ร้อยเอก ดร.จารุพล เรืองสุวรรณ
รองผู้อำนวยการวิทยาลัยการเมืองการปกครอง สถาบันพระปกเกล้า
จบลงไปแล้วกับการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันอาทิตย์ที่ 8 ก.พ. ที่ผ่านมา เรียกได้ว่าผลการเลือกตั้งงวดนี้ทำเอาหลายๆพรรคเหงื่อแตกเสียอาการไปตามๆกัน รวมไปจนถึงโพลและนักวิเคราะห์หลายคนที่ถูกหักปากกาเอาซะดื้อๆ พรรคประชาชน คือหนึ่งในพรรคที่ทุกโพลและนักวิเคราะห์มองว่าจะมาเป็นที่ 1 แบบถล่มทลาย วันนี้เรามาลองวิเคราะห์กันว่า มันเกิดอะไรขึ้น?
สิ่งแรกที่เห็นได้ชัดเจนสำหรับการเลือกตั้งงวดนี้ คือ “คนเมืองเลือกพรรคส้ม” ไม่ว่าจะเป็นกทม.หรือต่างจังหวัดที่มีความเป็นเมืองสูง เช่น เชียงใหม่ และบรรดาเขต 1 ของแทบทุกจังหวัด ปรากฎการณ์นี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ หากแต่เคยเกิดขึ้นมาแล้วเมื่อการเลือกตั้งงวดที่แล้ว และงวดนี้ก็เกิดขึ้นซ้ำอีกเช่นกัน จึงกลายเป็นเครื่องยืนยันชั้นดี ว่าฐานเสียงของพรรคประชาชนคือกลุ่มคนเมือง
ในขณะที่ในพื้นที่ชนบท ส่วนใหญ่เทคะแนนให้พรรคภูมิใจไทย พรรคกล้าธรรม และพรรคเพื่อไทย ตามลำดับ ซึ่งงวดนี้พรรคเพื่อไทยโดยตีป้อมแตกไปหลายค่ายโดยพรรคกล้าธรรมจนเรียกได้ว่าฮือฮากันยกใหญ่ ในส่วนนี้วิเคราะห์ได้ว่า การเมืองแบบ “on ground” ยังคงมีมนต์ขลังและมีพลัง หักปากกาเซียนอีกเช่นกันที่มองว่า online จะเป็นช่องทางหลักสำคัญที่เข้ามาแทนที่ on ground ในการเลือกตั้ง ซึ่งก็เป็นบทวิเคราะห์ที่เข้าใจได้สืบเนื่องจากการเลือกตั้งเมื่อปี 66 ที่พรรคก้าวไกลในขณะนั้นสามารถใช้พื้นที่ Online ได้อย่างมีประสิทธิภาพ จนได้คะแนนท่วมท้น
หากแต่คราวนี้ ผลการเลือกตั้งกลับชี้ให้เห็นว่า “อาจจะยังน้า” เพราะ online ยังไม่สามารถมีอิทธิพลได้อย่างเบ็ดเสร็จ และยังกลายเป็น On ground ที่ยังมีอิทธิพลอย่างมากในการเลือกตั้งไทย
ซึ่งกลุ่ม on ground กลุ่มนี้ คือ กลุ่มคนชนบทที่มีจำนวนมหาศาล สวนทางกับ คนเมือง ที่ online มีอิทธิพล และเป็นฐานเสียงของพรรคส้ม ซึ่งมีจำนวนน้อยกว่า
หากจะให้วิเคราะห์พรรคประชาชนแบบตรงไปตรงมา ก็ต้องบอกว่างวดนี้กระแสพรรคไม่ได้สะเทือนเลือนลั่นเหมือนเมื่อปี 66 ที่เรียกได้ว่า “ส้มทั้งแผ่นดิน” อย่างเต็มปาก อาจจะด้วยสาเหตุหลายประการ เช่น ผู้นำพรรคที่เปลี่ยนไป กระแสภาพลบของพรรคที่มาจากคนในพรรคที่มีเรื่องราวด้านลบหลายครั้ง รวมไปจนถึงการโหวตให้ภูมิใจไทยได้นายกสมใจ โดยเหตุผลหลักๆคือการโฟกัสที่การแก้รัฐธรรมนูญ ซึ่งจุดนี้อาจเป็นจุดสำคัญที่คนในพรรคมองไม่เห็น หากถอยออกมาหนึ่งก้าวแล้วมองจะพบว่า พรรคอาจจะโฟกัสกับเรื่องแก้รัฐธรรมนูญ “มากเกินไป” หลายๆคนมองถึงขั้นว่า มาก...จนเพลี่ยงพล้ำในการโหวตนายกหนู
