รศ. ดร. สุขุม เฉลยทรัพย์
ประธานที่ปรึกษาอธิการบดี มหาวิทยาลัยสวนดุสิต
ในอดีตไม่แปลกที่ “มนุษย์งาน” จะคุ้นเคยกับเส้นทางที่ค่อนข้างเป็นเส้นตรง คือ “เรียนอะไรมา ก็ทำงานอย่างนั้น” เรียนบัญชีก็ทำบัญชี เรียนคอมพิวเตอร์ก็ทำงานด้านไอที เรียนภาษาอังกฤษก็สอนภาษาอังกฤษ หรือเรียนบริหารก็ทำงานบริหาร แนวคิดเช่นนี้ไม่ผิด เพราะความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านยังคงเป็นพื้นฐานสำคัญของวิชาชีพ แต่ในโลกปัจจุบัน “ความเชี่ยวชาญในศาสตร์เดียว” ไม่พอในการรับมือความท้าทายด้านสังคม เศรษฐกิจ และเทคโนโลยีที่มีความซับซ้อนและเชื่อมโยงกันอย่างเหนียวแน่น
เมื่อเรามองปัญหารอบตัว ตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โรคระบาด ความเหลื่อมล้ำ ปัญหาสังคมสูงวัย ไปจนถึงการเข้ามาของปัญญาประดิษฐ์ ปัญหาเหล่านี้ได้เกิดขึ้นแบบเชื่อมโยงกันเป็นระบบ จนเกิดสิ่งที่เรียกว่า “วิกฤตซ้อนทับ” (Polycrisis) ซึ่งวิกฤตหนึ่งสามารถกระตุ้นหรือขยายผลไปสู่อีกวิกฤตหนึ่งได้
ดังนั้น โลกที่ปัญหาเชื่อมโยงกัน ย่อมไม่สามารถแก้ไขด้วยความรู้ที่แยกออกจากกันเป็นกล่อง ๆ ได้อีกต่อไป เพราะปัญหาจริงไม่เคยถามว่าเราเรียนจบอะไร ตัวอย่างเช่น ลองพิจารณาปัญหาสาธารณสุข ถ้ามองเฉพาะมิติทางการแพทย์ ก็อาจสนใจเชื้อโรค อาการ การรักษา และวัคซีน แต่ในโลกจริงการควบคุมโรคมีความเกี่ยวข้องกับพฤติกรรมของประชาชน ระบบเศรษฐกิจ การสื่อสาร ความเชื่อ วัฒนธรรม เทคโนโลยี และนโยบายของรัฐ
เมื่อแพทย์คนเดียวแก้ปัญหาทั้งระบบไม่ได้ เช่นเดียวกับนักเศรษฐศาสตร์ นักสังคมศาสตร์ หรือนักเทคโนโลยีที่ไม่สามารถทำงานโดยมองเฉพาะมิติของตนเอง เนื่องจาก “การคิดแบบแยกส่วน” (Reductionism) จะช่วยให้เราเข้าใจองค์ประกอบใดองค์ประกอบหนึ่งอย่างลึกซึ้ง แต่วิธีคิดนี้มีข้อจำกัดอยู่ตรงที่ช่วยให้มอง “เห็นต้นไม้ชัดเจน แต่มองไม่เห็นทั้งป่า” เนื่องจากแนวคิดแบบแยกส่วน คือ
วิธีคิดที่พยายามทำความเข้าใจสิ่งต่าง ๆ หรือปัญหาที่ซับซ้อน โดยแยกออกเป็นส่วนย่อย ๆ แล้วศึกษาหรือวิเคราะห์แต่ละส่วนแยกกัน ส่วนการทำงานข้ามศาสตร์ไม่ได้ปฏิเสธความเชี่ยวชาญ แต่หมายถึงการนำความเชี่ยวชาญหลายด้านมาประกอบกัน เพื่อทำความเข้าใจปัญหาระดับระบบ
