ร้อยเอก ดร.จารุพล เรืองสุวรรณ
รองผู้อำนวยการวิทยาลัยการเมืองการปกครอง สถาบันพระปกเกล้า
การกลับมาปะทะกันอีกครั้งระหว่างสหรัฐอเมริกากับอิหร่านในสัปดาห์ที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นว่า ข้อตกลงหยุดยิงก่อนหน้านี้มิได้แก้ไขรากฐานของความขัดแย้ง หากเป็นเพียงการพักรบชั่วคราวระหว่างคู่ขัดแย้งที่ยังคงมองกันและกันเป็นภัยคุกคามสำคัญต่อความมั่นคงของตนเอง เมื่อเหตุปะทะรอบใหม่เกิดขึ้น เสียงปืนจึงกลับมาอย่างรวดเร็ว พร้อมกับคำถามเดิมว่า ความขัดแย้งครั้งนี้จะหยุดอยู่เพียงสงครามจำกัดขอบเขต หรือขยายตัวเป็นสงครามระดับภูมิภาค วันนี้มาคุยเรื่องนี้กันครับ
สำหรับสหรัฐฯ ค่อนข้างแน่ชัดว่าอิหร่านมิใช่เพียงประเทศที่มีความเห็นต่างทางการเมือง แต่เป็นรัฐที่วอชิงตันมองว่ากำลังท้าทายระเบียบความมั่นคงในตะวันออกกลาง ทั้งจากโครงการนิวเคลียร์ การพัฒนาขีปนาวุธ การสนับสนุนเครือข่ายพันธมิตรติดอาวุธ และความสามารถในการคุกคามเส้นทางเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซ ในขณะที่อิหร่านกลับว่าสหรัฐฯ คือมหาอำนาจที่พยายามจำกัดอำนาจของตนผ่านการคว่ำบาตร การกดดันทางการทูต และการวางกำลังทหารอยู่โดยรอบประเทศ ซึ่งเป็นการลดทอนอธิปไตยอย่างรุนแรง
เมื่อทั้งสองฝ่ายต่างมองอีกฝ่ายเป็นภัยคุกคามเชิงโครงสร้าง การหยุดยิงจึงไม่อาจดำรงอยู่ได้อย่างมั่นคง เพราะไม่มีฝ่ายใดเชื่อว่าอีกฝ่ายจะปฏิบัติตามข้อตกลงอย่างจริงใจ และเป็นที่รู้กันดีว่าข้อตกลงดังกล่าวมีความเปราะบางตั้งแต่ต้น เพราะมิได้จัดการกับประเด็นที่แต่ละฝ่ายมองว่าเป็น “ผลประโยชน์แห่งชาติขั้นพื้นฐาน” ที่ต่างฝ่ายต่างต้องการจะรักษาไว้
เหตุปะทะรอบใหม่จึงเกิดขึ้นท่ามกลางบรรยากาศแห่งความไม่ไว้วางใจ โดยมีช่องแคบฮอร์มุซเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญ ช่องแคบแห่งนี้เป็นเส้นทางหลักในการขนส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติจากอ่าวเปอร์เซียไปยังตลาดโลก หากการเดินเรือถูกขัดขวางหรือมีความเสี่ยงมากขึ้น ย่อมส่งผลกระทบต่อราคาพลังงาน ค่าขนส่ง และเศรษฐกิจของหลายประเทศทันที
สำหรับสหรัฐฯ การรักษาเสรีภาพในการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซเป็นเรื่องของทั้งผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและความน่าเชื่อถือทางยุทธศาสตร์ หากสหรัฐไม่สามารถคุ้มครองเส้นทางพลังงานสำคัญของโลกได้ ย่อมกระทบต่อความเชื่อมั่นของพันธมิตรในตะวันออกกลางและอาจจะถึงทั้งโลก ขณะที่อิหร่านตระหนักดีว่า ที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ของตนเป็นหนึ่งในเครื่องมือต่อรองที่สำคัญที่สุด การคุกคามเส้นทางเดินเรือจึงเป็นวิธีสร้างต้นทุนแก่สหรัฐฯ และประเทศพันธมิตร โดยไม่จำเป็นต้องเผชิญหน้าทางทหารแบบเต็มรูปแบบ
