ร้อยเอก ดร.จารุพล เรืองสุวรรณ
รองผู้อำนวยการวิทยาลัยการเมืองการปกครอง สถาบันพระปกเกล้า
หลังจากอึ้งทึ่งเสียวกันไปได้ไม่นานจากกรณีการบุกเข้าไปจับตัวประธานธิบดีเวเนซุเอลา โดนัลด์ ทรัมป์ ก็ตกเป็นข่าวพาดหัวทั่วโลกอีกครั้ง กับกรณีที่มีการแสดงท่าทีว่า นอกจากจะ “ยึด” เอาเวเนซุเอลาแล้ว สหรัฐฯ (โดนัลด์ ทรัมป์) ยังมีเป้าหมายอื่นอีก และหนึ่งในนั้นคือ “กรีนแลนด์” ทำไมจึงต้องเป็นกรีนแลนด์ และมันส่งผลกระทบอะไรบ้าง ? สัปดาห์นี้มาคุยเรื่องนี้กันครับ
กรีนแลนด์ (Greenland) เป็นดินแดนขนาดใหญ่ในเขตอาร์กติก ที่มีสถานะทางการเมืองแบบพิเศษ กล่าวคือ เป็นเกาะที่ใหญ่ที่สุดในโลก และไม่ใช่ประเทศเอกราชเต็มรูปแบบ เป็นดินแดนที่มีรัฐบาลปกครองตนเองในด้านการศึกษา สาธารณสุข ทรัพยกรธรรมชาติ หากแต่ยังอยู่ภายใต้เดนมาร์กในหลายๆด้าน อาทิ การต่างประเทศ การทหาร เงินตรา และอื่นๆ
แม้ว่ากว่า 80 เปอร์เซ็นต์ของดินแดนจะถูกปกคลุมด้วยหิมะ แต่เป็นที่ทราบกันว่า กรีนแลนด์มีความสำคัญอย่างมากต่อโลกและภูมิรัฐศาสตร์ จึงไม่แปลกที่จะเป็นที่หมายปองของมหาอำนาจต่างๆ ซึ่งสามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ด้านหลักๆ ได้แก่
1) ด้านความมั่นคง เพราะกรีนแลนด์เป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญทางการสงคราม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการอยู่ในเส้นทางระหว่างรัสเซีย-สหรัฐ รวมถึงการเป็นตำแหน่งที่เหมาะสมในการติดตั้งระบบตรวจจับขีปนาวุธ ซึ่งสหรัฐก็ใช้เป็นจุดเตือนภัยขีปนาวุธจากรัสเซียอยู่เป็นทุน
2) ทรัพยากรธรรมชาติ เมื่อพูดถึงภูมิรัฐศาสตร์แล้ว ก็คงหนีไม่พ้นต้องพูดเรื่องทรัพยากร เพราะดูแล้วชั่วโมงนี้ไม่ว่าสหรัฐจะทำอะไรในทางภูมิรัฐศาสตร์ ก็มักจะต้องมีเรื่องทรัพยากรธรรมชาติพ่วงท้ายมาด้วยเสมอ ไม่ว่าจะเป็นสงครามการค้าหรือแม้แต่การบุกเข้ายึดเวเนซุเอลาเมื่อวันก่อน ซึ่งแน่นอนกรีนแลนด์ มีทั้งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ ยูเรเนียม รวมไปจนถึงตระกูลแร่แรร์เอิร์ธ
3) เส้นทางเดินเรือ เริ่มมีคนพูดกันหนาหูมาขึ้น ว่าอีกหนึ่งความสำคัญของกรีนแลนด์ คือการเป็นจุดเชื่อมต่อระหว่างทวีปสำคัญ และหากมีการละลายของน้ำแข็งเพิ่มมากขึ้น นี่อาจกลายเป็นเส้นทางเดินเรือใหม่ที่เป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญของโลก และจะสามารถเชื่อมโลกได้ในเวลาอันสั้น อย่างไรก็ดี แนวคิดนี้ก็ยังไม่ได้รับการยืนยันชัดเจน
