รศ. ดร.สุขุม เฉลยทรัพย์
ที่ปรึกษาอธิการบดี มหาวิทยาลัยสวนดุสิต
ช่วงเวลานี้…หากลองตั้งคำถามง่าย ๆ กับตัวเองว่า “อะไรคือความกังวลของผู้คนมากที่สุด?” คำถามสั้น ๆ นี้กลับสะท้อนภาพความเป็นจริงของสังคมไทยอย่างชัดเจน เพราะไม่ว่าจะเป็นคนวัยทำงาน ผู้ประกอบการ หรือแม้แต่นักศึกษา คำตอบที่ได้คือ “ค่าครองชีพ” และ “ข้าวของแพง” ซึ่งเป็นประเด็นสนทนาในชีวิตประจำวันนี้และยังเป็น “แรงกดดันร่วม” ที่ทุกคนกำลังเผชิญ
ไม่ว่าจะเป็นอาหาร…พลังงาน…ค่าเดินทาง หรือแม้แต่ค่าใช้จ่ายเล็ก ๆ น้อย ๆ ในชีวิตประจำวัน ผ่าน “ตัวเลข” ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตัวเลขเหล่านี้แทรกซึมอยู่ในทุกมื้ออาหาร ทุกการเดินทาง และทุกการตัดสินใจใช้จ่ายของผู้คน และเมื่อมองให้ลึกลงไป จะพบว่าผลกระทบเกิดขึ้นตั้งแต่ระดับบุคคล ขยายไปสู่ระดับครัวเรือน องค์กร และโครงสร้างทางสังคมโดยรวม
สิ่งที่น่าสนใจคือ ปรากฏการณ์ “ข้าวของแพง” นี้ สะท้อนถึงความรู้สึกหรือการรับรู้ของผู้คนที่มี “ข้อมูล” รองรับอย่างเป็นรูปธรรม และเมื่อมองผ่านข้อมูลนี้อย่างเป็นระบบ เราจะเห็นปัญหาเฉพาะหน้า เห็น “ทิศทางของสังคม” ที่กำลังเปลี่ยนแปลง อาทิ พฤติกรรมการบริโภคที่รอบคอบมากขึ้น การตัดสินใจที่อิงเหตุผลมากขึ้น หรือแม้แต่การมองหาทางเลือกใหม่ ๆ ในการดำรงชีวิต
การจัด “ปาฐกถาพิเศษศิโรจน์ผลพันธิน” ในหัวข้อ “อยู่อย่างไร? ในยุคข้าวของแพง” ในเวลานี้นับว่ามีความหมายมากกว่าการเป็นเวทีวิชาการทั่วไป เพราะเป็นช่วงเวลาที่สังคมกำลังต้องการ “พื้นที่ของความรู้” ที่เปิดโอกาสให้ผู้คนได้เข้ามาเรียนรู้
ตั้งคำถาม และค้นหาคำตอบร่วมกันในประเด็นที่กระทบชีวิตของทุกคนโดยตรง
ความสำคัญของปาฐกถาพิเศษศิโรจน์ผลพันธินครั้งนี้ สะท้อนผ่านจำนวนผู้ลงทะเบียนเข้าร่วม ทั้งออนไลน์และออนไซต์ที่มีมากกว่า 1,400 คน จากหลากหลายภาคส่วน ทั้งภาคการศึกษา ภาคราชการ และองค์กรต่าง ๆ ตัวเลขนี้นอกจากจะเป็น ‘ตัวเลข’ สถิติของการเข้าร่วมงานแล้ว ยังเป็น “ภาพสะท้อนของความตื่นตัวทางปัญญา” ของสังคม ที่กำลังมองหาความเข้าใจและแนวทางการปรับตัว
ตัวเลขดังกล่าว…หากมองเพียงผิวเผิน อาจเป็นเพียง “จำนวนผู้เข้าร่วม” แต่หากมองผ่านมุมของข้อมูล จะพบว่านี่คือ “สัญญาณ” ของความต้องการเรียนรู้ เป็นการแสดงออกถึงความพยายามของผู้คนในการ “หาคำตอบ” ให้กับชีวิตของตนเองในสถานการณ์ที่ไม่แน่นอน และเป็นหลักฐานว่าความรู้ยังคงเป็นสิ่งที่ผู้คนให้คุณค่าเสมอ
ลักษณะเช่นนี้…ไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะในหลายช่วงเวลาของการเปลี่ยนแปลงทางสังคม “ข้อมูล” และ “องค์ความรู้” จะกลายเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้ผู้คนเข้าใจโลกที่ซับซ้อนมากขึ้น และสามารถตัดสินใจได้อย่างมีเหตุผลมากขึ้น เมื่อสังคมเผชิญความไม่แน่นอน ความรู้จึงไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็น “ความจำเป็น”
ดังนั้น คำถามว่า “ของแพงขึ้นเพราะอะไร” อาจมีคำอธิบายทางเศรษฐศาสตร์มากมาย แต่คำถามที่สำคัญยิ่งกว่าคือ “เราจะอยู่กับมันอย่างไร” เพราะคำถามนี้เกี่ยวข้องกับชีวิตจริง การตัดสินใจจริง และอนาคตของแต่ละคนโดยตรง
