ร้อยเอก ดร.จารุพล เรืองสุวรรณ
รองผู้อำนวยการวิทยาลัยการเมืองการปกครอง สถาบันพระปกเกล้า
ทันทีที่ประกาศยุบสภาไปเมื่อวันก่อน เสียงปี่เสียงกลองก็ถูกโหมขึ้นทันที เป็นสัญญาณว่าประเทศไทยกำลังเข้าสู่ “ฤดูกาล” เลือกตั้งอีกครั้งหนึ่งแล้ว วันนี้เรามาลองวิเคราะห์การเลือกตั้งที่กำลังจะเกิดขึ้นกันครับ
จากผลโพลของ สถาบันพระปกเกล้า (KPI Poll) ที่ปล่อยออกมาเมื่อวันที่ 13 ธันวาคมที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นว่าความรู้สึกของคนส่วนใหญ่ในประเทศมองว่าการเมืองไทย “แย่ลง” และยังไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงในเชิงบวก ข้อนี้หากจะขยายความก็คงไม่ยาก เพราะที่ผ่านมาการเมืองไทยอยู่ในภาวะขึ้นๆลงๆอยู่ตลอด อีกทั้งเกือบตลอดเวลายังคงอยู่ในวังวนของ “เกมการเมือง” มากกว่าบทบาทของการพัฒนาหรือแก้ไขปัญหาของประชาชน การพัฒนาอย่างเป็นรูปธรรมยังเป็นที่โหยหา และก็ยังเป็นสิ่งที่ยัง “หาไม่เจอ” ในช่วงเวลา 2 ปี กับ 3 นายกรัฐมนตรีที่ผ่านมา
ในขณะที่คุณสมบัติสำคัญที่สุดของนายกรัฐมนตรีคนต่อไป 5 อันดับแรกได้แก่ 1) แก้ปัญหาเศรษฐกิจปากท้อง 2) ซื่อสัตย์ 3) สื่อสารชัดเจน 4) มีวิสัยทัศน์ และ 5) ยึดมั่นหลักประชาธิปไตย ซึ่งชี้ให้เห็นว่าประชาชนกว่า ร้อยละ 36 ของกลุ่มตัวอย่างให้ความสำคัญกับเรื่องความสามารถในการแก้ไขปัญหาปากท้องมากกว่าด้านคำอธิบายทางการเมือง หรือประเด็นอุดมการณ์ทางการเมือง
สิ่งที่น่าสนใจและเป็นหลักฐาน คือการที่ กว่าร้อยละ 50 ของกลุ่มตัวอย่าง มาจากผู้ที่มีเงินเดือนต่ำกว่า 20,000 บาท จึงอนุมานได้ว่า ประชาชนกลุ่มรากหญ้า ซึ่งคือผู้ที่มีเสียงมากที่สุดในประเทศ ต้องการการแก้ปัญหาปากท้องมากกว่าสิ่งอื่นใด นี่อาจเป็นข้อมูลที่เป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อพรรคการเมืองในการนำไปพัฒนานโยบายว่างวดนี้ต้องเน้นย้ำเรื่องอะไร บางพรรคที่ขายอุดมการณ์เป็นหลักก็อาจจะต้องคิดทบทวนเสียใหม่และให้น้ำหนักกับปากท้องมากยิ่งขึ้น อีกหนึ่งสิ่งที่ชี้ให้เห็นจากคำตอบของโพล คือ ปัจจุบันเศรษฐกิจของประเทศกำลังย่ำแย่ และกระทบไปจนถึงประชาชนระดับรากหญ้า
ในขณะที่ความซื่อสัตย์ การสื่อสารที่ชัดเจน และความมีวิสัยทัศน์ เป็นลำดับรองลงมา ซึ่งเป็น “คุณสมบัติ ส่วนบุคคล” ไม่ใช่มิติของ “ความสามารถในการทำงาน” อย่างการแก้ปัญหาปากท้อง แสดงให้เห็นว่า ประชาชนยังมีความต้องการผู้นำที่มีบุคลิกลักษณะที่ดีและมีความรู้ สามารถเป็นผู้นำ และเป็นตัวแทนประชาชนได้อย่างสง่างาม
ในด้านนโยบายเร่งด่วนที่ต้องการให้ผู้นำคนใหม่ดำเนินการมากที่สุด 5 อันดับแรกได้แก่ 1) ปราบปรามทุจริตคอร์รัปชั่น 2) แก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือน 3) ลดค่าครองชีพ 4) แก้ไขปัญหาชายแดนภาคใต้-กัมพูชา และ 5) ปฏิรูปการเมืองทุกระดับ
