รศ. ดร.สุขุม เฉลยทรัพย์
ที่ปรึกษาอธิการบดี มหาวิทยาลัยสวนดุสิต
ดัชนีการเมืองไทยประจำเดือนพฤษภาคม 2569 สะท้อนภาพการเมืองไทยที่อยู่ในภาวะ “ความเชื่อมั่นต่ำและ
แรงคาดหวังสูง” ผลสำรวจของสวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต จากกลุ่มตัวอย่างประชาชนทั่วประเทศ 2,166 คน ระหว่างวันที่ 26-29 พฤษภาคม 2569 พบว่า คะแนนภาพรวมดัชนีการเมืองไทยอยู่ที่ 3.66 จากคะแนนเต็ม 10 ลดลงจากเดือนเมษายนที่ 3.79 คะแนน การลดลงเช่นนี้นอกจากจะเป็นการเปลี่ยนแปลงเชิงตัวเลขรายเดือนแลว ยังเป็นสัญญาณทางการเมืองในเชิงลึกว่า ประชาชนกำลังประเมินระบบการเมืองไทยผ่านประสบการณ์ชีวิตประจำวันมากกว่าวาทกรรมทางการเมือง
ดัชนีระดับ 3.66 ถือเป็นระดับที่ต่ำมากเมื่อเทียบกับมาตรวัดความเชื่อมั่นทางการเมืองทั่วไป สะท้อนว่าประชาชน
ส่วนใหญ่ยังไม่เห็นพลังของสถาบันการเมืองต่อการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ สังคม และคุณภาพชีวิต ขณะเดียวกัน ตัวเลขดังกล่าวก็บอกว่าความเชื่อมั่นทางการเมืองไทยกำลังอ่อนแรงลงอย่างต่อเนื่อง เห็นได้จากคะแนนภาพรวมลดลงจาก 4.30 ในเดือนกุมภาพันธ์ เป็น 3.89 ในเดือนมีนาคม 3.79 ในเดือนเมษายน และ 3.66 ในเดือนพฤษภาคม
เมื่อพิจารณาตัวชี้วัด 25 ด้าน พบว่าตัวชี้วัดที่ได้คะแนนสูงสุดคือ “ผลงานของฝ่ายค้าน” ได้ 4.13 คะแนน รองลงมาคือ “สิทธิและเสรีภาพของประชาชน” 4.12 คะแนน และ “การมีส่วนร่วมของประชาชน” 4.09 คะแนน ภาพตัวเลขนี้มีอาจอธิบายได้ว่า แม้ฝ่ายค้านจะได้รับคะแนนสูงสุด แต่คะแนนยังไม่ถึงกึ่งกลางของมาตรวัด แปลว่าประชาชนมองว่าฝ่ายค้านมีบทบาทมากกว่าฝ่ายอื่น แต่ยังไม่ถึงระดับที่สร้างความเชื่อมั่นได้จริง
ส่วนตัวชี้วัดที่ได้คะแนนต่ำสุด ได้แก่ “การแก้ปัญหายาเสพติดและผู้มีอิทธิพล” 3.09 คะแนน “ราคาสินค้า” 3.22 คะแนน “การแก้ปัญหาความยากจน” 3.22 คะแนน และ “การแก้ปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน ความโปร่งใส” 3.35 คะแนน ตัวชี้วัดกลุ่มนี้สะท้อนปัญหาที่ประชาชนรับรู้ได้โดยตรง ได้แก่ ความปลอดภัยในชุมชน ความสามารถของรัฐในการควบคุมค่าครองชีพ ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ และความโปร่งใสของระบบราชการ การที่คะแนนต่ำต่อเนื่องยังบ่งชี้ว่า ความชอบธรรมของรัฐถูกท้าทายจากการเมืองในสภา และ “ประสิทธิผลของรัฐ” (State capacity)
ประเด็นที่น่าสนใจคือ ตัวชี้วัดกลุ่มเศรษฐกิจอยู่ในระดับต่ำ ได้แก่ สภาพเศรษฐกิจโดยภาพรวม 3.42 คะแนน ค่าครองชีพ เงินเดือน ค่าจ้าง และสวัสดิการ 3.44 คะแนน ชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน 3.53 คะแนน และการแก้ปัญหาการว่างงาน 3.36 คะแนน ชี้ให้เห็นการเมืองไทยเดือนพฤษภาคม 2569 ประเมินผ่านปากท้องเป็นหลัก ประชาชนมองเหมา “เศรษฐกิจ” ควบคู่ “การเมือง” และเห็นว่าความสามารถในการบริหารเศรษฐกิจของรัฐบาลคือ แกนกลางของความเชื่อมั่นทางการเมือง
