ร้อยเอก ดร.จารุพล เรืองสุวรรณ
รองผู้อำนวยการวิทยาลัยการเมืองการปกครอง สถาบันพระปกเกล้า
เมื่อบทความฉบับนี้เผยแพร่ เราจะเหลืออีกเพียง 3 วันเท่านั้นครับ ก่อนการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 8 ก.พ. ที่จะถึงนี้ วันนี้มีข้อคิดดีๆมาฝากทุกท่านก่อนการเลือกตั้งครับ
เลือกตั้งครั้งนี้ เราเลือกอะไร—รัฐบาล หรืออนาคตของประเทศ?
ประเทศไทยจะเดินเข้าสู่ “วันเลือกตั้งทั่วไป” อีกครั้งหนึ่งในไม่กี่วันนี้ ภาพบรรยากาศที่คุ้นเคยกำลังกลับมา ไม่ว่าจะเป็นป้ายหาเสียง นโยบายเรือธง วาทกรรมดุเดือดในเวทีดีเบต และการช่วงชิงความนิยมผ่านสื่อทุกแพลตฟอร์ม อย่างไรก็ดี คำถามสำคัญที่สังคมไทยควรถามตัวเองในห้วงเวลานี้ อาจไม่ใช่เพียงว่า ใครจะเป็นรัฐบาล แต่คือ เรา—ในฐานะประชาชน—กำลังเลือกอะไรให้ประเทศนี้กันแน่
เลือกตั้งในโลกที่ไม่เหมือนเดิม หากมองออกไปนอกประเทศไทย จะเห็นว่าโลกในปีนี้แตกต่างจากการเลือกตั้งครั้งก่อนอย่างมีนัยสำคัญ โลกกำลังเผชิญกับการแข่งขันเชิงอำนาจของมหาอำนาจอย่างเข้มข้น ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ยังไม่คลี่คลาย สงครามไม่ได้อยู่แค่ในสนามรบ แต่ขยายตัวไปสู่สงครามเศรษฐกิจ เทคโนโลยี ข้อมูลข่าวสาร และไซเบอร์
ในบริบทเช่นนี้ “รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง” ไม่ได้ทำหน้าที่เพียงบริหารประเทศในความหมายดั้งเดิมอีกต่อไป แต่ต้องเป็น ผู้นำทางยุทธศาสตร์ ที่ตัดสินใจภายใต้แรงกดดันจากภายนอก และความคาดหวังจากภายในพร้อมกัน
สงครามโลกไม่ใช่สิ่งที่เป็นไปไม่ได้ และอาจกำลังเกิดขึ้นแล้วด้วยรูปร่างหน้าตาที่เปลี่ยนไป คำถามคือ ผู้สมัครและพรรคการเมืองที่เรากำลังจะเลือก มีความพร้อมต่อโลกเช่นนี้มากเพียงใด?
จากนโยบายขายฝัน สู่คำถามว่า “ทำอย่างไร”
นอกจากนี้ เมื่อมองกลับเข้าสู่ภายในประเทศ...ตลอดช่วงการหาเสียง ประชาชนได้รับฟังนโยบายจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ การแจกเงิน การพัฒนาเทคโนโลยี หรือการยกระดับคุณภาพชีวิต
ปัญหาไม่ใช่การมีนโยบาย หรือไม่มี—แต่คือการขาดคำอธิบายว่า จะทำอย่างไร ?
