รศ. ดร.สุขุม เฉลยทรัพย์
ที่ปรึกษาสวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต
เดือนเมษายน ปี 2569 นี้ กล่าวได้ว่าเป็น “จุดพีก” ของทั้งอุณหภูมิและความตึงเครียดของโลกที่เดือดทะลุองศา เมื่อพิจารณาอย่างผิวเผินก็อาจเห็นแต่คลื่นความร้อนที่ทำให้อุณหภูมิหลายพื้นที่ของประเทศไทยทะลุ 40–43 องศาเซลเซียส แต่ในเชิงลึกแล้วจะเห็นว่า โลกเกิดปรากฏการณ์ที่สะท้อนถึง “การซ้อนทับของวิกฤต” (Polycrisis) ระหว่างภูมิอากาศ เศรษฐกิจ การเมือง และคุณค่าทางสังคมอย่างเป็นระบบ
ข้อมูลจาก องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) ระบุว่าปี 2568 เป็นหนึ่งในสามปีที่ร้อนที่สุดในประวัติศาสตร์ จากการบันทึก พบว่าอุณหภูมิเฉลี่ยสูงกว่าช่วงก่อนยุคอุตสาหกรรมราว 1.44 องศาเซลเซียส และมีแนวโน้มว่าอุณหภูมิโลกอาจเฉลี่ยเข้าใกล้ระดับ 1.5 องศาเซลเซียส ซึ่งเป็น ‘เส้นแดง’ ตามกรอบความตกลงปารีส ถ้าทิศทางการปล่อยก๊าซเรือนกระจกไม่เปลี่ยนแปลง ขณะเดียวกัน ข้อมูลจากองค์การอนามัยโลก ชี้ว่าในช่วงปี 2000–2019 ความร้อนจัดทำให้มีผู้เสียชีวิตทั่วโลกมากกว่า 489,000 คน โดยเอเชียเป็นภูมิภาคที่ได้รับผลกระทบสูงสุด
สำหรับประเทศไทย กรมอุตุนิยมวิทยารายงานว่า เดือนเมษายนปีนี้มีค่า Heat Index หรือ “ดัชนีความร้อน” สูงเกิน 52 องศาเซลเซียสในบางพื้นที่ของประเทศ ซึ่งอยู่ในระดับ “อันตรายมาก” (Extreme danger) ขณะที่ข้อมูลจาก กรมควบคุมมลพิษ ระบุว่า ค่าฝุ่น PM2.5 ในภาคเหนือพุ่งสูงเกิน 150 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตรในหลายวัน ซึ่งสูงกว่ามาตรฐานความปลอดภัยถึง 6 เท่า
สถานการณ์ “ภัยธรรมชาติ” ดังกล่าวนี้ แน่นอนว่าเป็นผลลัพธ์ของโครงสร้างเศรษฐกิจและพฤติกรรมการผลิตที่พึ่งพาการเผาและพลังงานฟอสซิลอย่างเข้มข้น ซึ่งข้อมูลจากดาวเทียมบ่งชี้ว่ามี“ฮอตสปอต” ในพื้นที่ป่าอนุรักษ์และพื้นที่เกษตรกรรมในภูมิภาคร่วมลุ่มน้ำโขงจำนวนมากในต้นปี 2569 ซึ่งกลายเป็นต้นตอของวิกฤตฝุ่นข้ามพรมแดน
ขณะเดียวกัน ความร้อนทางภูมิรัฐศาสตร์ก็กำลังเร่งตัวขึ้นอย่างน่าวิตกระดับสูงสุด ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกาและ อิหร่าน ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ในช่วงต้นไตรมาสที่ 2 ปี 2569 ทะลุระดับ 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลเพิ่มขึ้นกว่า 30% จากค่าเฉลี่ยของปีก่อน ซึ่งกำลังกดดันอัตราเงินเฟ้อทั่วโลก
บทบาทของ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ภายใต้สถานการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ถือเป็น “ตัวเร่ง” ของความเปลี่ยนแปลงเชิงอำนาจ นโยบายแบบชาตินิยมสุดโต่ง (Extreme nationalism) และการใช้อำนาจฝ่ายบริหารอย่างเข้มข้น ส่งผลให้ดัชนีความเชื่อมั่นต่อระเบียบพหุภาคี (Multilateral order) ลดลงอย่างมาก