เมื่อพิจารณาในมิติของบุคคลทางการเมือง ประชาชนมองว่าฝ่ายรัฐบาลที่มีบทบาทโดดเด่นที่สุดคือ อนุทิน ชาญวีรกูล ร้อยละ 37.07 รองลงมาคือ ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ ร้อยละ 29.06 และเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ร้อยละ 16.09 ขณะที่ฝ่ายค้าน ผู้ที่โดดเด่นที่สุดคือ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ร้อยละ 25.19 ตามด้วยรักชนก ศรีนอก ร้อยละ 24.96 และณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ร้อยละ 24.59 ความใกล้เคียงของคะแนนฝั่งฝ่ายค้านสะท้อนการแข่งขันเชิงบทบาทที่กระจายตัวมากกว่าฝั่งรัฐบาล
อย่างไรก็ดี ความคาดหวังของประชาชนต่อรัฐบาลยังคงมีอยู่ โดยร้อยละ 56.83 คาดหวังว่าโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” จะช่วยลดค่าครองชีพได้ รองลงมาคือ รัฐบาลทำได้จริงตามนโยบายที่สัญญาไว้ ร้อยละ 23.42 และแก้ปัญหาพลังงาน ลดค่าไฟ ค่าน้ำมัน ร้อยละ 19.75 สิ่งนี้ย้ำชัดเจนว่า ประชาชนไม่ปิดกั้นโอกาสแต่พร้อมเปิดพื้นที่ให้รัฐบาลพิสูจน์ผลงาน โดยรัฐบาลต้องเปลี่ยนนโยบายจากคำประกาศให้กลายเป็นผลลัพธ์ที่ประชาชนจับต้องได้จริง (สักที)
สำหรับฝ่ายค้าน ความคาดหวังอันดับหนึ่งคือ การติดตามและตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล ร้อยละ 49.87 รองลงมาคือ ทำหน้าที่ฝ่ายค้านอย่างเต็มที่ ยึดมั่นในหลักการ ร้อยละ 29.36 และร่วมกันแก้ไขพัฒนาประเทศให้ดีขึ้น ร้อยละ 20.77 แสดงว่าประชาชนยังให้ความสำคัญกับกลไกถ่วงดุลตามระบอบประชาธิปไตย และต้องการฝ่ายค้านที่ตรวจสอบอย่างมีหลักการ เสนอทางเลือก และรักษาคุณภาพของการเมืองในสภา
ดัชนีการเมืองไทยเดือนพฤษภาคม 2569 เป็นดัชนีที่ส่งสัญญาณเตือนต่อรัฐบาล พรรคการเมือง และระบบการเมืองไทยโดยรวม ซึ่งคะแนนที่ลดลงเกือบทุกตัวชี้วัดสะท้อนว่าประชาชนกำลังตั้งคำถามต่อความสามารถของการเมืองในการแก้ปัญหา โดยเฉพาะค่าครองชีพ ความยากจน ยาเสพติด ผู้มีอิทธิพล และความโปร่งใส หากรัฐบาลไม่สามารถเปลี่ยนความคาดหวังให้เป็นผลงาน คะแนนความเชื่อมั่นน่าจะมีแนวโน้มลดลงต่อไป ขณะที่ฝ่ายค้านก็ต้องยกระดับบทบาทจากการตรวจสอบไปสู่การสร้างข้อเสนอเชิงนโยบายที่น่าเชื่อถือทำได้จริง เพราะการเมืองในอนาคตคือการทำให้ประชาชนรู้สึกว่า การเมืองสามารถเปลี่ยนชีวิตประชาชนให้ดีขึ้นกว่าเดิมได้ครับ








