทบทวนระบบใบอนุญาต ไปจนถึงการพัฒนาระบบรักษาความปลอดภัยและการแจ้งเตือนในโรงเรียน สถานที่ราชการ และพื้นที่สาธารณะ
แต่สิ่งที่อาจยากกว่าการแก้กฎหมาย คือการสร้างวัฒนธรรมที่ไม่ทำให้อาวุธกลายเป็นสัญลักษณ์ของอำนาจ ความเข้มแข็ง หรือเครื่องมือธรรมดาสำหรับการจัดการความขัดแย้ง เพราะหากวันหนึ่งประชาชนจำนวนมากเริ่มคิดว่าตนเองจำเป็นต้องมีอาวุธเพื่อให้รู้สึกปลอดภัย เราอาจเข้าสู่วงจรที่ย้อนแย้ง กล่าวคือ ยิ่งรู้สึกไม่ปลอดภัยก็ยิ่งต้องการอาวุธ และยิ่งมีอาวุธอยู่ในสังคมมาก ความขัดแย้งธรรมดาก็ยิ่งมีโอกาสนำไปสู่ความสูญเสียร้ายแรงมากขึ้น
สิ่งที่น่ากลัวที่สุดอาจไม่ใช่เพียงการเกิดเหตุรุนแรง แต่คือการที่สังคมเริ่ม “เคยชิน” กับมัน
เกิดเหตุ เราตกใจ เราแสดงความเสียใจ เราถกเถียงกันไม่กี่วัน ก่อนที่ข่าวใหม่จะเข้ามาแทนที่ และทุกอย่างก็กลับเข้าสู่วงจรเดิม จนกระทั่งเกิดความสูญเสียครั้งต่อไป
เหตุการณ์ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาจึงไม่ควรถูกจดจำเพียงในฐานะข่าวสะเทือนขวัญอีกชุดหนึ่ง แต่ควรเป็นจุดเริ่มต้นของการตั้งคำถามอย่างจริงจังว่า ประเทศไทยจะจัดการกับปัญหาอาวุธปืนอย่างไร ทั้งในมิติของกฎหมาย การบังคับใช้ การป้องกัน และวัฒนธรรมของสังคม
ท้ายที่สุด คำถามเรื่องอาวุธปืนไม่ใช่เพียงว่าใครควรหรือไม่ควรมีปืน แต่คือ เราจะออกแบบสังคมอย่างไรให้ความโกรธ ความขัดแย้ง หรือความผิดพลาดเพียงไม่กี่นาที ไม่สามารถพรากชีวิตของผู้อื่นไปได้อย่างง่ายดาย
เพราะความมั่นคงที่แท้จริง อาจไม่ใช่การที่ทุกคนมีอาวุธไว้ป้องกันตนเอง
หากคือการที่คนธรรมดาสามารถออกจากบ้านในตอนเช้า และมั่นใจว่าจะได้กลับบ้านไปหาคนที่รักในตอนเย็น...และนั่นควรเป็นมาตรฐานขั้นต่ำของคำว่า “สังคมที่ปลอดภัย”
เอวัง