จาก “เรียนอะไรมา” สู่ “คุณทำอะไรได้” ตลาดแรงงานกำลังสะท้อนการเปลี่ยนแปลงนี้อย่างชัดเจน องค์กรไม่ได้มองว่าผู้สมัครจบสาขาใด แต่ให้ความสำคัญมากขึ้นกับความสามารถในการคิดวิเคราะห์ แก้ปัญหาซับซ้อน ตัดสินใจภายใต้ความไม่แน่นอน และทำงานร่วมกับบุคลากรจากหลายฝ่าย กล่าวอีกอย่างคือ ‘ปริญญา’ ยังสำคัญแต่ความสามารถในการบูรณาการกำลังสำคัญขึ้น
นักการตลาดยุคใหม่อาจต้องเข้าใจเรื่อง Data Analytics นักบัญชีอาจต้องใช้ AI นักพัฒนาซอฟต์แวร์ต้องเข้าใจพฤติกรรมมนุษย์ นักการศึกษาต้องเข้าใจเทคโนโลยี และผู้บริหารต้องอ่านข้อมูลเป็น โดยเฉพาะเมื่อ Generative AI สามารถช่วยค้นหา วิเคราะห์ และสังเคราะห์ความรู้เฉพาะทางได้รวดเร็วขึ้น คุณค่าของมนุษย์กลับไม่ได้อยู่ที่การ “จำได้มากกว่าเครื่อง” แต่อยู่ที่การตั้งคำถาม ตัดสินใจ และเชื่อมโยงความรู้จากหลายศาสตร์เพื่อสร้างคำตอบที่เหมาะสมกับบริบท
นวัตกรรมจำนวนมากไม่ได้เกิดขึ้น “กลางศาสตร์” แต่เกิดขึ้นตรง “รอยต่อระหว่างศาสตร์” มหาวิทยาลัยก็ต้องออกจากกำแพงของสาขาวิชา เรื่องนี้เป็นโจทย์ใหญ่ของมหาวิทยาลัยเช่นกัน เมื่ออาจารย์สอนเฉพาะสิ่งที่ตนเรียนจบมา โดยไม่เชื่อมโยงกับศาสตร์อื่น ผู้เรียนอาจมีความรู้จำนวนมาก แต่ไม่สามารถนำความรู้นั้นไปใช้กับสถานการณ์ที่แตกต่างจากในตำรา สิ่งที่น่าสนใจไม่ใช่การเลิกสอนความรู้เฉพาะทาง แต่เป็นการสร้างสมดุลระหว่าง “ความลึก” (Depth) กับ “ความสามารถในการเชื่อมโยง” (Integration)
แนวคิดหนึ่งเสนอภาพสัดส่วน 70:30 กล่าวคือ ประมาณ 70% ของการเรียนรู้ยังคงใช้สร้างฐานของศาสตร์ ทั้งแนวคิด ทฤษฎี และวิธีการ ขณะที่อีก 30% เปิดพื้นที่ให้ผู้เรียนทำโครงการหรือแก้ปัญหาที่จำเป็นต้องดึงความรู้จากหลายศาสตร์เข้ามาทำงานร่วมกัน ตัวอย่างเช่น แทนที่จะให้นักศึกษาคอมพิวเตอร์สร้างแอปพลิเคชันเพื่อแสดงความสามารถในการเขียนโปรแกรม อาจตั้งโจทย์ว่า
“จะออกแบบระบบดิจิทัลสำหรับดูแลผู้สูงอายุอย่างไร” ซึ่งทันทีที่โจทย์เปลี่ยน นักศึกษาจะต้องคิดมากกว่าเรื่องโค้ด เพราะต้องเข้าใจผู้สูงอายุ สุขภาพ ประสบการณ์ เศรษฐศาสตร์ ความเป็นส่วนตัวของข้อมูล และจริยธรรม เนื่องจากสิ่งนี้เป็นการเรียนรู้ที่ใกล้เคียงโลกการทำงานจริงมากกว่า