สหรัฐฯ อาจดูเหนือกว่าอย่างชัดเจนด้านกำลังทางอากาศ เทคโนโลยี ข่าวกรอง และขีดความสามารถในการโจมตีระยะไกล แต่อิหร่านมีข้อได้เปรียบจากภูมิประเทศ เครือข่ายพันธมิตรในภูมิภาค ขีปนาวุธ โดรน และเรือขนาดเล็กจำนวนมาก ซึ่งสามารถใช้สร้างความเสียหายหรือเพิ่มต้นทุนแก่ฝ่ายตรงข้ามได้อย่างต่อเนื่อง
ในแง่นี้ อิหร่านอาจไม่จำเป็นต้องเอาชนะสหรัฐฯ ในสนามรบ เพียงแต่ต้องทำให้สงครามมีต้นทุนสูง ยืดเยื้อ และกระทบต่อพันธมิตรของวอชิงตันมากพอที่จะสร้างแรงกดดันทางการเมือง ในทางกลับกัน สหรัฐฯ ก็ไม่จำเป็นต้องยึดครองอิหร่าน หากสามารถลดทอนศักยภาพทางทหาร บังคับให้อิหร่านถอย และส่งสัญญาณว่าการท้าทายผลประโยชน์ของสหรัฐฯ จะต้องแลกด้วยต้นทุนที่สูงขึ้นเรื่อยๆ
อย่างไรก็ดี จุดอ่อนของยุทธศาสตร์ดังกล่าวคือ แม้จะสร้างชัยชนะทางทหารได้ แต่ไม่อาจรับประกันชัยชนะทางการเมือง การโจมตีทางอากาศอาจทำลายฐานทัพ ระบบป้องกันภัยทางอากาศ หรือคลังอาวุธได้ แต่ไม่สามารถขจัดแรงจูงใจของอิหร่านในการพัฒนาความสามารถด้านการป้องปรามได้ ตรงกันข้าม การถูกโจมตีอาจยิ่งทำให้ผู้นำอิหร่านเชื่อว่า ประเทศจำเป็นต้องมีอาวุธที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นเพื่อป้องกันตนเอง
ขณะเดียวกัน อิหร่านเองก็ต้องเผชิญข้อจำกัด หากการตอบโต้ขยายไปสู่การโจมตีฐานทัพหรือดินแดนของประเทศเพื่อนบ้านมากเกินไป รัฐอาหรับที่เคยพยายามวางตัวอย่างระมัดระวังอาจหันไปสนับสนุนสหรัฐฯ มากขึ้น ความเสียหายต่อพลเรือนหรือโครงสร้างพื้นฐานสำคัญย่อมบั่นทอนความชอบธรรมของอิหร่าน และอาจทำให้เกิดแนวร่วมต่อต้านที่กว้างกว่าเดิม สิ่งที่น่ากังวลที่สุดจึงไม่ใช่เพียงขนาดของการโจมตี แต่คือความเสี่ยงจากการคำนวณผิดพลาด สงครามลักษณะนี้อาจขยายตัวอย่างรวดเร็วจากเหตุการณ์เพียงครั้งเดียว ไม่ว่าจะเป็นการโจมตีผิดเป้าหมาย การเสียชีวิตของทหารจำนวนมาก หรือการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานที่มีความสำคัญสูง เมื่อเกิดความสูญเสีย ฝ่ายการเมืองของแต่ละประเทศย่อมเผชิญแรงกดดันให้ตอบโต้ และความขัดแย้งก็อาจจะยิ่งรุนแรงขึ้น
สำหรับประเทศไทย สถานการณ์นี้ควรถูกติดตามอย่างใกล้ชิดทั้งในด้านพลังงาน การค้า และความปลอดภัยของคนไทยในภูมิภาค รัฐบาลควรเตรียมมาตรการรองรับความผันผวนของราคาพลังงาน ประเมินเส้นทางนำเข้า และจัดทำแผนช่วยเหลือหรืออพยพประชาชนหากสถานการณ์ขยายตัว ขณะเดียวกัน ไทยและอาเซียนควรสนับสนุนการเจรจาทางการทูต เพราะประเทศขนาดกลางและขนาดเล็กมักเป็นผู้แบกรับต้นทุนจากสงคราม ทั้งที่ไม่มีอำนาจกำหนดการตัดสินใจของมหาอำนาจ
ท้ายที่สุด การกลับมารบกันอีกครั้งระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านตอกย้ำว่า การหยุดยิงไม่ใช่สันติภาพ การหยุดยิงอาจทำให้เสียงปืนเงียบลงชั่วคราว แต่ตราบใดที่ความหวาดระแวง ผลประโยชน์ และความขัดกันของผลประโยชน์ของชาติของทั้งสองฝั่งยังคงอยู่ สงครามก็พร้อมจะกลับมาเสมอ...เอวัง
#สหรัฐอเมริกา #อิหร่าน #ตะวันออกกลาง #ช่องแคบฮอร์มุซ #สงคราม #ภูมิรัฐศาสตร์ #พลังงานโลก #เศรษฐกิจโลก #วิเคราะห์สถานการณ์โลก #ข่าวต่างประเทศ #siamrathonline








