“แม่ทัพน้อยที่ 2” ย้ำสื่อมวลชนมีบทบาทสำคัญสร้างความเข้าใจและหนุนภารกิจความมั่นคงชายแดน ขณะที่ “โฆษก ทบ.” ขอความร่วมมือนำเสนอข่าวอย่างรอบด้าน ลดความคลาดเคลื่อน พร้อมแจงการจัดบังเกอร์ต้องยึดหลักยุทธวิธีตามสภาพพื้นที่ และยันทหารแนวหน้ามีอำนาจตัดสินใจตามสถานการณ์
วันที่ 6 ส.ค. 69 เวลา 10.00 น. ที่โรงแรมสุนีย์แกรนด์ อ.เมืองอุบลราชธานี จ.อุบลราชธานี พล.ต.วินธัย สุวารี รองเจ้ากรมกิจการพลเรือนทหารบกและโฆษกกองทัพบก ร่วมเสวนาในหัวข้อ "ร่วมคิด ร่วมสื่อสาร เพื่อความมั่นคงชายแดน" TOGETHER FOR TRUST WE ARE ONE WE WIN โดยมี ศูนย์ประชาสัมพันธ์กองทัพบก(ศปส.ทบ.) , ศูนย์ประชาสัมพันธ์กองทัพภาคที่ 2(ศปส.ทภ.2) , มณฑลทหารบกที่ 22 (มทบ.22) , กรมทหารราบที่ 6 (ร.6) , หน่วยเฉพาะกิจที่ 1 (ฉก.1) , หลักสูตรพัฒนาสัมพันธ์ระดับผู้บริหาร กองทัพภาคที่ 2 (พสบ.ทภ.2) และสื่อมวลชน เข้าร่วม
โดย พล.ท.ปิยะพณห์ ฐิตวัฒนานนท์ แม่ทัพน้อยที่ 2 กล่าวเปิดเสวนาว่า ประชาชนรวมไปถึงผู้บริหารระดับสูงของประเทศ ได้มีการช่วยเหลือและอยากเป็นส่วนหนึ่งที่จะดูแลประเทศชาตินั้น ทำให้ทหารมีกำลังใจในการดูแลประเทศชาติตามมอตโต้ของกองทัพบก คือ กองทัพบกเพื่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์ และประชาชน รวมถึงในเรื่องของการสื่อสารเป็นสิ่งที่มีความสำคัญเพราะว่าสิ่งที่สื่อมวลชนเผยแพร่ออกไปสู่ประชาชนหากมีความคลาดเคลื่อนอาจทำให้ประชาชนตื่นตระหนก และไม่เป็นผลดีต่อทหาร ประชาชน และสื่อมวลชน แต่ถ้าหากมีความเข้าใจตรงกันแล้ว การนำเสนอข่าวต่อประชาชนจะมีผลที่ดีขึ้น และการที่ทหารได้รับการช่วยเหลือจากประชาชน ส่วนใหญ่ก็มาจากการที่สื่อมวลชนนำเสนอข้อมูลให้ประชาชน ทำให้เกิดพลังในการที่จะมาช่วยชาติขึ้นมา
ด้าน พล.ต.วินธัย กล่าวว่า ทุกหน่วยราชการการที่จะปฏิบัติภารกิจใด ต้องอาศัยการมีส่วนร่วมของประชาชนด้วย กรณีบทบาทป้องกันประเทศของทหารนั้น ส่วนใหญ่จะทำในพื้นที่ส่วนหน้าแต่พื้นที่ส่วนหลังเป็นหน้าที่ของหน่วยงานพลเรือน และภาคสังคมต่าง ๆ ที่จะช่วยกัน ซึ่งช่วงที่ผ่านมาก็เป็นโอกาสที่ดีที่เราจะได้เห็นว่าเราจะทำอย่างไรที่จะสามารถประสานการทำงานกัน เพื่อให้ภารกิจป้องกันประเทศสมบูรณ์แบบมากที่สุด ตนขอยกตัวอย่างว่าในส่วนกลางมีอยู่บางจุดในเรื่องของข้อมูลที่บางครั้งเป็นข้อมูลที่อาจจะไม่ได้ผ่านกระบวนการกลั่นกรองต่าง ๆ ซึ่งส่งผลให้การรับรู้คลาดเคลื่อนไป เช่น การทำให้ประชาชนตื่นตระหนก แต่เราก็เข้าใจดีว่าทุกคนมีความปรารถนาดีต่อประเทศไทย
พล.ต.วินธัย กล่าวอีกว่า ขอยกตัวอย่างกรณีบังเกอร์ ซึ่งมีประชาชนหลายคนพยายามเรียกร้องว่าอยากให้มีบังเกอร์ทุกคน แต่โดยหลักการทางยุทธวิธีมันเป็นไปไม่ได้เพราะมีข้อจำกัดอยู่ การที่จะไปอยู่ในลักษณะของบังเกอร์ทั้งหมดมันทำให้ระบบการใช้อาวุธเวลาฉุกเฉินมันจำกัด และจำกัดการดำเนินอาวุธทางยุทธวิธีอีกเช่นกัน เพราะฉะนั้นไม่ใช่ผู้บัญชาการทหารบก และไม่ใช่แม่ทัพภาคที่ 2 แต่เป็นหน่วยในระดับย่อยที่จะเป็นคนกำหนดเองว่าควรที่จะมีสิ่งใดในพื่นที่บ้าง วันนี้ถ้าเราติดตามข่าวสารเราจะเห็นว่าถ้าบังเกอร์ในแบบสเปคพิเศษที่กองทุนหทัยทิพย์ทำทุกคนก็เข้าใจว่าแบบนี้คือมาตรฐานซึ่งตามจริงไม่ใช่ เป็นเพียงแค่ลักษณะพิเศษเฉพาะพื้นที่โดยเฉพาะพื้นที่กองทัพภาคที่ 2 ที่เป็นพื้นที่เพ่งเล็ง แต่โดยทั่วไปการวางตัวของทหารจะอยู่ในคูเลตมากกว่าโดยใช้ปราการทางธรรมชาติเป็นเครื่องป้องกันและนี่คือมาตรฐานตามความจริง
“บางกรณีเราอาจมีความรู้สึกว่าฝ่ายกัมพูชาดูก้าวร้าว แต่ทหารไทยดูอ่อม หรือผู้บังคับบัญชาไปจำกัดการทำหน้าที่หรือไม่ แต่ความจริงแล้วไม่มีเลย เพราะว่าเรื่องของการปฎิบัติระดับหน่วยมันเป็นดุลย์พินิจการตัดสินใจของผู้บังคับหน่วยภายใต้กรอบกฎหมายที่เขายึดถือ ถ้าภัยอันตรายถึงแก่ชีวิตเขา เขาจะมีวิธีการดำเนินการแก้ไขปัญหาเขาเอง ซึ่งเราในส่วนกลางตอบแทนเขาไม่ได้แน่นอน แต่การที่มีประชาชนห่วงเรื่องความปลอดภัยของทหารนั้น สิ่งนี้เป็นสิ่งที่สุดยอดแล้ว” พล.ต.วินธัย กล่าว
#แม่ทัพน้อยที่2 #กองทัพบก #ชายแดนไทย #ความมั่นคง #สื่อมวลชน #สร้างความเข้าใจ #พลังประชาชน #ช่วยชาติ #ข่าวความมั่นคง #ข่าววันนี้ #สยามรัฐออนไลน์ #siamrathonline