เพราะหากตั้งใจดูนโยบายหาเสียงกันให้ดีๆ จะพบว่า ทุกวันนี้แทบทุกพรรคพูดพร้อมกันแต่ จะทำอะไร? แต่น้อยครั้งนักที่จะลงรายละเอียดว่าจะทำมันให้สำเร็จได้อย่างไร นี่เป็นอีกหนึ่งความท้าทายทั้งของนักการเมือง ประชาชน และชาติ ในการเดินต่อไปข้างหน้า
ไม่รู้ว่าอะไรเกิดก่อนกัน แต่ควรแก้ที่พรรคการเมืองอย่างแน่นอน จริงอยู่ที่ประชาชนอาจไม่อยากฟังการอธิบายที่ยืดยาว แต่นั่นเพราะยังมีพรรคการเมืองที่อาศัยช่องว่างนี้นำเสนอนโยบายแบบรวบรัดตัดตอน ทำนองว่า จะให้อะไร เพียงเพื่อกระตุ้นความสนใจของคนฟังให้หลงใหลไปกับสิ่งที่จะได้รับ จนลืมถามต่อว่า “แล้วมันจะทำอย่างไรถึงจะได้มา”
รัฐบาลในโลกปัจจุบันไม่สามารถบริหารด้วยความหวังหรือวาทกรรมเพียงอย่างเดียวได้อีกต่อไป นโยบายที่ดีต้องมาพร้อมคำอธิบายเรื่องแหล่งงบประมาณ ความเป็นไปได้เชิงโครงสร้าง หน่วยงานที่รับผิดชอบ และผลกระทบระยะยาวต่อเสถียรภาพของประเทศ
การเลือกตั้งครั้งนี้จึงเป็นบททดสอบวุฒิภาวะทางการเมืองของทั้ง “ผู้สมัคร” และ “ผู้เลือก”
ผู้นำประเทศ ไม่ใช่เพียงนักการเมือง ในทางรัฐศาสตร์ ผู้นำรัฐบาลไม่ได้เป็นเพียงนักการเมืองที่ชนะการเลือกตั้ง แต่คือ ผู้กำหนดทิศทางของรัฐ (state direction) ในยามที่โลกผันผวน ภาวะผู้นำที่ประเทศต้องการในวันนี้ จึงไม่ใช่แค่ความเก่งในการสื่อสารหรือความนิยมในโซเชียลมีเดีย แต่คือความสามารถในการอ่านเกมโลก ความกล้าตัดสินใจภายใต้ต้นทุนทางการเมือง ความเข้าใจกลไกรัฐและระบบราชการ และที่สำคัญที่สุด คือ ความรับผิดชอบต่อผลลัพธ์ของการตัดสินใจนั้น
จงจำกันไว้ให้มั่นว่า “ประชาธิปไตยไม่ได้จบลงในคูหาเลือกตั้ง แต่มันเริ่มต้นขึ้นที่นั่นต่างหาก” ดังนั้น การเลือกตั้งที่ดีจึงต้องมองข้ามชอตว่าหลังเลือกตั้งจะเป็นอย่างไร
การไปใช้สิทธิเลือกตั้งมักถูกอธิบายว่าเป็น “หน้าที่ของพลเมือง” ซึ่งถูกต้อง แต่ในอีกมิติหนึ่ง การเลือกตั้งคือ ความรับผิดชอบร่วมกันต่ออนาคตของประเทศ ทุกคะแนนเสียงไม่ใช่เพียงการเลือกผู้แทน แต่คือการส่งสัญญาณว่า เราต้องการประเทศแบบใด...ประเทศที่มองสั้นหรือมองยาว ประเทศที่บริหารด้วยอารมณ์หรือด้วยข้อมูล ประเทศที่ตามโลก หรือประเทศที่รู้จักยืนอยู่ในตำแหน่งของตนเองอย่างมีศักดิ์ศรี
บทสรุปก่อนเข้าคูหา
วันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ ประเทศไทยจะไม่ได้เลือกแค่รัฐบาลใหม่ แต่กำลังเลือก “แนวคิด” และ “ทิศทาง” ของประเทศในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของโลก บางครั้ง การเลือกตั้งที่สำคัญที่สุด ไม่ได้วัดกันที่ผลแพ้ชนะ แต่คือระดับความตระหนักรู้ของประชาชนในวันนั้น และบางที คำถามที่สำคัญที่สุดก่อนหย่อนบัตร อาจไม่ใช่ เขาจะให้อะไรเรา แต่คือ เขาจะพาประเทศนี้ไปอยู่ตรงไหน—ในโลกใบใหม่ที่กำลังเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว
เอวัง







