รศ. ดร.สุขุม เฉลยทรัพย์
ที่ปรึกษาอธิการบดีมหาวิทยาลัยสวนดุสิต
ในอดีต “ที่ปรึกษา” ต้องเป็นผู้บริหารอาวุโสที่ผ่านประสบการณ์มายาวนาน และก้าวเข้าสู่บทบาทให้คำแนะนำภายหลังเกษียณอายุ โดยเฉพาะในแวดวงการศึกษาและภาครัฐ อย่างไรก็ตาม บริบทโลกในปัจจุบันได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้ความหมายของคำว่า “ที่ปรึกษา” ไม่ได้ผูกพันกับวัยหรือระยะเวลาการทำงาน แต่ผูกโยงกับ “ศักยภาพในการสร้างคุณค่าและผลลัพธ์เชิงรูปธรรม” ให้แก่องค์กร
เมื่อสภาพแวดล้อมโลกเต็มไปด้วยความผันผวน ความไม่แน่นอน ความซับซ้อน และความคลุมเครือ ประกอบกับการขยายตัวของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ เศรษฐกิจดิจิทัล เศรษฐกิจสีเขียว และมาตรฐานธรรมาภิบาลที่เข้มข้นขึ้น ทำให้องค์กรไม่สามารถพึ่งพาประสบการณ์เดิมได้มากนัก องค์กรยุคใหม่ต่างต้องการ “คู่คิดเชิงยุทธศาสตร์” ที่สามารถจัดระบบข้อมูล วิเคราะห์ความเสี่ยง ลดอคติในการตัดสินใจ และสนับสนุนการกำหนดทิศทางบนฐานหลักฐานเชิงประจักษ์ (Evidence-based decision making)
นอกจากนี้ การบริหารจัดการองค์กรสมัยใหม่ที่ต้องดำเนินงานโดยอาศัยโครงสร้างอำนาจภายในและประสบการณ์ของผู้บริหาร แต่ความซับซ้อนของปัจจัยแวดล้อมทั้งการเมือง เศรษฐกิจ เทคโนโลยี กฎหมาย สังคม และความคาดหวังของผู้มี
ส่วนได้ส่วนเสีย ทำให้การตัดสินใจแต่ละครั้งส่งผลกระทบวงกว้างและเชื่อมโยงหลายมิติ ทำให้องค์กรต้องการที่ปรึกษาในฐานะ “กลไกเสริมความรอบคอบ” และ “กลไกเพิ่มคุณภาพการตัดสินใจ” ด้วยเหตุผลดังนี้
1) ที่ปรึกษาช่วยสร้างมุมมองที่เป็นกลาง ลดอคติจากการทำงานอยู่ภายในระบบเดียวกันเป็นเวลานาน บุคลากรภายในอาจคุ้นชินกับวิธีคิดเดิมหรือวัฒนธรรมองค์กรบางประการโดยไม่รู้ตัว ขณะที่ที่ปรึกษาสามารถตั้งคำถามเชิงหลักการ ชี้ให้เห็นจุดอ่อนเชิงโครงสร้าง และเสนอแนวทางที่แตกต่างบนฐานข้อมูลและหลักฐานเชิงประจักษ์
2) ที่ปรึกษาช่วยเพิ่มความลึกและความแม่นยำในการวิเคราะห์เชิงยุทธศาสตร์ ยุคที่ข้อมูลมีปริมาณมหาศาล แต่การตีความต้องอาศัยความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน องค์กรต้องการผู้เชี่ยวชาญที่สามารถคัดกรอง วิเคราะห์ และสังเคราะห์ข้อมูลเพื่อสนับสนุนการกำหนดทิศทางระยะสั้นและระยะยาว
3) ที่ปรึกษามีบทบาทสำคัญในการบริหารการเปลี่ยนแปลง (Change management) การปรับโครงสร้าง การนำเทคโนโลยีใหม่มาใช้ หรือการปรับยุทธศาสตร์องค์กร มักเผชิญแรงต้านจากภายใน ที่ปรึกษาสามารถออกแบบกระบวนการสื่อสาร การมีส่วนร่วม และแผนขับเคลื่อนที่ช่วยลดความขัดแย้งและเพิ่มโอกาสความสำเร็จ
4) การมีที่ปรึกษาช่วยยกระดับความน่าเชื่อถือขององค์กร โดยเฉพาะในโครงการขนาดใหญ่หรือการดำเนินงานที่ต้องอาศัยความโปร่งใส การมีบุคคลภายนอกที่มีความเป็นอิสระเข้าร่วมให้ข้อเสนอแนะ ช่วยเสริมความเชื่อมั่นแก่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งภายในและภายนอกองค์กร
จากเหตุผลข้างต้น องค์กรยุคปัจจุบันต้องมองที่ปรึกษาเป็น “ผู้ให้คำแนะนำ” และ “พันธมิตรทางปัญญา” ที่ร่วมขับเคลื่อนความสำเร็จอย่างเป็นระบบ และช่วยให้องค์กรสามารถยืนหยัดได้บนเส้นทางความเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วและไม่แน่นอนของโลกยุคใหม่