การปะทะกันเชิงวาทกรรมระหว่าง วาติกัน และ พระสันตะปาปา กับผู้นำทางการเมืองของสหรัฐฯ สะท้อนให้เห็นถึง “การแตกหักของศีลธรรมโลก” (Global moral fracture) เมื่อสถาบันทางศาสนาต้องออกมาแสดงจุดยืนต่อประเด็นสงคราม ผู้อพยพ และความเหลื่อมล้ำ ในขณะเดียวกัน จีน ก็เร่งขยายอิทธิพลทางเศรษฐกิจผ่านโครงการ Belt and Road Initiative ที่ครอบคลุมกว่า 150 ประเทศ ขณะที่ เกาหลีเหนือ ยังคงทดสอบขีปนาวุธอย่างต่อเนื่อง และ ฮังการี กลายเป็นตัวอย่างของรัฐในยุโรปที่หันหลังให้กับเสรีประชาธิปไตยแบบดั้งเดิม
เมื่อพิจารณาในภาพรวม โลกกำลังก้าวเข้าสู่ “ระเบียบร้อนใหม่” ที่มีลักษณะ 3 ประการ ได้แก่ (1) อุณหภูมิที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง (2) ความขัดแย้งที่กระจายตัวและยากต่อการควบคุม และ (3) การเสื่อมถอยของสถาบันระหว่างประเทศ
คำถามคือ ประเทศไทยจะ “ยืนอยู่ตรงไหน” ในระเบียบโลกร้อนใหม่นี้
ในเชิงเศรษฐกิจ ธนาคารแห่งประเทศไทยประเมินว่า ทุก ๆ การเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมัน 10 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จะทำให้ GDP ของไทยลดลงประมาณ 0.3–0.5% ขณะที่ภาคการท่องเที่ยว ซึ่งคิดเป็นกว่า 20% ของ GDP อาจได้รับผลกระทบจากสภาพอากาศสุดขั้วและความไม่แน่นอนทางการเมืองโลก
ในเชิงสังคม งานวิจัยชี้ว่า อุณหภูมิที่สูงขึ้นทุก 1 องศาเซลเซียส อาจเพิ่มความเสี่ยงของความรุนแรงในสังคมได้ถึง 2–4% ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า “ความร้อน” นอกจากจะทำลายสุขภาพของมนุษย์แล้ว ยังบ่อนทำลายเสถียรภาพทางสังคมอีกด้วย
ในเชิงสิ่งแวดล้อม ประเทศไทยยังคงปล่อยก๊าซเรือนกระจกประมาณ 350 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น หากไม่มีมาตรการเชิงโครงสร้างที่จริงจัง
ดังนั้น ทางรอดของประเทศไทยใน “ระเบียบร้อนใหม่” จำเป็นต้องมีลักษณะเชิงรุกและเป็นระบบ อาทิ 1) ต้อง “เปลี่ยนวิธีคิด” จากการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ไปสู่การบริหารความเสี่ยงเชิงระบบ (Systemic risk management) โดยใช้ข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) และปัญญาประดิษฐ์ในการคาดการณ์และวางแผน 2) ต้อง “เร่งเปลี่ยนผ่านพลังงาน” (Energy transition) อย่างจริงจัง โดยตั้งเป้าหมายเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนจากปัจจุบันประมาณ 20% ให้เป็นอย่างน้อย 40% ภายในทศวรรษหน้า 3) ต้อง “เสริมสร้างภูมิคุ้มกันทางสังคม” ผ่านการศึกษาและการพัฒนาทักษะแห่งอนาคต เพื่อให้ประชาชนสามารถปรับตัวในโลกที่ไม่แน่นอนได้ และ 4) ต้อง “วางตำแหน่งเชิงยุทธศาสตร์” (Strategic positioning) ในเวทีโลกอย่างฉลาด รักษาสมดุลระหว่างมหาอำนาจ และใช้ความเป็นศูนย์กลางของอาเซียนให้เกิดประโยชน์สูงสุด
คำอุทาน “ร้อนตับแตก!” ในปี 2569 เป็น “สัญญาณเตือนเชิงโครงสร้าง” ที่สะท้อนว่าโลกกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรงและรวดเร็ว หากประเทศไทยยังมองว่าความร้อนเป็นเรื่องของฤดูกาลเท่านั้น ก็อาจกำลังมองข้ามภัย “ไฟ” ที่กำลังลุกลาม และเมื่อถึงวันที่ไฟปะทุขึ้นเต็มรูปแบบ “เราจะยังมีโอกาสรับมือและอยู่รอดหรือไม่?” ในโลกที่ร้อนเกินกว่าจะเยียวยาจริง ๆ ครับ...
#โลกร้อน #Polycrisis #ภูมิรัฐศาสตร์ #เศรษฐกิจโลก #ข่าววิเคราะห์ #siamrathonline