คนทำงานยุคใหม่ต้องมี Cross-Disciplinary Mindset สำหรับคนทำงาน การทำงานข้ามศาสตร์ไม่ได้หมายความว่าเราต้องเรียนปริญญาเพิ่มอีกหลายใบ แต่ต้องมีความสามารถสำคัญอย่างน้อย 3 ประการ คือ ประการแรกคือ ความคล่องตัวทางความคิด (Cognitive Agility) กล้าที่จะทบทวนความรู้เดิม เรียนรู้สิ่งใหม่ และไม่ผูกอัตลักษณ์ของตนเองไว้กับประโยคว่า “ฉันไม่ได้เรียนด้านนี้มา” ประการที่สองคือ การคิดเชิงระบบ (Systems Thinking) มองเห็นว่าการตัดสินใจเรื่องหนึ่งอาจส่งผลกระทบต่อส่วนอื่นอย่างไร และเข้าใจว่าปัญหาซับซ้อนจำนวนมากไม่มีเหตุและผลแบบเส้นตรง และประการสุดท้ายคือ ความสามารถในการบูรณาการ (Integrative Capacity) เป็นความสามารถในการนำแนวคิดจากต่างศาสตร์มาสังเคราะห์จนเกิดวิธีคิดหรือทางเลือกใหม่ ซึ่งไม่ใช่นำผู้เชี่ยวชาญหลายคนมานั่งอยู่ในห้องเดียวกัน แต่ต้องทำให้ความรู้ของแต่ละคน “คุยกันรู้เรื่อง”
ความเชี่ยวชาญยังสำคัญ แต่ต้องเปิดประตู การส่งเสริมการทำงานข้ามศาสตร์ไม่ควรถูกตีความว่า “ต่อไปไม่จำเป็นต้องมีผู้เชี่ยวชาญ” ตรงกันข้าม ยิ่งปัญหาซับซ้อน ก็ยิ่งต้องการผู้เชี่ยวชาญที่มีความลึก แต่ผู้เชี่ยวชาญเหล่านั้นต้องสามารถเปิดประตูออกจากห้องของตนเอง และทำงานกับความรู้ชุดอื่นได้
มหาวิทยาลัยควรสร้างพื้นที่สำหรับการร่วมสอน การวิจัยข้ามคณะ และโครงการที่เริ่มต้นจาก “ปัญหา” มากกว่าเริ่มต้นจาก “สาขาวิชา” ขณะที่องค์กรควรเปิดโอกาสให้บุคลากรทำงานข้ามฟังก์ชัน และประเมินผลงานจากความสามารถในการสร้างผลลัพธ์ร่วม ไม่ใช่เฉพาะผลงานภายในขอบเขตหน้าที่เดิม เพราะท้ายที่สุด โลกไม่ได้แบ่งปัญหาออกเป็นคณะ ภาควิชา หรือตำแหน่งงานเหมือนโครงสร้างองค์กรของเรา อนาคตอาจไม่ได้เป็นของคนที่รู้ทุกเรื่อง หรือคนที่รู้ลึกเพียงเรื่องเดียว แต่เป็นของคนที่ “มีฐานที่ลึกพอ และมี
กิ่งก้านที่เชื่อมโยงกับผู้อื่นได้”
ภายใต้สภาวะโลกแห่ง “วิกฤตซ้อนทับ” การทำงานข้ามศาสตร์ คือการฝึกคิดใหม่ว่า “เราจะนำสิ่งที่รู้ไปเชื่อมกับสิ่งที่คนอื่นรู้ เพื่อร่วมกันแก้ปัญหาที่ไม่มีศาสตร์ใดศาสตร์หนึ่งเป็นเจ้าของได้อย่างไร” เพราะในโลกที่ทุกปัญหาเชื่อมโยงกัน ความสามารถในการเชื่อมโยงความรู้สำคัญไม่แพ้ความเชี่ยวชาญในศาสตร์ของตนเอง ท่านผู้อ่าน โดยเฉพาะนักคิด นักบริหาร นักวางแผน และนักวิเคราะห์ เห็นประการใด สะท้อนเล่าสู่กันฟังด้วยสิครับ