แต่ที่ค่อนข้างแน่นอนและชัดเจน คือบทบาทของจีนและรัสเซียที่ให้ความสนใจกับดินแดนแห่งนี้ รวมถึงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและทรัพยากร จึงทำให้สหรัฐจำเป็นต้องเข้ามามีบทบาทในดินแดนแห่งนี้ด้วยเช่นกัน เพื่อป้องกันการขยายอิทธิพลของจีนและรัสเซีย และเพื่อยึดครองจุดยุทธศาสตร์สำคัญไว้ให้ได้ นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ทรัมป์พูดถึงกรีนแลนด์ เขาเคยพูดถึงกรีนแลนด์ในลักษณะเช่นนี้มาแล้วย้อนกลับไปเมื่อตอนเป็นประธานาธิบดีสมัยแรก การฉายหนังซ้ำเช่นนี้ เป็นเครื่องยืนยันเจตนาได้อย่างดี
ส่วนผลกระทบต่อโลกนั่น ไม่ต้องพูดถึง บอกได้เลยว่ามีมากมายหลายมิติ
ในแง่มุมหนึ่ง คนทั่วโลกมองว่านี่คือภาคต่อของการใช้อำนาจตามอำเภอใจ ต่อเนื่องจากกรณีของเวเนซุเอลา สหรัฐกลายเป็นเหมือนเด็กที่ “ได้ใจ” และไม่สนต่อกฎระเบียบที่ยึดถือกันเป็นสากล
ทรัมป์ประกาศอย่างชัดเจนว่าการได้ควบคุมกรีนแลนด์ ถือเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งต่อความมั่นคงของสหรัฐ เขาบอกว่า เขาสนใจซื้อ แต่ก็ไม่ตัดไพ่ของการยึดครองด้วยกำลังทหารออกไป อย่างไรก็ดี การออกมาพูดว่า จะ “ซื้อ” หรือ “ถ้าซื้อไม่ได้ก็จะยึด” นับว่าเป็นเรื่องที่ไม่ปกติอย่างมากในยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมา
ตอกย้ำว่า ระบบโลก ที่ว่าด้วยอธิปไตยของชาติ ซึ่งยึดถือกันมายาวนาน ได้ถูกเมินเฉยโดยมหาอำนาจที่ชื่อสหรัฐอเมริกาไปเสียแล้ว
ในมุมของยุโรป และนาโต้ ก็ต้องบอกว่า น่าจะสั่นสะเทือนไม่น้อย เพราะจากพันธมิตรในกลุ่มนาโต้ด้วยกัน กลายเป็นจ้องจะงาบดินแดนกันเองเสียแล้ว งานนี้ สะเทือนไปถึงการคงอยู่ของนาโต้ และแน่นอน อนาคตของนาโต้ด้วยเช่นกัน
ประเด็นนี้แม้ว่าจะยังไม่เกิดการ “ยึด” หรือ “ซื้อ” กันขึ้นจริง แต่การแสดงออกอย่างชัดเจนเช่นนี้ก็มากเพียงพอที่จะทำให้ประชาคมโลกเกิดความกังวลต่อสถานการณ์และต่อความเอาแต่ใจแบบไม่สนกฎระเบียบของทรัมป์ จนต้องจับตามองกันอย่างใกล้ชิด ว่ามันจะเกิดขึ้นจริงหรือไม่ อย่างไร และเมื่อใด หากเกิดขึ้นจริง โลกทั้งใบคงเห็นภาพกลายๆแล้วว่า วิธีการแบบ “เอาแต่ใจ” เช่นนี้ ไม่ได้แค่พูด แต่ “พูดแล้วทำ” เสียด้วย
อนาคตจะลามไปถึงเรื่องไหนอีก ก็ต้องคอยดูกันต่อไป
สำหรับประเทศไทย วันนี้ยังไม่กระทบโดยตรง แต่ถ้าอนาคตเกิดมีอะไรที่เขา “อยากได้” อันนี้ก็ไม่แน่เหมือนกัน