สำหรับบทบาทที่ปรึกษาในยุคปัจจุบัน ต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของคุณลักษณะที่สะท้อนทั้งความรู้ ความคิด และความรับผิดชอบทางวิชาชีพ อาทิ
1. การมีวิธีคิดเชิงระบบ เป็นผู้มองภาพรวมได้อย่างเชื่อมโยง เข้าใจความสัมพันธ์ขององค์ประกอบต่าง ๆ ภายในองค์กร ไม่มองปัญหาเพียงผิวเผิน แต่พิจารณาถึงโครงสร้างและสาเหตุเชิงลึกอย่างรอบด้าน
2. ความยึดมั่นในหลักฐานและเหตุผล ให้ความสำคัญกับข้อมูล ข้อเท็จจริง และหลักฐานเชิงประจักษ์ในการวิเคราะห์และเสนอแนะ หลีกเลี่ยงการตัดสินใจบนพื้นฐานของความรู้สึกหรือความเชื่อส่วนบุคคล
3. ความชัดเจนและรอบคอบในการสื่อสาร สามารถถ่ายทอดประเด็นที่ซับซ้อนให้เข้าใจได้ง่าย มีลำดับความคิดเป็นระบบ สุภาพ และเหมาะสมกับบริบทของผู้รับสาร โดยเฉพาะในระดับนโยบายและการบริหาร
4. ความซื่อสัตย์สุจริตและจริยธรรมวิชาชีพ ยืนหยัดในความถูกต้อง โปร่งใส และกล้านำเสนอข้อเท็จจริง แม้ในสถานการณ์ที่อาจไม่สอดคล้องกับความคาดหวังของผู้ว่าจ้าง คำนึงถึงประโยชน์ส่วนรวมขององค์กรเป็นสำคัญ
5. ความเข้าใจต่อพลวัตของการเปลี่ยนแปลง ตระหนักถึงความซับซ้อนของมนุษย์และองค์กร เข้าใจแรงต้าน ความกังวล และปัจจัยทางวัฒนธรรม พร้อมทั้งสนับสนุนการปรับตัวอย่างมีเหตุผลและเป็นขั้นตอน
6. ความสามารถในการสร้างความร่วมมือ เปิดกว้าง รับฟังความคิดเห็นที่หลากหลาย และเชื่อมโยงผู้มีส่วนได้ส่วนเสียให้เกิดการทำงานร่วมกันอย่างสร้างสรรค์ เพื่อนำไปสู่ผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม
7. ความตื่นรู้ทางเทคโนโลยี มีทัศนคติที่พร้อมเรียนรู้และประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ รวมถึงปัญญาประดิษฐ์อย่างเหมาะสม โดยตระหนักว่าเทคโนโลยีเป็นเครื่องมือสนับสนุน มิใช่สิ่งแทนที่วิจารณญาณของมนุษย์
8. ภาวะผู้นำทางปัญญา มีวิสัยทัศน์ กล้าตั้งคำถามเชิงหลักการ และสามารถชี้ให้เห็นทิศทางระยะยาวที่สอดคล้องกับพันธกิจและคุณค่าขององค์กร
สำหรับตลาดที่ปรึกษาในประเทศไทยมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง ครอบคลุมหลายภาคส่วน ได้แก่
1. ภาครัฐและรัฐวิสาหกิจ มีการว่าจ้างที่ปรึกษาในรูปแบบโครงการด้านนโยบาย การประเมินผล การปฏิรูปองค์กร และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ โดยเฉพาะประเด็นดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชันและการยกระดับคุณภาพการศึกษา
2. ภาคธุรกิจเอกชนและ SME ต้องการผู้เชี่ยวชาญภายนอกในการวางกลยุทธ์ ออกแบบระบบบริหาร และพัฒนาบุคลากร เพื่อเสริมศักยภาพการแข่งขัน
3. ตลาดการฝึกอบรมภายในองค์กร (In-house Training) เปิดพื้นที่ให้ผู้เชี่ยวชาญออกแบบหลักสูตรเฉพาะด้าน ตอบโจทย์บริบทของแต่ละองค์กร
4. ที่ปรึกษาด้านภาวะผู้นำและวัฒนธรรมองค์กร สนับสนุนการประเมินผู้นำ การโค้ชผู้บริหาร และการสร้างความสอดคล้องเชิงค่านิยมในระดับองค์กร
แนวโน้มในอนาคตชี้ชัดว่า บทบาทที่ปรึกษาจะเปลี่ยนจากผู้จัดทำรายงานเชิงข้อเสนอ ไปสู่ผู้ร่วมขับเคลื่อนผลลัพธ์ (Implementation partner) ที่ทำงานร่วมกับองค์กรจนเห็นผลเชิงประจักษ์ ซึ่งอาชีพที่ปรึกษาในยุคใหม่ มองว่าวัยวุฒิเป็นเรื่องรอง แต่มองผู้ที่มีความรู้ ความสามารถ และความรับผิดชอบมาก่อน ที่สำคัญต้องเป็นผู้ที่พร้อมใช้ศักยภาพของตนเพื่อประโยชน์ในวงกว้างครับ