และนี่เองคือจุดที่ “ความรู้” เข้ามามีบทบาทอย่างชัดเจน เพราะในโลกปัจจุบัน ความรู้ไม่ได้ถูกจำกัดอยู่ในห้องเรียน หรืออยู่ในตำรา แต่ความรู้เปิดกว้าง และที่สำคัญคือ “เลือกได้” ผู้คนสามารถเลือกเรียนรู้ในสิ่งที่จำเป็นต่อชีวิต เลือกแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้ และเลือกวิธีนำความรู้นั้นไปใช้ให้เหมาะสมกับบริบทของตนเอง
การที่เวทีปาฐกถานี้ มีองค์ปาฐกอย่าง ศาสตราจารย์ ดร.สุชาติ ธาดาธำรงเวช อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ยิ่งสะท้อนให้เห็นว่า ความรู้ที่ถูกถ่ายทอดในเวทีนี้ ไม่ได้เป็นทฤษฎีเชิงนามธรรม แต่เชื่อมโยงกับ “ประสบการณ์จริง” ทั้งในระดับนโยบาย การบริหารเศรษฐกิจ และการรับมือกับสถานการณ์ที่ซับซ้อนในระดับประเทศ
เมื่อผนวกกับสภาพของสังคมไทยในปัจจุบัน ที่ต้องเผชิญทั้งแรงกดดันจากเศรษฐกิจโลก ราคาพลังงานที่ผันผวน และพฤติกรรมการบริโภคที่เปลี่ยนไป ยิ่งทำให้คำถาม “อยู่อย่างไร?” เป็นคำถามที่มีความหมายต่อการดำรงชีวิตอย่างยิ่ง
หากมองผ่านข้อมูลในมิติต่าง ๆ จะพบว่า รายจ่ายของครัวเรือนเพิ่มขึ้นเร็วกว่ารายได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งนำไปสู่ “ความเปราะบาง” ทางเศรษฐกิจระดับบุคคลและครัวเรือน แต่ในอีกด้านหนึ่ง ข้อมูลเดียวกันนี้ก็สะท้อนให้เห็นถึง “การปรับตัว” ของผู้คน ไม่ว่าจะเป็นการวางแผนการเงินอย่างรอบคอบ การหารายได้เสริม หรือการปรับพฤติกรรมการใช้จ่ายให้เหมาะสมมากขึ้น
สิ่งที่น่าสังเกตคือ การปรับตัวเหล่านี้มีจุดร่วมเดียวกันคือ “การใช้ความรู้” เช่น ความรู้ทางการเงิน ความรู้ด้านอาชีพ หรือแม้แต่ความรู้ในการบริหารชีวิต ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการช่วยให้ผู้คนรับมือกับความเปลี่ยนแปลงได้อย่างมีประสิทธิภาพ
รูปแบบการจัดงานไฮบริดทั้งออนไลน์และออนไซต์ ณ หอประชุมรักตะกนิษฐ มหาวิทยาลัยสวนดุสิต ในวันพฤหัสบดีที่
7 พฤษภาคม 2569 เวลา 09.00 – 11.00 น. สะท้อนถึงการปรับตัวของสถาบันการศึกษา ที่พยายามทำให้ความรู้เข้าถึงผู้คนได้มากขึ้น ลดข้อจำกัดด้านเวลาและสถานที่ และสอดคล้องกับพฤติกรรมการเรียนรู้ของคนยุคใหม่ที่ต้องการความยืดหยุ่น
ยิ่งมองให้ลึกลงไป “ยุคข้าวของแพง” อาจไม่ใช่วิกฤติที่ต้องหลีกเลี่ยงเท่านั้น แต่แปรเปลี่ยนเป็น “ตัวเร่ง” ที่ทำให้ผู้คนต้องกลับมาทบทวนวิธีคิด วิธีใช้ชีวิต และวิธีการตัดสินใจ เช่นเดียวกับแนวคิดที่องค์กรยุคใหม่ต้องการบุคลากรที่สามารถปรับตัว เรียนรู้ และพัฒนาตนเองได้อย่างต่อเนื่อง
การเข้าร่วมปาฐกถาพิเศษศิโรจน์ผลพันธินนับว่าเป็นการ “ลงทุนทางความคิด” เป็นการลงทุนที่ไม่ต้องใช้เงินจำนวนมาก แต่อาจให้ผลตอบแทนระยะยาว เพราะช่วยให้ผู้คนเข้าใจโลกมากขึ้น ปรับตัวได้ดีขึ้น และมองเห็นทางเลือกในชีวิตมากขึ้น
แม้ว่าคำตอบของคำถาม “อยู่อย่างไร ? ในยุคข้าวของแพง” จะไม่มีสูตรสำเร็จสำหรับทุกคน เพราะแต่ละคนมีบริบทชีวิตที่แตกต่างกัน แต่สิ่งหนึ่งที่ชัดเจน คือ ผู้ที่มี “ความรู้” และสามารถ “ใช้ความรู้เป็น” ย่อมมีทางเลือกมากกว่า และมีโอกาสสร้างความมั่นคงให้กับชีวิตได้มากกว่าเช่นกัน
โลกที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน เราอาจไม่สามารถควบคุมราคาสินค้า หรือสถานการณ์เศรษฐกิจโลกได้ แต่เราสามารถควบคุม “การเรียนรู้” ของตนเองได้ และบางครั้ง… “ความรู้ที่คุณเลือกได้” อาจเป็นสิ่งเดียว ที่ทำให้คุณสามารถ “เลือกชีวิต” ของตัวเองได้