จากข้อนี้จะเห็นได้ว่า ทุจริตคอร์รัปชั่น ยังคงเป็นปัญหาหลักที่ประชาชนให้ความสนใจ ตลอดจนการแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือ และการลดค่าครองชีพ สามประเด็นนี้ชี้ให้เห็นว่ามีความสอดคล้องกับข้อที่ผ่านมา คือ ด้านปากท้อง ในขณะที่ด้านความมั่นคงตามมาเป็นอันดับที่สี่ และการปฏิรูปการเมืองตามมาเป็นอันดับที่ห้า อนุมานได้ว่า ปัญหาความมั่นคงที่อาจถูกมองว่าเป็นปัญหาอันดับหนึ่งในปัจจุบัน อาจไม่ใช่ความต้องการหลักระยะยาวของประชาชน และแสดงให้เห็นว่าปัญหาที่กระทบกับประชาชนมากที่สุดยังคงเป็นด้านปากท้องเป็นหลัก ในขณะที่การปฏิรูปการเมืองยังคงมีความสำคัญ แต่ยังไม่สามารถเอาชนะด้านปากท้องของประชาชนได้
ไฮไลท์ของโพลนี้ เห็นจะเป็นคำถามว่า อยากฟังดีเบตจากใคร มากที่สุด? อันดับ 1 ได้แก่ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ (พรรคประชาชน) อันดับ 2 นายอนุทิน ชาญวีรกูล (พรรคภูมิใจไทย) อันดับ 3 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ (พรรคประชาธิปัตย์) อันดับ 4 นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ (พรรคเพื่อไทย) อันดับ 5 คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ (พรรคไทยสร้างไทย) อันดับ 6 ศ.ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ (พรรคไทยก้าวใหม่) อันดับ 7 พลเอก รังสี กิตติญาณทรัพย์ (พรรคเศรษฐกิจ)
สิ่งที่หน้าสนใจสำหรับผลลัพธ์นี้ อาจกล่าวได้ว่า พรรคประชาธิปัตย์ โดยการนำของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สามารถฟื้นตัวได้ค่อนข้างเร็ว และกลายเป็นพรรคอันดับ 3 ที่ประชาชนยังคงสนใจมากที่สุด สวนทางกับคำทำนายของหลายเซียนว่าประชาธิปัตย์กำลังจะสูญพันธุ์ ส่วนพรรคประชาชน ภูมิใจไทย และเพื่อไทยนั้น เป็นที่คาดเดาได้โดยง่ายว่าจะต้องติดอยู่ในโพล
สิ่งที่น่าสนใจไม่แพ้กันคือ คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ที่หายเงียบจากหน้าสื่อไปพอสมควร กลับยังได้รับความสนใจอยู่ไม่น้อย รวมไปจนถึงพรรคใหม่ขนาดเล็กอย่าง พรรคไทยก้าวใหม่ และ พรรคเศรษฐกิจ ด้วยเช่นกัน สิ่งนี้อาจสะท้อนให้เห็นว่าประชาชนยังอาจมีความหวังกับพรรคใหม่ และตีความได้เช่นเดียวกันว่าอาจกำลังเบื่อหน่ายกับพรรคเก่าๆ จนทำให้พรรคใหม่ติดโผในระดับสูง
งานนี้คงต้องเป็นการบ้านของบรรดาพรรคการเมืองทั้งเล็กใหญ่ และเก่าใหม่ ที่จะต้องเร่งสร้างตัวตน สร้างนโยบายให้ถูกฝาถูกตัวกับความต้องการและความคาดหวังของประชาชน งานนี้ถ้าฉลาดพอ ต้องฟังเสียงประชาชนที่ผ่านโพล เพราะนี่คือสถิติที่เป็นกระจกสะท้อนความรู้สึกประชาชน แล้วจะเห็นภาพรางๆ ว่าต้องทำอะไร และ อย่างไร
ขอขอบคุณข้อมูลจาก KPI Poll มา ณ ที่นี้
เอวัง







