รศ. ดร.สุขุม เฉลยทรัพย์
ที่ปรึกษาสวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต
ท่ามกลางกระแสข่าวสะพัดไปทั่วว่า เลือกตั้งปี 2569 ตัวเลขซื้อเสียงสูงมากถึง 7,500 บาทต่อหัว และต้องใช้เม็ดเงินสูงถึง 30,000 ล้านบาท จะเห็นว่าเมื่อถึงฤดูเลือกตั้งทีไร คำว่า “เงิน” ก็จะกลับมาเป็นเงาตามตัวการเมืองไทยเสมอ คำตอบอาจเป็นเพราะระบบการเมืองไทยยังไม่สลัดตัวเองออกจากคำถามพื้นฐานว่า อำนาจในคูหาเลือกตั้งนั้นเป็นของใคร? ระหว่างประชาชนกับ
ทุนการเมือง
แต่ในการเลือกตั้งปี 2569 สิ่งที่เปลี่ยนไปคือ “เงิน” ไม่น่าทำงานเห็นผลแบบเดิมแล้ว เพราะการซื้อเสียงก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ อย่างที่หลายคนเคยเข้าใจ หากย้อนกลับไปไม่กี่ทศวรรษก่อน การซื้อเสียงคือเครื่องมือที่มีอำนาจและตรงไปตรงมาที่สุดในสนามเลือกตั้ง เงินสามารถเปลี่ยนเป็นคะแนนเสียงได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล โดยเฉพาะในพื้นที่ที่รัฐเข้าไม่ถึง และประชาชนขาดอำนาจต่อรองทางการเมือง
ในบริบทปี 2569 เงินไม่ได้หายไปจากสนามเลือกตั้ง หากบทบาทของเงินเปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ กลายเป็นเพียง “องค์ประกอบหนึ่ง” ของเกมการเมืองที่ซับซ้อนขึ้น เงินยังถูกใช้ ยังถูกแจก และยังไหลเวียนอยู่ในหลายพื้นที่ แต่คำถามคือ เงินยังซื้อ “การตัดสินใจในคูหา” ได้จริงอยู่หรือ?
พฤติกรรมที่สะท้อนการเปลี่ยนผ่านของการเมืองไทยอย่างชัดเจน คือทัศนคติที่ประชาชนพูดกันอย่างตรงไปตรงมาว่า “ให้ก็รับ เลือกหรือไม่ เป็นอีกเรื่อง” ประโยคนี้อาจสะท้อนว่าคนไทยมีศีลธรรมทางการเมืองที่สูงขึ้น ซึ่งมาพร้อม ๆ กับการเปลี่ยนแปลงเชิงอำนาจอย่างเงียบ ๆ โดยประชาชนเริ่มแยก “เงิน” ออกจาก “สิทธิการตัดสินใจ” เงินไม่ได้เป็นสัญญาทางการเมือง แต่กลายเป็นเพียงต้นทุนการแข่งขันที่ผู้สมัครเลือกตั้งต้องแบกไม่ให้หลุดออกจากเกม
ในแง่นี้ การซื้อเสียงไม่ได้หายไปในสังคมไทย แต่พลังเงินก็แผ่วลงด้วยถูกลดทอนจากปัจจัยอื่น
ผลสำรวจความคิดเห็นก่อนเลือกตั้งปี 2569 “คนไทยกับการเลือกตั้ง ปี 2569” ซึ่งเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่าง 2,682 คน ระหว่างวันที่ 6-9 มกราคม 2569 ของสวนดุสิตโพลสะท้อนประเด็นนี้ได้อย่างน่าสนใจ เพราะ “การซื้อเสียง” ไม่ปรากฏในกลุ่มปัจจัยหลักที่ประชาชนใช้ตัดสินใจเลือกพรรคการเมือง คะแนนกลับไปกระจุกอยู่ที่เรื่องเศรษฐกิจ ปากท้อง ผลงานที่ผ่านมา และความน่าเชื่อถือของผู้นำและทีมบริหาร