นอกจากนี้ ปัจจัยที่หายไปจากเมื่อตอนปี 66 คือ “ศัตรูทางการเมือง” ที่ชัดเจน เมื่อปี 66 สิ่งที่เป็นแรงผลักดันสำคัญให้คะแนนเสียงของพรรคก้าวไกล คือ “ลุง” และการต่อสู้บนแนวทางที่ว่า “มีลุงไม่มีเรา” มันชัดเจนและได้ใจคนที่ท้อแท้เบื่อหน่ายกับรัฐบาลทหารที่ยาวนาน ในขณะที่ปีนี้ “มีส้ม ไม่มีเทา” ไม่ได้มีพลังมากขนาดนั้น เพราะในความเป็นจริงของสังคม ความเทาบางครั้งผู้คนก็รับได้ถ้ามันมาในรูปแบบ “ปากท้อง” ซึ่งคนส่วนใหญ่ยอมรับมันเป็น normal อย่างหนึ่งของสังคม (แม้ว่าไม่ควรจะเป็นเช่นนี้) มิหนำซ้ำยังโดนข่าวด้านลบที่คนของพรรคไปยุ่งเกี่ยวกับความเทาเข้าไปอีก จึงทำให้กระแส “มีส้ม ไม่มีเทา” จุดไม่ติด
เมื่อย้อมมามองถึงตัวนโยบายและอัตลักษณ์ของพรรค ก็จะพบว่า พรรคประชาชน เป็นพรรคที่มีความชัดเจนสูง หากแต่กลับกลายเป็นข้อจำกัด เพราะความชัดเจนนั้นทำให้พรรคประชาชนมีความ niche สูงมาก
สิ่งที่พรรคประชาชนพยายามผลักดัน รวมถึงภาพจำของคนทั่วไปต่อพรรคประชาชน คือ การปฏิรูปโครงสร้างประเทศ การสู้กับสีเทา การต่อสู้เรื่องประกันสังคม และการแก้รัฐธรรมนูญ สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่เข้าใจได้ไม่ง่าย และอาจ “ไม่ใช่ความต้องการ” ของคนส่วนใหญ่ โดยเฉพาะประชาชนในชนบทที่สนใจเรื่องปากท้องและความเป็นอยู่พื้นฐานเป็นหลัก
หากลงพื้นที่ชนบทจริงๆ จะพบว่า ประเทศไทยยังมีคนอีกจำนวนไม่น้อยที่ต้องการแค่ไฟฟ้า เพราะยังพึ่งพาเครื่องปั่นไฟและตะเกียงเจ้าพายุอยู่ (เรื่องจริงที่ไม่ค่อยมีใครรู้และสนใจ) ดังนั้น การแก้รัฐธรรมนูญที่มีความซับซ้อนจึงอาจไม่ใช้สิ่งที่จับต้องได้ง่ายขนาดนั้น
ผลการเลือกตั้งจึงสวนทางกับโพลอย่างที่เห็น เพราะคนจำนวนมากเหล่านี้อาจไม่ใช่คนที่จะมาตอบโพล โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าโพลนั้นทำด้วยวิธี online
หากจะเปรียบให้เห็นภาพง่ายๆ พรรคประชาชนเปรียบเสมือน “เบียร์คราฟ” ที่มีรสชาตินุ่มลิ้นในหมู่คน “บางกลุ่ม” และพยายามต่อสู้เพื่อเบียร์คราฟอยู่ตลอด แต่ ณ วันนี้ กลับอยู่บนทางแยกว่าจะเดินต่ออย่างไร หากต้องการมีลูกค้ามากขึ้นเพื่อจะได้ชื่อว่ายืนหนึ่ง ก็อาจหนีไม่พ้นต้องขยายกิจการ แต่จะไปขยายกิจการและทำเบียร์แมส เหมือนกลุ่มทุนใหญ่ๆ ก็คงจะหนีไม่พ้นสังคมเบียร์คราฟรุมประณาม ก็คงจะต้องเป็นการบ้านชิ้นใหญ่ ว่าจะทำอย่างไรให้คนกลุ่มเบียร์คราฟไม่รู้สึกว่าถูกทอดทิ้งและยังคงสนับสนุนเบียร์แมสที่กำลังจะทำในอนาคต แค่ฟังก็รู้แล้วว่า ซับซ้อนไม่น้อยเลยทีเดียว เพราะการขยายกิจการและการทำเบียร์แมส มันต้องใช้ “ทุน” ที่แฟนคลับก็คงไม่ปลื้ม และอาจต้องแลกด้วยคุณภาพที่ลดลง
หรืออาจจะต้องรอ ให้เบียร์คราฟได้รับความนิยมมากขึ้นโดยธรรมชาติ แล้วขยายเติบโตไปกับฐานลูกค้าธรรมชาติ ซึ่งก็ต้องยอมรับว่าต้องใช้เวลา และอย่าลืม ว่าเบียร์แมสยี่ห้ออื่นๆเค้าก็พร้อมจะทำการตลาดแย่งลูกค้าของคุณทุกวันเช่นกัน
นี่อาจเป็นข้อจำกัดของ “ความชัดเจน” ในทางการเมือง ที่พรรคประชาชนนำมาใช้ให้เป็นประโยชน์ แต่วันนี้กลับย้อนกลับมาเป็นอุปสรรคของพรรคประชาชนเช่นกัน
มีเวลา 4 ปี (มั้ง) ที่จะแก้โจทย์การบ้านนี้ ก่อนส่งมอบให้ประชาชนในเลือกตั้งครั้งต่อไป
เอวัง
#พรรคส้ม #พรรคประชาชน #วิเคราะห์การเมือง #เลือกตั้ง2569 #คนเมืองชนบท #OnGroundVsOnline #การเมืองไทย#บทเรียนเลือกตั้ง