อย่างไรก็ตาม การไม่ปรากฏของคำว่า “ซื้อเสียง” ในโพล ไม่ได้หมายความว่าปรากฏการณ์นี้หายเกลี้ยงไปจากสังคมไทย หากแต่สะท้อนว่า “เงิน” หรือ “กระสุน” เป็นเรื่องที่ผู้คน “ไม่อยากพูด” มากกว่า “ไม่มีอยู่” การซื้อเสียงในปี 2569 อยู่ใน ‘พื้นที่สีเทา’ ระหว่างสิ่งที่ทุกคนรู้ แต่ยากที่จะชี้ชัดในเชิงหลักฐาน
นอกจากนี้ การกล่าวว่าอำนาจเงินหมดพลังแล้ว อาจเป็นความเข้าใจที่ฟังดูโรแมนติกเกินไป เพราะในความเป็นจริง เงินยังคงมีผลในบางบริบท โดยเฉพาะในเขตเลือกตั้งที่การแข่งขันสูสีมาก
ในสนามแบบนี้ เงินอาจไม่สามารถซื้อ “ใจ” ได้ทั้งหมด แต่สามารถซื้อ “พฤติกรรม” บางอย่าง เช่น การกระตุ้นให้คนออกมาใช้สิทธิ การทำให้ฝ่ายตรงข้ามลังเล หรือการทำงานร่วมกับเครือข่ายอุปถัมภ์ท้องถิ่น แม้ว่าเงินอาจไม่ชนะการเลือกตั้งโดยตรง แต่สามารถ “บิดเกม” ในจุดเล็ก ๆ ที่มีผลต่อผลลัพธ์สุดท้าย
ตัวแปรสำคัญที่ทำให้การซื้อเสียงยากขึ้น คือการขยายตัวของผู้มีสิทธิเลือกตั้งรุ่นใหม่ คนกลุ่มนี้มีความตื่นตัวทางการเมืองสูง มองว่าเงินไม่ใช่สัญญาแห่งความผูกพัน แต่เป็นทรัพยากรของรัฐหรือพรรคการเมืองที่ถูกนำมาใช้แข่งขันกัน คนรุ่นใหม่จำนวนมากไม่รู้สึกเป็นหนี้บุญคุณ และไม่รู้สึกว่าการรับเงินต้องแลกกับการลงคะแนน การเปลี่ยนแปลงเชิงรุ่นนี้ทำให้การเมืองแบบเงินนำเริ่มสูญเสียฐาน
รัฐและคณะกรรมการการเลือกตั้งพยายามรับมือกับการซื้อเสียงผ่านบทลงโทษที่รุนแรงขึ้น แต่ความจริงคือ การซื้อเสียง ยุคใหม่ไม่ได้อยู่ในรูปแบบที่จับได้ง่าย ๆ หากเคลื่อนตัวไปอยู่ในรูปแบบของความช่วยเหลือ การสนับสนุน และเครือข่ายอุปถัมภ์ที่ยากต่อการพิสูจน์ในทางกฎหมาย
สิ่งที่ทำให้ “เงิน” ยังมีที่ยืนในสนามเลือกตั้ง ไม่ได้เกิดจากพฤติกรรมของประชาชนเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจที่ยังฝังรากลึก สำหรับประชาชนจำนวนไม่น้อย การเลือกตั้งคือช่วงเวลาหายากที่รัฐหรือผู้มีอำนาจทางการเมืองเข้ามา “มองเห็น” อย่างเป็นรูปธรรม เงินที่ถูกแจกจ่ายกลายเป็นสัญลักษณ์ของการเข้าถึงอำนาจรัฐซึ่งในระบบที่ปกติกลับถูกละเลย
ขณะเดียวกัน การเมืองแบบใช้อำนาจเงินนำยังอยู่ได้ เพราะพรรคการเมืองยังไม่สามารถสร้างความเชื่อมั่นได้ว่า นโยบายที่นำเสนอจะเปลี่ยนโครงสร้างและเปลี่ยนชีวิตประชาชนได้ เมื่อคำสัญญาทางการเมืองเลื่อนลอย การแข่งขันด้วยเงินก็คือทางลัดที่จับต้องได้มากกว่า สถานการณ์เช่นนี้อาจตอกย้ำถึงความล้มเหลวของระบบการเมืองไทยที่ฝังรากลึกมายาวนาน
การเลือกตั้งปี 2569 แสดงให้เห็นว่า การเมืองไทยยังไม่หลุดพ้นจากอิทธิพลของเงิน แต่ก็ไม่ตกอยู่ภายใต้อำนาจของเงินแบบเดิม เงินยังซื้อพฤติกรรมได้บ้าง แต่ไม่สามารถซื้อการตัดสินใจในคูหาได้อย่างเบ็ดเสร็จ อำนาจต่อรองกำลังค่อย ๆ เคลื่อนกลับมาสู่ประชาชน ท่านผู้อ่านและคอข่าวการเมืองเลือกตั้งเห็นประการใดสะท้อนให้ฟังบ้างครับ








